History

ศิลปะสมัยกลาง ศาสนาคริสต์มีบทบาทสำคัญยิ่งในการสร้างงานศิลปะสมัยกลาง กล่าวคือ เมื่อจักรวรรดิโรมันสิ้นสุดลงในช่วงศตวรรษที่ ๕ – ๑๑ ยุโรปก็เข้าสู่ยุคมืด วิถีชีวิตของผู้คนในสมัยนั้นไม่มีความสงบสุขและความมั่งคั่ง เกิดสงครามระหว่างแคว้นต่างๆ รวมถึงการเกิดโรคระบาดและทุพภิกขภัยอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้คนยึดมั่นและศรัทธาในคริสต์ศาสนา ๑. ศิลปะคริสเตียนยุคแรก (พ.ศ.๖๔๐-๑๐๔๐)และศิลปะไบเซนไทน์ Bizentine (พ.ศ.๑๐๔๐-๑๙๙๖) ศิลปะคริสเตียนในยุคแรกรับอิทธิพลมาจากศิลปะโรมัน อาคารในสมัยแรก จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับผู้ถูกฆ่าเรื่องศาสนา วิหารพิธีเจิมน้ำมนต์ ผนังภายนอก อาคารจะถูกปล่อยไว้เรียบ ๆ ทื่อ ๆ ผนังภายในอาคารจะประดับด้วยเศษหินสี แวววาว ส่วนต่างๆของอาคาร เช่น เสารายแบบโรมัน เสาก่ออิฐ หลังคาทรงโค้ง แผนผังอาคารมี ๒ แบบ คือ แบบชนิดตามยาว และแบบชนิดศูนย์กลาง ซึ่งมีรากฐานมาจากสถาปัตยกรรมโรมัน อาคารที่มีแนวยาวเหมาะสำหรับขบวนพิธีการ ที่สง่างาม อาคารชนิดมีศูนย์กลาง สำหรับเป็นสถูปสถานของนักบุญคนสำคัญ แต่ต่อมานิยมสร้างโบสถ์แบบมีศูนย์กลางกันมาก อาคารแบบมีศูนย์กลางอาจมี หลายรูปทรง เช่น ทำเป็นรูปทรงไม้กางเขนกรีก อยู่ภายในรูปจัตุรัส หรือไม่ก็รูป วงกลม โบสถ์ที่มีผังชนิดมีศูนย์กลางมักทำหลังคาทรงโค้ง หรือทรงกลมด้วย อิฐหรือหิน อาคารทรงเรือนโถงขนาดใหญ่มักทำเครื่องบนหลังคาด้วยไม้ท่อน จิตรกรรมมีทำบนฝาผนังและแผงไม้ ตลอดจนทำเป็นภาพประกอบเรื่องในหนังสือ เขียนด้วยสีฝุ่น สีขี้ผึ้งร้อน และสีปูนเปียกอย่างแห้ง แสดงรูปคนกำลัง สวดมนต์ และภาพปาฏิหารย์ตอนสำคัญของพระผู้เป็นเจ้าที่นำมาจากพระคัมภีร์ เก่าและใหม่ หนังสือในสมัยแรก ๆ ทำมาจากหนังสัตว์และเป็นหนังสือม้วน ภาพประกอบเรื่องในหนังสือแสดงให้เห็นความเป็นธรรมชาติ โดยแก้ไขให้ เป็นเชิงสัญลักษณ์มากกว่าจะเป็นธรรมชาติแท้ๆ ลักษณะของภาพเป็นรูปแบน และเป็นการใช้สีอย่างประหลาด ๆ งานประติมากรรมในยุคคริสเตียนถูกลดความสำคัญ อันเนื่องมากจากบท บัญญัติในพระคัมภีร์ เกี่ยวกับรูปเคารพบูชา ประติมากรรมมักจำกัดอยู่กับงาน ขนาดเล็ก ๆ ได้แก่ งานแกะสลักรูปคนบนโลงศพ ถ้วยและจานโลหะ งานแกะสลักงาช้าง โกศบรรจุธาตุศักดิ์สิทธิ์ คำว่า “ไบเซนไทน์” เรียกตามชื่อ จักรวรรดิไบเซนไทน์ ที่มีกรุงคอน สแตนติโนเปิล เป็นเมืองหลวง (ปัจจุบันคือกรุงอิสตันบูลเมืองหลวงของประเทศตุรกี) ลักษณะศิลปะไบเซนไทน์ มีลักษณะคาบเกี่ยวกับศิลปะคริส-เตียนอยู่มาก และยัง มีสืบเนื่องกันต่อมาเป็นเวลาอีกยาวนาน โดยมีลักษณะศิลปะแบบตะวันออกมาผสมผสานอยู่ด้วยต่อไปเป็นตัวอย่างงานสถาปัตยกรรม ประติมากรรมและจิตรกรรมเพื่อให้นักเรียนเห็นลักษณะของผลงานเช่น ๑.๑ โบสถ์เซนต์โซเฟีย St.Sophia ค.ศ.๕๓๒-๕๓๗ เป็นสถาปัตยกรรมแห่งการผสมผสาน นับเป็นแหล่งรวมลักษณะความโดดเด่นของกรีกโรมันและลักษณะตะวันออกแบบอาหรับหรือเปอร์เซีย ไว้ในผลงานชิ้นเดียวกันได้อย่างกลมกลืน ๑.๒ ภาพขบวนแถวของนักบวช ประมาณปี ค.ศ.๕๖๐ เป็นภาพ โมเซอิค ( Mosaic ) คือใช้กระเบื้องเคลือบชิ้นเล็กๆ มาประกอบกัน ๑.๓ ภาพพระแม่แห่งวลาดิเมียร์ Vladimir ประมาณปี ค.ศ.๑๑๒๕ เป็นงานจิตรกรรมที่เขียนสีลงบนแผ่นไม้ไว้สำหรับเคารพบูชาในบ้าน เรียกว่า ไอคอน (Icon) ๒.ศิลปะโรมาเนสก์ Romanese (พ.ศ.๑๕๔๐ - ๑๗๔๐) สถาปัตยกรรมโรมาเนสก์เป็นการก่ออิฐฉาบปูนมีหลังคาทรงโค้งกากบาท และมีลักษณะสำคัญ คือ ๑. มีความหนักแน่น ทึบคล้ายป้อมโบราณ ๒. มีโครงสร้างวงโค้งอย่างโรมัน ๓. มีหอสูง ๒ หอ หรือมากกว่านั้น ๔. มีช่องเปิด ตาหน้าต่างหรือประตูทำเป็นโครงสร้างวงโค้งวางชิด ๆ กัน ๕. มีหัวคานยื่นออกนอกผนัง เป็นคิ้วตามนอนนอกอาคาร ๖. มีหน้าต่างแบบวงล้อ เป็นรูปวงกลมที่ถูกแบ่งออกเป็นซี่ สำหรับงานศิลปกรรมอื่น ๆ ส่วนมากมักเป็นงานแกะสลักงาช้างขนาดเล็ก ๆ หรือไม่ก็เป็นงานที่เขียนบนหนังสือแบบวิจิตร เรื่องราวของงานศิลปะจะนำมา จากพระคัมภีร์ฉบับเก่าและใหม่ ตำนานโบราณ ชีวประวัตินักบุญ รูปเปรียบเทียบความดีกับความชั่ว หรือลวดลายต่าง ๆ เป็นรูปดอกไม้ และรูปเราขาคณิต ๓.ศิลปะโกธิค ( Gothic ) คริสต์ศตวรรษที่ ๑๒-๑๕ ในประเทศฝรั่งเศสเป็นหลัก ลักษณะเด่นของสถาปัตยกรรมสมัยโกธิค คือ มีลักษณะสูงชลูด และส่วนที่สูงที่สุดของโบสถ์จะเป็นที่ตั้งของกางเขนอันศักดิ์สิทธิ์ เพื่อจะเป็นที่ติดต่อกับพระเจ้าบนสรวงสวรรค์ ได้แก่ ๓.๑ วิหารโนเตรอ-ดาม ( Notre-Dame ) กรุงปารีส ฝรั่งเศส ภาพกระจกสี (Stain glass ) นับเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรม ทางศาสนาคริสต์ ๓.๒ ภาพถนนไปสู่รูปเคารพ โดย ไซมอน มาตินี พ.ศ.๑๘๘๓ เป็นงานจิตรกรรมที่ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับคริสต์ศาสนา ในรูปแบบ ของภาพวาดแบบเหมือนจริง ๓.๓ รูปเซนต์แฟร์แมง St.Fermin พ.ศ.๑๗๖๘ ประติมากรรมตกแต่งวิหารอาเมียงส์ สะท้อนเรื่องราวทางศาสนา และลักษณะโครงสร้างสูงชะลูด ๔.ศิลปะสมัยฟื้นฟูศิลปะและวิทยาการ(Renaissance) ศิลปะสมัยฟื้นฟู เกิดขึ้นในตอนปลายของยุคกลางตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๕-๑๗ เมื่อชาวยุโรปได้กลับมาพิจารณาเหตุผลความถูกต้อง และเริ่มค้นพบตัวเองและโลกรอบๆ ตัว เกิดเป็นกระบวนการมนุษยนิยม ซึ่งเป็นการค้นคว้าหาความจริงเกี่ยวกับตัวมนุษย์เอง และสิ่งรอบตัวที่อยู่นอกเหนือสาระสำคัญทางศาสนา ซึ่งมีผลกระทบต่อการสร้างสรรค์งานศิลปะโดยตรง มีการพยายามปลูกฝังความจริงและความสนใจในโลกปัจจุบัน เกิดการตื่นตัวหรือการเกิดใหม่ของงานศิลปะในสมัยคลาสสิก (Classic) ตามแบบกรีก – โรมัน ศิลปินมีความกล้าที่จะแหวกวงล้อมของอิทธิพลศิลปะโกธิคไปสู่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ส่วนในทางวิทยาศาสตร์และการประดิษฐ์ มีการค้นพบระบบสุริยจักรวาลของโคเปอร์นิคัส การค้นพบกระบวนการพิมพ์หนังสือของ กูเตนเบอร์กและฟุสท์ อิตาลีถือว่าเป็นศุนย์กลางของความเจริญก้าวหน้าที่สำคัญโดยเฉพาะเรื่องของศิลปกรรม ศิลปะในสมัยฟื้นฟูศิลปะและวิทยาการ เป็นยุคสมัยที่มีคุณค่ายิ่งต่อวิวัฒนาการทางจิตรกรรมของโลก คือ ความมีอิสระในการสร้างสรรค์ศิลปะของมนุษย์ ความมีลักษณะเฉพาะตัวของศิลปิน กล้าที่จะคิดและแสดงออกตามแนวความคิดที่ตนเองชอบและต้องการแสวงหา ได้มีการคิดค้นการเขียนภาพลายเส้นทัศนียภาพ (Linear Perspective) ซึ่งนำไปสู่การเขียนภาพทิวทัศน์ที่งดงาม นอกจากนี้ศิลปินได้พยายามศึกษากายวิภาคด้วยการผ่าตัดศพ พร้อมฝึกวาดเส้นสรีระและร่างกายมนุษย์อย่างละเอียด แสดงกระดูกและกล้ามเนื้อที่ถูกต้อง ความเจริญก้าวหน้าในงานจิตรกรรมสีน้ำมันประสบความสำเร็จอย่างสูงในยุคนี้ด้วย ๔.๑โบสถ์เซนต์ปีเตอร์ St.Perter’s Cathedral กรุงโรม อิตาลี พ.ศ.๒๐๔๙–๒๐๘๙ โดนาโต บรามานเต (Donato Bramante) เป็นสถาปนิกผู้ริเริ่มออกแบบและคุมการก่อสร้างแต่บรามานเตถึงแก่กรรมก่อนงานจะเสร็จ จึงเป็นภาระหน้าที่ของสถาปนิกอีกหลายคน จนกระทั่ง พ.ศ.๒๐๘๗ มิเคลันเจโล บูโอแนร์โรติ ( Michelangelo Buonarrotii ) ได้รับการติดต่อจากสันตะปาปาจอห์นปอลที่ ๓ ให้เป็นสถาปนิกรับผิดชอบออกแบบก่อสร้างต่อไป โดยเฉพาะอาคารที่อยู่ตรงกลาง มิเคลันเจโลได้แรงบันดาลใจมาจากวิหารแพนธีออน(Pantheon)ของจักรวรรดิโรมัน ๔.๒ ภาพกำเนิดอาดัม Birth of Adum พ.ศ.๒๐๕๑- ๒๐๕๕ โดย มิเคลันเจโล บูโอแนร์โรติ (Michelangelo Buonarrotii) เป็นงานจิตรกรรมฝาผนัง (Mural Painting) ที่เขียนไว้ตกแต่ง เพดานโบสถ์ซิสทีนด้วยวิธีการวาดภาพปูนเปียก (Fresco) ๔.๓ ภาพโมนาลิซ่า Mona Lisa พ.ศ.๒๐๔๖-๒๐๔๘ โดย เลโอนาร์โด ดา วินซี (Leonardo daVinci) เป็นภาพเขียนสีน้ำมันบนผ้าใบ ขนาด ๓๐.๕ x ๒๑ นิ้ว แสดงให้เห็น ถึงความสามารถในการถ่ายทอดแบบเหมือนจริง (Realistic) การ พิถีพิถันเรื่องการจัดวางมือที่งดงาม แววตาและรอยยิ้มอย่างมีเลศนัย การนำธรรมชาติมาเป็นฉากหลังและสร้างมิติใกล้ไกลแบบ วิทยาศาสตร์ ตามที่ตามองเห็น (ทัศนียภาพหรือ Perspective) เลโอนาร์โด ดา วินซี เป็นผู้ริเริ่มการเขียนภาพแบบแสดงค่าตัดกัน ระหว่างความมืดกับความสว่างที่เรียกว่า คิอารอสคูโร (Chiaroscuro) ๔.๔ ภาพดาวิด David พ.ศ.๒๐๔๔-๒๐๔๗ โดย มิเคลันเจโล เป็นการแกะสลักหินอ่อน เน้นความสมบูรณ์ทางสรีระมนุษย์อย่าง ชัดเจนตามแบบกรีก-โรมัน การจัดท่วงท่าที่งดงามด้วยการใช้ขาข้าง หนึ่งรับน้ำหนัก อีกข้างหนึ่งงอพัก แขนข้างหนึ่งห้อยขนาน อีกข้าง หนึ่งยกขึ้นในอิริยาบถที่ไม่ซ้ำกับแขนอีกข้าง ให้ความรู้สึกที่สง่างาม เด็ดเดี่ยวกล้าหาญ ประติมากรรมชิ้นนี้มีความสูง ๑๓ ฟุต ๕ นิ้ว ภาพปิเอต้า (Pieta) เป็นผลงานของมิเคลันเจโลที่งดงามอีกชิ้นหนึ่ง ๕. ศิลปะแบบบาโรก (Baroque) พ.ศ.๒๑๒๓-๒๒๙๓ คริสต์ศตวรรษที่ ๑๗-๑๘ เป็นยุคที่มีการสร้างสรรค์งานศิลปะเพื่อการแสดงออกที่เรียกร้องความสนใจมากเกินไป มุ่งหวังความสะดุดตาราวกับจะกวักมือเรียกผู้คนให้มาสนใจศาสนา มีการประดับตกแต่งที่ฟุ้งเฟ้อเกินความพอดี อาจกล่าวได้ว่าศิลปะบาโรกมีลักษณะงานที่เกิดจากความอิ่มตัวของศิลปะในสมัยเรอเนซองส์ ประกอบกับเป็นช่วงเวลาที่นักปราชญ์ทางคณิตศาสตร์เฟื่องฟู มีผลต่อการสร้างสรรค์งานศิลปะในสมัยนี้โดยเฉพาะงานสถาปัตยกรรมซึ่งนิยมออกแบบให้มีลวดลายเรขาคณิตจำพวกเส้นโค้ง และการจัดลวดลายที่วางระยะห่างเหมาะสมกับพื้นที่ว่าง การตกแต่งภายในอาคารเน้นความหรูหรา สง่า น่าเกรงขาม แสดงถึงความมั่งคั่ง หรูหรา โดยเฉพาะกรุงปารีส เป็นศูนย์กลางแห่งศิลปะและวัฒนธรรมในสมัยนั้น ๕.๑ พระราชวังแวร์ซายล์ส Versailles พ.ศ.๒๒๐๔-๒๒๓๔ สร้างขึ้นด้วยหินอ่อน ในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ของประเทศฝรั่งเศส เพื่อประกาศให้นานาประเทศได้เห็นถึงอำนาจและบารมีของพระองค์ ๕.๒ ความปลาบปลื้มยินดีของเซนต์เทเรซา St.Theresa พ.ศ. ๒๑๘๘-๒๑๙๕ โดย โจวันนี ลอร์เรนโซ เบอร์นินี่ (Giovanni Lorenzo Bernini) ประติมากรชาวอิตาเลียน เป็นงานประติมากรรมที่แสดงอาการความรู้สึกเคลื่อนไหวมีชีวิต ประหนึ่งว่ามีลมหายใจ ผลงานชิ้นนี้บ่งบอกถึงการทำงานอย่างมีการวางแผน เพื่อให้ผลงานและพื้นที่ทั้งหมดอยู่ร่วมกันได้อย่างงดงามและกลมกลืน ๕.๓ ภาพยามกลางคืน In the night พ.ศ.๒๒๐๗ โดย เรมบรานดท์ ฟาน ริจ์น (Rembrandt Van Rijn) เป็นงานจิตรกรรมที่มีการใช้แสงเงากำหนดพื้นที่สว่างบนเงาเข้มได้อย่างยอดเยี่ยม ๖. ศิลปะแบบโรโคโค (Rococo) พ.ศ.๒๒๖๑-๒๓๒๒ คริสต์ศตวรรษที่ ๑๘ หลังจากพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ สวรรคตแล้ว ฝรั่งเศสยังคงเป็นศูนย์กลางทางศิลปะและวัฒนธรรม แต่ศิลปะได้เริ่มเปลี่ยนจากบาโรกเป็นโรโคโคศิลปะโรโคโคนั้นได้ลดทอนบางอย่างลงไป เช่น ลวดลายที่หนาแน่นในแบบบาโรกได้ถูกลดลงเพื่อทำให้ดูบอบบางและปรับปรุงลวดลายให้เกิดความอ่อนหวาน นำเส้นตรงมาใช้มากขึ้น ๖.๑ ภาพกำเนิดวีนัส Birth of Venus พ.ศ.๒๒๙๐ โดย ฟรองซัวส์ บูแชร์ (Francoise Boucher) เป็นศิลปินผู้มีฐานะและบทบาทสำคัญโดยเป็นผู้นำที่รับผิดชอบทางด้านจิตรกรรมของราชสำนัก ผลงานจิตรกรรมของเขาแสดงถึงสีสันที่สวยงาม สอดคล้องกลมกลืนกับเรื่องราวที่ให้ความรื่นเริง ชวนฝัน อิ่มสุข ดังปรากฏให้เห็นในพระราชวัง แวร์ซายลส์ ๖.๒ พระราชวังเปอติต ตริอานอง Petit Trianon ที่เมืองแวร์ซายล์ส เป็นสถาปัตยกรรมที่มีความหรูหราและสง่างามด้วยการตกแต่งทั้งภายนอกและภายในอย่างพิถีพิถัน โครงสร้างภายนอกมีหลายรูปแบบ เช่น หลังคาโค้ง ผนังสี่เหลี่ยม แปดเหลี่ยม และมีการตกแต่งภายในด้วยกระจก ๖.๓ แบจิอัส โดย ฟอลโคเนท์ Etienne Maurica Falconet พ.ศ.๒๓๐๓ เป็นประติมากรรมหินอ่อน มีความสูงเพียง ๓๘ ซม. บ่งบอกถึง การเป็นส่วนหนึ่งของกรีก-โรมัน และมีลักษณะเป็นแบบวิชาการชั้นสูง(Classic Academy Charactor) นิยมแสดงออกในรูปแบบเหมือนจริง สะท้อนให้เห็น ความกลมกลืนกับคตินิยมของศิลปะโรโคโค โดยเฉพาะด้านเรื่องราวและการจัด ท่าทางที่มุ่งหวังทำให้เกอดความรู้สึกชื่นชมในสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้มนุษย์ ศิลปะสมัยใหม่ ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙-๒๐ เมื่อสภาพสังคมชนชั้นกลางในสังคมตะวันตกค่อยๆ ก้าวเข้ามามีบทบาทเป็นผู้นำในสังคมใหม่ ทั้งในยุโรปและอเมริกา มีการสร้างระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ นั่นคือ ระบบทุนนิยมอุตสาหกรรม (Industrial Capitalism) นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งระบบสังคมนิยม (Socialism) เพื่อเป็นการพิทักษ์ผลประโยชน์ของผู้ใช้แรงงานขึ้นมาต่อสู้กับระบบทุนนิยม ด้วยการประนีประนอมกันโดยอาศัยกติกาทางการเมือง นอกจากนี้แนวคิดแบบเสรีนิยม(Liberalism) ซึ่งเกิดขึ้นในยุคแห่งความรู้แจ้งในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๘ โดยอิงอยู่บนหลักการที่ว่า ปัจเจกบุคคลแต่ละคนมีความสามารถใช้เหตุผล จินตนาการ และจิตใจเชิงวิพากษ์วิจารณ์เพื่อประโยชน์ของตนเองและส่วนรวมได้ รวมถึงการเปิดโอกาสให้บุคคลได้แสดงความคิดเห็น ความสามารถและคุณค่าของตนเองอย่างเสรี ประกอบกับมีการปฏิวัติวิทยาศาสตร์เพื่อนำไปประยุกต์ใช้เป็นเทคโนโลยีทางอุตสาหกรรมและเพื่อความสะดวกในการดำเนินชีวิต ทำให้เกิดแนวความเชื่อที่ว่า วิทยาศาสตร์จะช่วยให้มนุษยชาติเจริญก้าวหน้าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จนกระทั่งเมื่อเกิดสงครามโลกขึ้นสองครั้ง อีกทั้งความเสียหายของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเกิดจากการนำวิทยาศาสตร์ไปใช้อย่างเกินขอบเขต ทำให้ชาวตะวันตกรู้จักใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างมีวิจารณญาณมากขึ้น จากสภาพสังคมและอิทธิพลแนวคิดดังกล่าวส่งผลต่อแนวทางการสร้างสรรค์งานศิลปะ ดังนี้ ศิลปะคลาสสิกใหม่ (Neo-Classicism) เป็นลัทธิทางศิลปะที่มีรากฐานอยู่บนเหตุผลและมีแบบแผนเช่นเดียวกับศิลปะกรีกและโรมัน ความงามของศิลปะจึงปรากฏออกมาในรูปของสัดส่วนที่ถูกต้องตามหลักกายวิภาค เน้นความประณีต ละเอียดอ่อน นุ่มนวล และเหมือนจริงด้วยสัดส่วนและแสงเงา เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของศิลปะสมัยกลางและสมัยใหม่ เป็นประตูของประวัติศาสตร์บานสำคัญที่ทำหน้าที่แง้มไปสู่โลกแห่งเสรีภาพอันมีผลต่อการสร้างสรรค์ศิลปะอย่างกว้างขวางในเวลาต่อมา จะเห็นได้จากผลงานดังต่อไปนี้ - ภาพคำสาบานของพวกฮอราติไอ The Oath of Horatii พ.ศ.๒๓๒๗ โดย ยาค หลุยส์ เดวิด (Jacques Louis David) เป็นเรื่องราวความรักชาติของนักรบโรมัน ๓ คนที่รับดาบจากบิดาเพื่อ สู้รบกับศัตรูโดยยึดถือผลประโยชน์ของรัฐเป็นหลัก ส่วนครอบครัว คนรักและ ความผูกพันระหว่างพี่น้องเป็นผลประโยชน์ด้านรอง แสดงให้เห็นความสมจริงทั้งสัดส่วน มิติ น้ำหนักและแสงเงาตามแบบ เดิม มีการนำลักษณะโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมสมัยกรีกและโรมันมาสร้าง เป็นพื้นหลังซึ่งจะแฝงไว้ด้วยความรักชาติ ความเสียสละ สำนึกผิดชอบต่อประชาชน ๑. ลัทธิจินตนิยม(Romanticism) ประมาณ พ.ศ.๒๓๔๓-๒๔๔๓ เป็นศิลปะที่ให้ความสำคัญและยอมรับในความจริงของจิต สุนทรียภาพ ของศิลปะจึงอยู่ที่การตัดกันของน้ำหนัก แสงและเงา ตลอดจนสีและการจัดภาพเพื่อให้เกิดความจริง มุ่งสร้างสรรค์งานที่ตื่นเต้น เร้าใจ ก่อให้เกิดอารมณ์สะเทือนใจแก่ผู้ชม ได้แก่ ๑.๑ ภาพ ๓ พฤษภาคม ๑๘๐๘ The Third of may 1808 โดย ฟรานซิสโก โกยา (Francisco Goya) พ.ศ.๒๓๕๗ เป็นภาพแสดงเหตุการณ์ปฏิวัติในฝรั่งเศส ๑.๒ ภาพการอับปางของแพเมดูซา The Raft of The Medusa โดย ธีโอดอร์ เจอริโคลต์ (Theodore Gericault) พ.ศ.๒๓๖๒ เดอลาครัวซ์เป็นศิลปินชาวฝรั่งเศสที่พัฒนาตนเองมาจากการศึกษาศิลปะ ในอดีตจนกลายเป็นผู้นำลัทธิจินตนิยมเรื่องราวที่เขียนเกิดจากการได้รับทราบเหตุการณ์ การประสบอุบัติเหตุเรือแตกของเรือลำหนึ่ง โดยมีผู้รอดชีวิตจำนวนหนึ่งต้องเผชิญกับภัยอย่างอ้างว้างบนแพอันจำกัดกลางท้องทะเลแห่งคลื่นลมและความหิว มีวิธีการจัดภาพโดยการกำหนดแสงเงาแบบสว่างจัดมืดจัดตัดกันอย่างรุนแรงอิริยาบถของผู้คนได้รับการจัดท่าทางอย่างสมบทบาท การแสดงออกบนใบหน้าและท่าทางทำให้เกิดวามรู้สึกที่หลากหลาย นับตั้งแต่ลีลาที่อ่อนล้าโรยแรง จนถึงความตื่นเต้นเมื่อเห็นเกาะอยู่ลิบๆ ๑.๓ ภาพเสรีภาพนำหน้าประชาชน Liberty Guilding People โดย เออแฌน เดอลาครัวซ์ (Eugene Delacroix) พ.ศ.๒๓๗๓ งานจิตรกรรมชิ้นนี้เป็นภาพที่ได้แรงบันดาลใจมากเหตุการณ์การปฏิวัติในฝรั่งเศส จะเห็นว่าภาพนี้สามารถส่งผลกระทบต่อความรู้สึกได้อย่างตื่นเต้น นับตั้งแต่การเลือกเรื่องราว การจัดภาพ การกำหนดแสงเงาที่ตัดกัน เอกภาพ ของทิศทางของกลุ่มคนยืนขัดแย้งกับทิศทางของผู้บาดเจ็บล้มตาย การให้ความสำคัญในท่าทางอิริยาบถของทุกคน การถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกผ่านท่าทาง ใบหน้าและดวงตา ๑.๔ ภาพพายุหิมะ Snowstorm โดย โจเซฟ แมลลอร์ด วิลเลี่ยม เทอร์เนอร์ (Joseph Mallord William Turner) พ.ศ.๒๓๘๔ – ๒๓๘๕ เทอร์เนอร์เป็นศิลปินชาวอังกฤษที่ทำงานด้านปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และทิวทัศน์ ในภาพพายุหิมะเป็นการถ่ายทอดบรรยากาศของเรือกลไฟ ที่ใกล้อับปางท่ามกลางคลื่นลมกลางทะเล ๒. ลัทธิสัจนิยม (Realism) เป็นรูปแบบศิลปะที่พยายามหนีความเป็นอุดมติ(Idealism) มุ่งค้นหาชีวิตจริง ศิลปินในสมัยนี้จึงวาดภาพที่สะท้อนความจริงในชีวิตของบุคคลต่างๆ ตั้งแต่ขอทานไปจนถึงชนชั้นขุนนางและกษัตริย์ เพื่อแสดงออกซึ่งสัจธรรมที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ นอกจากนี้ยังมีภาพทิวทัศน์และความงดงามของธรรมชาติที่สะท้อนจากประสบการณ์ของศิลปินเหมือนเป็นการบันทึกเรื่องราวที่ศิลปินได้พบมาศิลปินในความหมายของสัจนิยม คือ ผู้แสดงออกซึ่งความจริงที่ตนได้เห็นมา ศิลปินกล้าเผชิญกับความจริงและสร้างงานที่เป็น ผลิตผลมาจากความจริง โดยแสดงออกมาให้ละเอียดครบถ้วนตามความสามารถ ๒.๑ ภาพร่อนข้าวโพด The Corn Sifters โดย กุสตาฟ คูร์เบท์ (Gustave Courbet) พ.ศ.๒๓๙๘ ๒.๒ ภาพคนเก็บข้าวตก The Gleaners โดย ฌอง ฟรังซัวส์ มิล์เลท์ (Jean-Francois Millet)พ.ศ.๒๔๐๐ ๓.ลัทธิประทับใจ (Impressionism) หลังจากศตวรรษที่ ๑๘ จนถึงศตวรรษที่ ๑๙ เป็นต้นมา ศิลปะได้ก้าวเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่มากขึ้น เพราะศิลปินมีความคิดว่าศิลปะสมัยใหม่ไม่จำเป็นต้องยึดมั่นอยู่กับรูปแบบศิลปะตามแบบเก่าๆ อีกต่อไป ภาพเขียนไม่จำเป็นต้องวาดเลียนแบบธรรมชาติ แต่ศิลปะควรมาจากการรับรู้ ซึ่งเกิดจากความประทับใจของศิลปินที่มีต่อธรรมชาติ ผู้คน บ้านเมือง สิ่งแวดล้อมและชีวิตที่รื่นรมย์ เช่น การสังสรรค์ บัลเลต์ นิยมเขียนภาพนอกห้องปฏิบัติงาน รูปแบบของศิลปะลัทธิประทับใจ เป็นงานศิลปะที่เกี่ยวข้องกับแสงและเงา พยายามแสดงคุณสมบัติของแสงสี อันเป็นผลมาจากความรู้เกี่ยวกับสเปกตรัมและสี บันทึกการสะท้อนแสงบนพื้นผิวของวัตถุรวมทั้งสภาพบรรยากาศในแต่ละช่วงเวลา ที่ศิลปินได้รับรู้จากสิ่งที่ตนเห็นและประทับใจแล้วแสดงความรู้สึกนั้นออกมาทันที นิยมวาดสิ่งที่เคลื่อนไหวและมีการเปลี่ยนแปลงของแสง เช่น แม่น้ำ ดวงอาทิตย์ ทะเล และลำคลอง เป็นต้น มีวิธีการระบายสีอย่างรวดเร็ว ใช้เทคนิคพู่กันโดยทิ้งรอยแปรงและมีความฉับไวในการจับแสง สี ในบรรยากาศ ศิลปินนิยมใช้สีเหลืองในบริเวณแสง ใช้สีม่วงในบริเวณเงา ไม่นิยมใช้สีดำหรือน้ำตาล เพราะเป็นสีที่ไม่อยู่ในสเปกตรัม ๓.๑ ภาพอาหารกลางวันบนสนามหญ้า Lunch on the Grass โดย เอดวอร์ด มาเนท์ (Edouard Manet) พ.ศ.๒๔๐๖ เป็นภาพที่สร้างความแปลกและตื่นตระหนกให้แก่ชาวฝรั่งเศสเป็นอันมาก เพราะเป็นภาพที่ผู้ชายแต่งกายเรียบร้อยและผู้หญิงเปลือยกาย ๓.๒ ภาพความประทับใจเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น Impression Sunrise โดย โคลด โมเนท์ (Claude Monet) พ.ศ.๒๔๑๕ เป็นภาพที่เป็นที่มาของคำว่า “ประทับใจ” ซึ่งทำให้เกิดลัทธิประทับใจขึ้น ๓.๓ ภาพสวนที่จิแวร์นี Garden at Giverny โดย โคลด โมเนท์ (Claude Monet) ๓.๔ ภาพห้องเรียนเต้นรำ The Dancing Class โดย เอ็ดการ์ เดอกาส์ (Edgar Degas) ๓.๕ ผลงานประติมากรรมชื่อ นักคิด The Thinker โดย โอกูสต์ โรแดง (Auguste Rodin) เป็นงานประติมากรรมที่แสดงพื้นผิวขรุขระ แสดงถึงอารมณ์เก็บกดและทรมานใจ ๔. ลัทธิประทับใจใหม่ (Neo-Impressionism) ต่อมาศิลปะลัทธินี้ได้มีการพัฒนาขึ้น จึงมีนักประวัติศาสตร์ศิลป์จำแนกงานศิลปะลักษณะนี้ให้อยู่ในกลุ่ม“ประทับใจใหม่ Neo Impressionism” ศิลปินได้นำเอาหลักวิทยาศาสตร์เรื่องแสงมาใช้ ทำให้เกิดเทคนิคใหม่ที่เรียกว่า การผสมสีด้วยดวงตา (Optic Mixture) โดยอาศัยวิธีการระบายสีเป็นจุด (Pointilism) ผลงานที่ได้จึงมีความสดใส ๔.๑ ภาพบ่ายวันอาทิตย์บนเกาะลากรองด์แจตท์ Sunday Afternoon on the Island of La Grande Jatte โดย ยอร์จ เซอราต์ (George Seurat) พ.ศ.๒๔๒๙ ๔.๒ ภาพถนนมองท์มาร์ทยามพลบค่ำ Bouleward Montmartre in the Evening โดย คามิลล์ พิซาโร (Camille Pessaro) พ.ศ.๒๔๔๐ ๕. ลัทธิประทับใจยุคหลัง (Post Impressionism) เป็นการพัฒนามาจากลัทธิประทับใจ ทำให้เกิดรูปแบบงานศิลปะที่มีลีลาต่างจากเดิม ซึ่งนักประวัติศาสตร์ศิลป์เรียกว่า “กลุ่มประทับใจยุคหลัง Post Impressionism” เป็นกลุ่มที่ไม่ยอมรับความเชื่อที่ว่า “การเขียนให้มีรายละเอียดโดยเลียนแบบอย่างเป็นจริงตามธรรมชาติจะเป็นจุดมุ่งหมายอันแท้จริงของจิตรกรรม” ศิลปินกลุ่มนี้ไม่นิยมการลอกเลียนแบบ แต่พยายามสร้างรูปทรงและบรรยากาศให้มีความสัมพันธ์กลมกลืนกัน มีการลดทอนรูปทรงให้ง่าย ภาพจะกระตุ้นให้เกิดความรู้สึก เกิดมิติของระยะใกล้-ไกล ๕.๑ ภาพห้องนอนที่อาลส์ The Bedroom at Arles โดย วินเซนต์ ฟาน ก๊อก (Vincent van Gogh) เป็นศิลปินสองสมัยระหว่างโพสท์อิมเพรสชั่นนิสม์และเอ็กเพรสชั่นนิสม์(Expressionism) ทั้งนี้เพราะผลงานในระยะแรกของเขาแสดงลักษณะแสงสีมากกว่าความรู้สึกประทับใจ เช่น ภาพราตรีประดับดาว (The Starry Night) ส่วนผลงานในระยะหลังแสดงความรู้สึกภายในมากกว่า มีลักษณะเด่นตรงรอยแปรงที่ทำให้เกิดความรู้สึกแสดงพลังที่มีชีวิต การแปรปรวนของอารมณ์ เช่น ภาพดอกทานตะวัน (Sunflower) และภาพเหมือนของตนเอง (Self Portrait) ๕.๒ ภาพ ณ มูแลง รูจ Le Moulin Rouge โดย ทูลูส-โลเทรค (Henri de Toulouse-Lautrec) ภาพถ่ายทูลูส-โลเทรค ผลงานออกแบบโปสเตอร์ ๕.๓ ภาพหุนนิ่งกับแอบเปิ้ล Still Life with Apples โดย พอล เซซานน์ (Paul Ce Zanne) พ.ศ.๒๔๓๓-๒๔๔๓ ผลงานของเขาแสดงออกซึ่งความรู้สึก สีและรูปทรงเป็นแบบง่ายๆ มีลักษณะเป็นเหลี่ยม ให้ความสำคัญกับสีมาใช้แก้ปัญหาเกี่ยวกับระยะ ใช้สีเข้มแสดงระยะใกล้ สีอ่อนแสดงระยะไกล ๕.๔ ภาพเมื่อไรเธอจะแต่งงาน When are You to be Married? โดย พอล โกแกง(Paul Gaugin) พ.ศ.๒๔๓๕ ผลงานของเขามีลักษณะเด่นตรงที่การให้สีที่รุนแรงและตัดทอนรายละเอียดของรูปทรงให้เรียบง่ายขึ้น โดยเน้นเฉพาะส่วนสำคัญ ๖. ลัทธิโฟวิสม์ (Fauvism) เป็นลัทธิที่แสดงออกซึ่งความรุนแรง ตื่นเต้น เริ่มขึ้นในฝรั่งเศส โดยมี อองรี มาตีส (Henri Matisse) เป็นผู้นำกลุ่ม ลัทธินี้ล้มเลิกกฎเกณฑ์โบราณ โดยแสดงออกซึ่งความรู้สึกและความเป็นตัวเองมากขึ้น นิยมระบายสีสดและรุนแรง รูปทรงของวัตถุแสดงออกมาหยาบๆ ไม่เน้นรายละเอียดและหลักทัศนียภาพ สุนทรียภาพของงานศิลปะในลัทธินี้เกิดจากความต้องการที่จะแสดงออกอย่างเต็มที่ ผลงานจึงแสดงออกถึงลีลาความสนุกสนานที่เกิดมาจากเส้น รูปทรง สีและแสง วาดตัดเส้นด้วยสีสดใส หรือลวดลายทำให้เกิดความรู้สึกแปลกใหม่ ศิลปินโฟฟจะใช้สีสดล้วนๆ ในการแสดงระนาบ และแสดงวัตถุ ไม่ว่าจะอยู่ใกล้ หรือไกล แม้แต่การให้แสง และเงา ก็เป็นบริเวณของสีสดๆทั้งสิ้น ซึ่งก็อาจเล่นสีร้อน สีเย็นได้ สีที่กลุ่มจิตรกรโฟฟใช้นี้ มิใช่ใช้ตามที่ตาสัมผัส เห็น แต่ จะใช้ไปตามอารมณ์ และความพอใจของศิลปินเอง สีจัดๆ ที่สดใสสีหนึ่งจะอยู่เคียงกับอีกสีหนึ่ง เป็นฝีแปรงหลวมๆ ที่แต้มต่อตัดกันไป ให้เกิดพื้นผิวภาพ ที่มีสีเพื่อแสดงอารมณ์ของสีในตัวของมันเองอย่างอิสระ มิใช่แสดงให้เห็นว่า คือของสิ่งใด เป็นการแสดงความพอใจในการเล่นสีของจิตรกรเอง การสร้างภาพให้แบนและให้ระนาบคลุมเครือนี้ เป็นการหักเหออกจากหลักการเรื่อง Perspective ในแบบสมัยเก่าๆ กลุ่มศิลปิน Fauvism นี้ได้นำหลักการของจิตรกรในอดีตมาใช้ แต่นำหลักการเหล่านั้นมาใช้ อย่างรุนแรง เด็ดขาด จนผ่านเลยผู้บุกเบิกแนวคิดนี้ไปไกล ทำให้สีมีบทบาท 2 อย่างควบกันไปคือ สีประสานกัน สร้างเค้าโครงของภาพขึ้นมา พร้อมกับอีกหน้าที่หนึ่งคือ สีจะแสดงความรู้สึก ของสีออกมา มาตีสก็ได้นำเอาเทคนิคต่างๆ ทั้งของ Signac, Cross, Gauguin, Van Gogh, Seurat และศิลปิน คนอื่นๆ ที่มาตีสเคยสัมผัส โดยเขาได้นำเทคนิคต่างๆ ของจิตกรเหล่านี้มาคิดค้น ดัดแปลง และหาแนวทางใหม่ๆ ให้กับ ตัวเขาเอง และในที่สุด ในปีค.ศ. ๑๙๐๕ มาตีสก็ได้ทำงานที่เป็นแบบฉบับของเขาออกมา นั่นก็คือภาพ"Green Stripe ( Madame Matisse )" แต่ถ้าเราจะมองกลุ่มศิลปินโฟฟ ในแง่การแสดงความรู้สึกออกมาแรงๆนั้น เราอาจเรียกศิลปินกลุ่มนี้ว่า เป็น Expressionism ในอีกรูปแบบหนึ่งก็ได้ ๗. ลัทธินาอีฟหรือแนฟว์ (Naive) เป็นลัทธิที่แสดงออกทางศิลปะแบบขาดหลักวิชาในเชิงช่าง แต่เต็มไปด้วยความตั้งใจที่จะวาดให้เหมือนจริงมากที่สุด เนื้อหาเรื่องราวล้วนสะท้อนให้เห็นภาพธรรมชาติที่ถูกดัดแปลงไปตามความต้องการของจิตรกร มีลักษณะและรูปแบบเฉพาะตน เน้นอารมณ์ความรู้สึกต่อวิถีแห่งธรรมชาติ มีรายละเอียดในภาพมาก ผลงานแบบนาอีฟจึงดูคล้ายกับงานของเด็ก ศิลปินคนสำคัญ ได้แก่ ภาพยิปซีหลับ (The Sleeping Gypsy) โดย อองรี รุสโซ (Henri Rousseau) ภาพถ่าย Paul Goguin Self Portrait and his Paintings และภาพสิงโตหิว (The Hungry Lion) ๘. ลัทธิคิวบิสม์ (Cubism) เป็นลัทธิที่ถ่ายทอดศิลปกรรมเป็นรูปทรงแบบเรขาคณิต สุนทรียภาพ ของลัทธินี้อยู่ที่โครงสร้างปริมาตรและรูปทรง ซึ่งเป็นสัจธรรมอันสูงสุดของสรรพสิ่ง ไม่นิยมใช้สีที่รุนแรง ผลงานส่วนใหญ่เป็นสีหม่น ลัทธินี้เริ่มเคลื่อนไหวในประเทศฝรั่งเศส โดยจิตรกร ๒ คน คือ จอร์ บราค (George Braque)ชาวฝรั่งเศส และ ปาโบล ปิกัสโซ (Pablo Picasso) ชาวสเปน ซึ่งต่างก็ได้รับอิทธิพลมาจาก ปอล เซซาน ซึ่งมีความคิดว่า “เรขาคณิตเป็นโครงสร้างพื้นฐานของรูปทรงทางธรรมชาติ” ๘.๑ ภาพหญิงสาวแห่งอาวียอง Les Demoiselles d'Avignon โดย ปาโบล ปิกัสโซ (Pablo Picasso) พ.ศ.๒๓๕๐ ภาพเกอนิกา (Guernica) ๘.๒ ภาพชาวโปรตุเกส (The Portuguese) โดย จอร์จ บราค (George Braque) ๙. ลัทธิฟิวเจอริสม์ (Futurism) เป็นลัทธิที่เกิดขึ้นในอิตาลี โดยมีหลักการเน้นในเรื่องความเคลื่อนไหว แสดงความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน มีการนำหลักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับความเร็วมาเขียนเป็นจังหวะซ้ำๆ กัน เพื่อสร้างความเร็วให้มองเห็นได้ ศิลปินลัทธินี้ปฏิเสธความเพ้อฝันแต่ยกย่องการเคลื่อนไหวของร่างกายและวัตถุ เช่น การวาดภาพคนกำลังวิ่ง สุนัขกำลังกระดิกหาง วงล้อของรถยนต์ และมือในขณะกำลังสีไวโอลิน เป็นต้น จิตรกรและประติมากรที่สำคัญได้แก่ อุมแบร์โต บ็อคโอนี (Umberto Boccioni) เป็นศิลปินชาวอิตาลีที่มีความสามารถทั้งในด้านจิตรกรรมและประติมากรรม ผลงานที่สำคัญ คือ รูปทรงที่เป็นเอกภาพของอวกาศ (Uniqe Forms of Continuity Space) ๑๐. ลัทธิดาดา (Dadaism) เป็นลัทธิที่เกิดขึ้นมาเพราะความขัดแย้ง เช่น ความขัดแย้งในเรื่องเชื้อชาติและเศรษฐกิจ ทำให้เกิดสงคราม จึงเกิดการต่อต้านโดยแสดงออกในรูปแบบของศิลปะที่ต่อต้านทุกอย่าง ผลงานจึงมีลักษณะแปลกมากกว่าความงาม บางผลงานมีลักษณะน่าเกลียด สร้างขึ้นเพื่อเตือนใจมนุษย์ให้นึกถึงผลร้ายของสงครามและภัยของวัตถุนิยม ปรัชญาของลัทธิอยู่ที่การยอมรับในสิ่งที่ตนเองเห็น แล้วแสดงออกมาในรูปของการเสียดสี จึงเป็นการมองในแง่มุมกลับของค่านิยมต่างๆ ซึ่งเคยยึดถือกันมา ศิลปินในลัทธินี้ ได้แก่ - ฮันส์ อาร์ป (Hans Arp) - มาร์แชล ดูชองป์ (Marcel Duchamp)ภาพL.H.O.O.Q ภาพ Nude Descending a Staircase - แม็กซ์ แอนส์ (Max Ernst) - พอลลา โมเดอร์สัน เบคเกอร์ (Paula Modersohn Becker) L.H.O.O.Q โดย มาร์แชล ดูชองป์ (Marcel Duchamp)พ.ศ.๑๙๖๒ ๑๑. ลัทธิเหนือจริง (Surrealism) เป็นศิลปะที่แสดงออกอย่างเสรีของจิตไร้สำนึก มีลักษณะของความฝันและความคิดที่ไม่ถูกชักนำ แสดงออกซึ่งความกลัว ความผิดหวัง ความรัก และแสดงออกซึ่งความสัมพันธ์ของอดีตและปัจจุบัน ตลอดจนแสดงออกถึงคว่ามเป็นอนิจจังของสรรพสิ่ง ศิลปะลัทธินี้ได้รับอิทธิพลมาจากแนวคิดของซิกมันด์ ฟรอยด์(Sigmund Freud) นักจิตวิทยาชาวออสเตรีย และคาร์ล จุง (Carl Jung) นักจิตวิทยาชาวสวิสเซอร์แลนด์ เซอร์เรียลลิสม์ คือ วิญญาณนิยม ที่ถือว่าชีวิตมีอยู่ได้เพราะวิญญาณ ศิลปินในลัทธินี้จึงเปรียบเสมือนบุคคลที่สามารถสร้างสรรค์สิ่งซึ่งไร้วิญญาณให้ฟื้นกลับมามีชีวิต เช่น - ภาพลางร้ายของสงครามกลางเมือง (Premonition of Civil War) ของ ซัลวาดอร์ ดาลี (Salvador Dali) - ภาพวันเกิด (Birth Day) ของ มาร์ค ชากาล (Marc Chagall) - ภาพสวนกุหลาบ(Rose garden) ของ พอล คลี (Paul Klee) - ประติมากรคนสำคัญ คือ อัลเบอร์โต จีอาโกเมตติ (Alberto Giacometti) เป็นต้น ภาพลางร้ายของสงครามกลางเมือง ๑๒. ศิลปะประชานิยม (Pop Art) เป็นศิลปะที่แสดงออกถึงวิถีชีวิตของคนสมัยใหม่ ไม่เกี่ยวกับศาสนาและพยายามหาทางสร้างศิลปะที่ไม่จำเป็นต้องอยู่บนผืนผ้าใบหรือแผ่นไม้ แต่นำเอาวัสดุต่างๆ มาติดเข้ากับผืนภาพ งานศิลปะแบบนี้จึงเป็นที่นิยมอยู่ชั่วระยะหนึ่งเท่านั้น ศิลปินคนสำคัญ ได้แก่ - โรเบิร์ต เราเชนเบิร์ก(Robert Rauschenberg) ภาพMonogram - รอย ลิชเชนสไตน์(Roy Lichtenstien)ภาพDrowning Girlพ.ศ.๒๕๐๐ - แอนดี้ วอร์ฮอล์(Andy Warhol)พ.ศ. ๒๔๗๑ - ๒๕๓๐ ภาพ Monogram ภาพ Drowning Girl ๑๓. อ๊อปอาร์ต (Op. Art) คำว่า Op. Art มาจากคำว่า Optical Art เป็นศิลปะที่เกี่ยวกับตาและการรับรู้ทางตา ผลงานศิลปะในลัทธินี้จึงเน้นสีเข้มและสด โดยเฉพาะสีขาวและสีดำ งานลักษณะนี้ไม่เน้นเนื้อหาและเรื่องราว แต่วาดเส้นง่ายๆ ที่ก่อ ให้เกิดผลกระทบทางสายตา ยิ่งสะดุดตามากเท่าใดก็แสดงว่าประสบผลสำเร็จมากเท่านั้น ศิลปะแบบนี้จึงนิยมใช้ในงานโฆษณา การจัดเวที การจัดร้าน ศิลปินในงานอ๊อปอาร์ต ได้แก่ บริดเก็ต ไรเลย์ (Bridget Riley) เป็นต้น Movement in Squares โดย Bridget Riley

edit @ 22 Apr 2011 01:02:00 by cheeranan

 

                       วิวัฒนาการของศิลปะสากล                      

ในที่นี้จะขอกล่าวถึงวิวัฒนาการของศิลปะสากลตั้งแต่สมัยกลาง (Middle Age)
ถึง สมัยใหม่( Modern Art ) ทั้งด้านจิตรกรรม ประติมากรรมและสถาปัตยกรรม
พอสังเขป เพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้ที่สนใจ
และสำหรับนักเรียนที่จะศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้
รายวิชา ศิลปะ 5 รหัสวิชา ศ43101  (พื้นฐาน) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
ภาคเรียนที่ 1โรงเรียนสตรีสมุทรปราการ

ท้าวความไปยัง.......สถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่ของกรีก-โรมัน
1.หัวเสาแบบกรีก มี 3 แบบ ได้แก่

      

       ดอริก ( Doric )        ไอออนิก ( Ionic )         คอรินเทียน ( Corinthian )

 

2.
วิหารพาร์เธนอน ( Parthenon ) ในกรุงเอเธนส์ สร้างขึ้นตามแบบสถาปัตยกรรมดอริก

  
 3.วิหารแพนธีออน ( Pantheon ) เก่า ของชาวโรมัน
เป็นวิหารที่มีการใช้หลังคาโค้งทำให้อาคารมีขนาดกว้าง
มากกว่าในสมัยกรีก

      
          วิหารแพนธีออน ( Pantheon ) ของโรม อิตาลี


        Ancient Roman Architecture : Arch of Constantine (โรมัน)
         ซุ้มโค้งแบบโรมัน ช่วยแก้ปัญหาการรับน้ำหนักของอาคารขนาดใหญ่

 ศิลปะสมัยกลาง ( Middle Age )

1.) ศิลปะไบเซนไทน์ ( Bizentine )
การสร้างสรรค์เพื่อพระผู้ไถ่บาปให้แก่มวลมนุษย์  
( ค.ศ.330 - 1453 หรือ พ.ศ.873 - 1996 )

1. โบสถ์เซนต์โซเฟีย St.Sophia   ค.ศ.532-537
เป็นสถาปัตยกรรมแห่งการผสมผสาน
นับเป็นแหล่งรวมลักษณะความโดดเด่น
ของกรีก โรมันและลักษณะตะวันออก
แบบอาหรับ หรือเปอร์เซีย
ไว้ในผลงานชิ้นเดียวกันได้อย่างกลมกลืน

 

       


2. ภาพขบวนแถวของนักบวช ประมาณปี ค.ศ.560
เป็นภาพ โมเซอิค ( Mosaic )
คือใช้กระเบื้องเคลือบชิ้นเล็กๆ มาประกอบกัน
  

                                      

3. ภาพพระแม่แห่งวลาดิเมียร์ Vladimir   ประมาณปี ค.ศ.1125
เป็นงานจิตรกรรมที่เขียนสีลงบนแผ่นไม้ไว้สำหรับเคารพบูชาในบ้าน
เรียกว่า ไอคอน
(Icon)

                                 
2.) ศิลปะโกธิค ( Gothic )
คริสต์ศตวรรษที่ 12-15 ในประเทศฝรั่งเศสเป็นหลัก
ลักษณะเด่นของสถาปัตยกรรม
สมัยโกธิค คือ มีลักษณะสูงชลูด และส่วนที่สูงที่สุดของโบสถ์
จะเป็นที่ตั้งของกางเขนอันศักดิ์สิทธิ์
เพื่อจะเป็นที่ติดต่อกับพระเจ้าบนสรวงสวรรค์ ได้แก่
1.วิหารโนเตรอ-ดาม ( Notre-Dame) กรุงปารีส ฝรั่งเศส
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
โปรดให้ถ่ายแบบแล้วนำมาสร้างไว้ที่
วัดนิเวศธรรมประวัติ บางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
   

The west front at sunset. วิหารนอเตรอ-ดาม

(ภาพจาก www.scared-destinations.com )

                                  

                  ด้านหน้าของวิหารนอเตรอ-ดาม 



The North Rose Window. ภาพประดับกระจกสี (Stain Glass)  
(ภาพจาก www.hiru.com )
      
วัดนิเวศธรรมประวัติ ราชวรวิหาร ตำบลบ้านเลน อำเภอบางปะอิน พระนครศรีอยุธยา 
2.ถนนไปสู่รูปเคารพ โดย ไซมอน มาตินี ค.ศ.1340 พ.ศ.1883
เป็นงานจิตรกรรมที่ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับคริสต์ศาสนา
ในรูปแบบของภาพวาดแบบเหมือนจริง   

3. ภาพคนดีแห่งซามาเลีย เป็นภาพกระจกสีที่ตกแต่งวิหารโนเตรอ-ดาม
(Notre-Dam)เล่าเรื่องราวความเป็นมาของอาดัมกับอีฟในคัมภีร์เก่า
ภาพกระจกสีนับเป็นส่วนหนึ่งของอาคารทางสถาปัตยกรรมของศาสนาคริสต์ 
หากแสงส่องในเวลากลางวันผู้ที่อยู่ภายในอาคารก็จะสัมผัสกับสีสันอันสดใส
ส่งเสริมบรรยากาศให้แลดูศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้นเฉกเช่นในเวลากลางคืนที่แสงสว่าง
จากภายในก็จะสะท้อนแสงสีอันงดงามมลังเมลืองแก่ผู้พบเห็นที่อยู่ภายนอก              
  
4. รูปเซนต์แฟร์แมง St.Fermin ( ค.ศ. 1225 ) 
เป็นประติมากรรมตกแต่งวิหารอาเมียงส์ 
สะท้อนเรื่องราวทางศาสนา และลักษณะโครงสร้างที่สูงชะลูด
                                                

3.) ยุคฟื้นฟูศิลปะและวิทยาการ ( Renaissance )

คริสต์ศตวรรษที่ 14
ยุโรปมีความตื่นตัวทางด้านการพาณิชย์และแสวงหาดินแดนในโลกใหม่

อันนำมาซึ่งลัทธิการล่าอาณานิคม ส่วนในทางศิลปะนั้น
ศิลปินมีความกล้าที่จะแหวกวงล้อมของอิทธิพลศิลปะโกธิค

ไปสู่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ส่วนในทางวิทยาศาสตร์และการประดิษฐ์
มีการค้นพบระบบสุริยจักรวาลของโคเปอร์นิคัส

การค้นพบกระบวน การพิมพ์หนังสือของ กูเตนเบอร์กและฟุสท์ 

อิตาลี ถือว่าเป็นศูนย์กลางของความเจริญก้าวหน้าที่สำคัญ
โดยเฉพาะในเรื่องของศิลปกรรม

ศิลปะในสมัยฟื้นฟูศิลปะและวิทยาการ
เป็นยุคสมัยที่มีคุณค่ายิ่งต่อวิวัฒนาการทางจิตรกรรมของโลก

 คือ ความมีอิสระในการสร้างสรรค์ศิลปะของมนุษย์
ความมีลักษณะเฉพาะตัวของศิลปิน
กล้าที่จะคิดและแสดงออกตามแนวความคิดที่ตนเองชอบ
และต้องการแสวงหา
 

นับเป็นบันไดก้าวแรกที่จะนำทาง
ไปสู่การสร้างสรรค์งานจิตรกรรมสมัยใหม่ในเวลาต่อมา
งานจิตรกรรมมีความตื่นตัวและเจริญก้าวหน้า

ทางเทคนิควิธีการเป็นอย่างมาก
ได้มีการคิดค้นการเขียนภาพลายเส้นทัศนียภาพ
( Linear Perspective )
ซึ่งนำไปสู่การเขียนภาพทิวทัศน์ที่งดงาม

นอกจากนี้ศิลปินได้พยายามศึกษากายวิภาค
ด้วยการผ่าตัดศพ พร้อมฝึกวาดเส้น
 

สรีระและร่างกายมนุษย์อย่างละเอียด

แสดงกระดูกและกล้ามเนื้อที่ถูกต้อง     

ความเจริญก้าวหน้าในงานจิตรกรรมสีน้ำมัน
ประสบความสำเร็จอย่างสูงในยุคนี้ด้วย

1. โบสถ์เซนต์ปีเตอร์ (St.Peter) ค.ศ.1506-1546

บรามานเต  เป็นสถาปนิกผู้ออกแบบและคุมการก่อสร้าง
แต่บรามานเตถึงแก่กรรมก่อนงานจะเสร็จ
จึงเป็นภาระหน้าที่ของสถาปนิกอีกหลายคน
จนกระทั่ง ค.ศ.1546 
 
มิเคลันเจโล Michelangelo  Buonarrotii
ได้รับการติดต่อจากสันตะปาปาจอห์นปอลที่ 3
ให้เป็นสถาปนิกรับผิดชอบออกแบบก่อสร้างต่อไป 
โดยเฉพาะอาคารที่อยู่ตรงกลาง
 
มิเคลันเจโลได้แรงบันดาลใจมาจากวิหารแพนธีออน
ของจักรวรรดิโรมัน



 พระที่นั่งอนันตสมาคม

2. ภาพกำเนิดอาดัม (ค.ศ.1508-1512 )
มิเคลันเจโล  บูโอแนร์โรตี 
Michelangelo  Buonarrotii

เป็นงานจิตรกรรมฝาผนังที่เขียนไว้ตกแต่งเพดานโบสถ์ซิสทีน 
ด้วยวิธีการวาดภาพปูนเปียก 
 
Fresco คือเขียนภาพในขณะที่ปูนยังไม่แห้ง 
 
เพื่อสีจะได้ซึมเข้าไปในเนื้อปูน อันมีผลต่อความคงทน  

 3. ภาพโมนา ลิซา Mona Lisa (ค.ศ.1503-1505)
เลโอนาร์โด ดา วินชี Leonardo Da Vinci

เป็นภาพเขียนสีน้ำมันบนผ้า ขนาด 30.5 X 21 นิ้ว 
แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการถ่ายทอดแบบเลียนแบบธรรมชาติ  
การพิถีพิถันเรื่องการจัดวางมือที่งดงาม 
แววตาและรอยยิ้มอย่างมีเลศนัย 
การนำธรรมชาติมาเป็นฉากหลังและสร้างมิติใกล้ไกลแบบวิทยาศาสตร์
การเห็น (ทัศนียภาพหรือPerspective) 
เลโอนาร์โด ดา วินชี เป็นผู้ริเริ่มการเขียนภาพแบบ
แสดงค่าตัดกันระหว่างความมืดกับความสว่าง 
ที่เรียกว่า คิอารอสกูโร( Chiaroscuro )          
 
ภาพอาหารมื้อสุดท้าย The Last Supper
เป็นงานจิตรกรรมที่มีชื่อเสียงอีกภาพหนึ่งของเลโอนาร์โด ดา วินชี
 4. ดาวิด David  ( ค.ศ.1501-1504 ) มิเคลันเจโล           
รูปสลักรูปดาวิด เป็นหินอ่อน 
 
มีความสูงถึง 13 ฟุต 5 นิ้ว เป็นการถ่ายทอดรูปแบบ 
ที่มีกรีกและโรมันเป็นแนวทาง
จึงทำให้รูปดาวิดมีลักษณะทางกายภาพสอดคล้องกับอุดมคติ
ของกรีกและโรมัน
 
ที่เน้นความสมบูรณ์ทางสรีระ 
การจัดท่วงท่าที่งดงาม ด้วยการใช้ขาข้างหนึ่งรับน้ำหนัก 
 
อีกข้างหนึ่งงอพัก แขนข้างหนึ่งห้อยขนาน 
อีกข้างหนึ่งยกขึ้นในอิริยาบถที่ไม่ซ้ำกับแขนอีกข้างรูปดาวิด 
 
ให้ความรู้สึกที่สง่างาม มีท่วงท่าที่เด็ดเดี่ยวกล้าหาญ 
 
   
 
                

ปิเอต้า (Pieta) เป็นผลงานประติมากรรมของมิเคลันเจโลที่สวยงามมากอีกชิ้นหนึ่ง

The School of Athens
 
4.) ศิลปะบาโรก ( Baroque ) ค.ศ.1580 - 1750
เป็นยุคที่มีการสร้างสรรค์งานศิลปะเพื่อการแสดงออกที่เรียกร้องความสนใจ
มากเกินไปมุ่งหวังความสะดุดตาราวกับจะกวักมือเรียกผู้คนให้มาสนใจศาสนา 
การประดับตกแต่งมีลักษณะฟุ้งเฟ้อเกินความพอดี 
      1. พระราชวังแวร์ซายล์ส Versailles (ค.ศ.1661 - 1691) 
ร้างขึ้นด้วยหินอ่อน ในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14  ของประเทศฝรั่งเศส 
ใช้เงินไปประมาณ 500 ล้านฟรังส์ จุคนได้ประมาณ 10,000 คน 
เพื่อประกาศให้นานาประเทศได้เห็นถึงอำนาจและบารมีของพระองค์






   2. ความปลาบปลื้มยินดีของเซนต์เทเรซา 
 
St.Theresa  (ค.ศ.1645 - 1652) ศิลปิน เบอร์นินี
 
เป็นงานประติมากรรมที่แสดงอาการความรู้สึกเคลื่อนไหวมีชีวิต
 
ประหนึ่งว่ามีลมหายใจ  ผลงานชิ้นนี้บ่งบอกถึงการทำงาน
อย่างมีการวางแผน
เพื่อให้ผลงานและพื้นที่ทั้งหมดอยู่ร่วมกันได้อย่างงดงามและกลมกลืน
      3. ภาพยามกลางคืน In the night ( ค.ศ.1664 ) 
โดย เรมบรานด์ท แวน ไรน์ Rembrandt van Rijn 
เป็นงานจิตรกรรมที่มีการใช้แสงเงากำหนดพื้นที่สว่างบนเงาเข้มได้อย่างยอดเยี่ยม
		    
5.) ศิลปะโรโคโค ( Rococo ) ค.ศ. 1700 - 1789
เป็นผลงานศิลปะที่สะท้อนความโอ่อ่า หรูหรา 
 
ประดับประดาตกแต่งที่วิจิตรละเอียดละออส่งเสริมความรื่นเริง ยินดี 
ความรัก กามารมณ์
1. ภาพกำเนิดวีนัส ( ค.ศ.1754 ) โดย บูเชร์   
เป็นศิลปินผู้มีฐานะและบทบาทสำคัญโดยเป็นผู้นำที่รับผิดชอบทางด้านจิตรกรรม
ของราชสำนักผลงานจิตรกรรมของเขาแสดงสีสันที่สวยงาม 
สอดคล้องกลมกลืนกับเรื่องราว 
เสนอเรื่องราวที่ให้ความรื่นเริง ชวนฝัน อิ่มสุข ซึ่งรสนิยมดังกล่าวมีปรากฏให้เห็น
อยู่ในพระราชวังแวร์ซายล์ส
 2. การตกแต่งภายในโบสถ์ที่บาวาเรีย  ( ค.ศ.1767 หรือ พ.ศ.2310 ) 
 
ศิลปะการตกแต่งพัฒนาไปสู่ความวิจิตรมากยิ่งขึ้น 
โดยได้รับการสนับสนุนจากราชสำนัก
 ตลอดจนชนชั้นสูงเป็นพิเศษ การตกแต่งห้องจะสะท้อนให้เห็นถึง ความละเอียดละออ 
ประณีต สีสันของบรรยากาศที่เปี่ยมสุขจนแทบไม่มีที่ว่างแห่งความเศร้าหมอง
เข้าสอดแซม
            
3. แบจิอัส  โดย ฟอลโคเนท์  Etienne Maurica Falconet 
( ค.ศ.1760-1780 )  
เป็นประติมากรรมหินอ่อน ที่ใช้ตกแต่งมีขนาดสูงเพียง 38 ซม.
ลักษณะบ่งบอกถึงการเป็นส่วนหนึ่งของกรีก-โรมัน
สมัยฟื้นฟูศิลปะและวิทยาการ จนถึงสมัยบาโรก 
ซึ่งนิยมแสดงออกในรูปแบบที่เลียนแบบจากธรรมชาติ 
นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความกลมกลืนกับคตินิยมของสมัยโรโคโค 
โดยเฉพาะทางด้านเรื่องราวและการจัดท่าทาง
ที่มุ่งหวังทำให้เกิดความรู้สึกชื่นชมในสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้กับมนุษย์
                                             
6.) ศิลปะคลาสสิกใหม่ ( Neoclassic )  ค.ศ. 1780 - 1840
เป็นลัทธิทางศิลปะที่เก่าแก่ที่สุด 
ได้ฟื้นฟูศิลปะคลาสสิกอันงดงามของกรีกและโรมันกลับมาสร้างใหม่
 
ปรัชญาที่ว่าศิลปะ คือ ดวงประทีปของเหตุผล  
โดยเน้นความประณีต ละเอียดอ่อน นุ่มนวล และเหมือนจริง
ด้วยสัดส่วนและแสงเงา   
เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของศิลปะสมัยกลางและศิลปะสมัยใหม่ 
เป็นประตูของประวัติศาสตร์บานสำคัญที่ทำหน้าที่แง้มไปสู่โลกแห่งเสรีภาพ
อันมีผลต่อการคิดค้นสร้างสรรค์ศิลปะอย่างกว้างขวางในเวลาต่อมา
      1. ภาพความตายของโซคราติส  โดย ดาวิด David   ค.ศ.1787 
 แสดงให้เห็นความสมจริงตามแบบตามองเห็น การกำหนดมิติ 
น้ำหนัก แสงเงา ยังอาศัยอิทธิพลดั้งเดิมของศิลปะสมัยกลาง
มีการนำลักษณะโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมสมัยกรีกและโรมัน
มาสร้างเป็นภาพพื้นหลังแสดงเรื่องราวในสมัยกรีกและโรมัน
ซึ่งจะแฝงไว้ด้วยความรักชาติ ความเสียสละ สำนึกรับผิดชอบต่อประชาชน
       	
2. ภาพคำสาบานของพวกฮอราติไอ โดย ดาวิด David  ค.ศ.1784
เป็นเรื่องราวความรักชาติของนักรบโรมัน 3 คนที่รับดาบจากบิดา เพื่อสู้รบกับศัตรู 
โดยยึดถือผลประโยชน์ของรัฐ เป็นหลัก ส่วนครอบครัว 
คนรักและความผูกพันระหว่างพี่น้องเป็นผลประโยชน์ด้านรอง
	  
                           ศิลปะสมัยใหม่ ( Modern Art )
1.) ศิลปะจินตนิยม ( Romanticism )
ประมาณ ค.ศ. 1800
1900
ก่อเกิดในอังกฤษและฝรั่งเศสช่วงระยะเวลาที่ใกล้เคียงกัน
มีทรรศนคติที่ต้องการความเป็นอิสระ
ในการแสดงออกที่ศิลปินต้องการมากกว่าการเดินตามกฏเกณฑ์
และแบบแผนทางศิลปะ
ดังที่ศิลปินลัทธิคลาสสิกใหม่ยังยึดถืออยู่
เป็นศิลปะ
ที่เน้นอารมณ์อยู่เหนือเหตุผล
มุ่งสร้างสรรค์งานที่ตื่นเต้น เร้าใจ ก่อให้เกิดอารมณ์สะเทือนใจแก่ผู้ชม
1. ภาพ 3 พฤษภาคม 1808
โดย โกยา Francisco Goya ( ค.ศ.1814 )
เป็นภาพแสดงเหตุการณ์ปฏิวัติในฝรั่งเศส
       
2. ภาพ เสรีภาพนำหน้าประชาชน 
 
โดย เดอลาครัวซ์ Eugene Delacroix ( ค.ศ.1830 )
 
เดอลาครัวซ์เป็นศิลปินชาวฝรั่งเศสที่พัฒนาตนเองมาจากการศึกษาศิลปะ
ในอดีตจนกลายเป็นผู้นำลัทธิจินตนิยม 
 
งานจิตรกรรมชิ้นนี้เป็นภาพที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์การปฏิวัติในฝรั่งเศส 
 
จะเห็นว่าภาพนี้สามารถส่งผลกระทบต่อความรู้สึกได้อย่างน่าตื่นเต้น
นับตั้งแต่การเลือกเรื่องราว 
 
การจัดภาพ การกำหนดแสงเงาที่ตัดกันเอกภาพของทิศทางของกลุ่มคนยืน
 
ขัดแย้งกับทิศทางของผู้บาดเจ็บล้มตาย 
การให้ความสำคัญในท่าทางอิริยาบถของทุกคน 
 
การถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกผ่านท่าทาง ใบหน้า และดวงตา
 
 
3. ภาพ การอับปางของแพเมดูซา โดย เจริโคท์ 
Theodore Gericault ( ค.ศ.1819)
 เรื่องราวที่เขียนเกิดจากการได้รับทราบเหตุการณ์
การประสบอุบัติเหตุเรือแตกของเรือลำหนึ่ง 
โดยมีผู้รอดชีวิตจำนวนหนึ่งต้องเผชิญกับภัยอย่างอ้างว้างบนแพอันจำกัด
กลางท้องทะเลแห่งคลื่นลมและความหิวมีวิธีการจัดภาพ
โดยการกำหนดแสงเงาแบบสว่างจัดมืดจัดตัดกันอย่างรุนแรงอิริยาบถของผู้คน
ได้รับการจัดท่าทางอย่างสมบทบาทการแสดงออกบนใบหน้าและท่าทาง
ทำให้เกิดความรู้สึกที่หลากหลายนับตั้งแต่ลีลาที่อ่อนล้าโรยแรง
จนถึงความตื่นเต้นเมื่อแลเห็นเกาะอยู่ลิบๆ
 4. ภาพ พายุหิมะ โดย เจ เอ็ม ดับบลิว เทอร์เนอร์ 
Joseph Mallord William Turner ( ค.ศ. 1841 - 1842 )
 
เทอร์เนอร์เป็นศิลปินชาวอังกฤษที่ทำงานด้านปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ
และทิวทัศน์
 ในภาพพายุหิมะเป็นการถ่ายทอดบรรยากาศของเรือกลไฟที่ใกล้จะอับปาง
ท่ามกลางคลื่นลมกลางทะเล  
                     
2.) ศิลปะสัจนิยม ( Realisticism ) กลางคริสต์ศตวรรษที่ 19
      ศิลปินในยุคนี้ได้แก่ กุสตาฟ คูร์เบท์,ฌอง ฟรังซัวส์ มิล์เลท์
1. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ ภาพร่อนข้าวโพด 
The Corn Sifters     วาดโดย กุสตาฟ  คูร์เบท์ 
Gustave Courbet ค.ศ.1855  
  
 2. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ ภาพคนเก็บข้าวตก  
The Gleaners    วาดโดย ฌอง ฟรังซัวส์  มิล์เลท์
 Jean-Francois Millet ค.ศ.1857
          
3.) ศิลปะลัทธิประทับใจ ( Impressionism ) ศิลปะแห่งความงดงาม
ของประกายแสงและสี
ศิลปะลัทธิประทับใจ  จะแสดงภาพทิวทัศน์บก ทะเล ริมฝั่ง 
เมืองและชีวิตประจำวันที่รื่นรมย์ เช่น 
การสังสรรค์ บัลเลต์ การแข่งม้า สโมสร นิยมเขียนภาพนอกห้องปฏิบัติงาน 
รูปแบบของศิลปะลัทธิประทับใจ 
พยายามแสดงคุณสมบัติของแสงสี อันเป็นผลมาจากความรู้ 
เกี่ยวกับแสงจากสเปกตรัมและสี
 ซึ่งเป็นผลผลิตจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ 
โดยพยายามบันทึกการสะท้อนแสงบนพื้นผิวของวัตถุ
รวมทั้งสภาพบรรยากาศในแต่ละช่วงเวลา 
ไม่สนใจต่อการแสดงรูปทรงให้โดดเด่นใช้สีสดใสตามสีของสเปกตรัม 
 
ระบายด้วยรอยแปรงหยาบๆทับซ้อนกันหลายครั้ง 
 ศิลปินนิยมใช้สีเหลืองในบริเวณแสง สีม่วงในบริเวณเงา 
ไม่นิยมใช้สีดำหรือสีน้ำตาล เพราะเป็นสีที่ไม่อยู่ในสเปกตรัม
ศิลปินในยุคนี้ได้แก่ มาเนท์,โคลด  โมเนท์, เรอนัวร์ ,เดอร์กาส์,
พีส์ซาร์โร,ซิสเลย์ รวมทั้งประติมากร โรแดง และ รอสโซ
 1. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ อาหารกลางวันบนสนามหญ้า 
Lunch on the Grass        
 าดโดย มาเนท์ Edouard Manet  ค.ศ.1863
เป็นภาพที่สร้างความแปลกและตื่นตระหนกให้แก่ชาวฝรั่งเศสเป็นอันมาก
เพราะเป็นภาพที่ผู้ชายแต่งกายเรียบร้อยและผู้หญิงเปลือยกาย
 
                 
  2. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ ความประทับใจเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น
 Impression Sunrise    
 วาดโดย โคลด  โมเนท์ Claude Monet  ค.ศ.1872
เป็นภาพที่เป็นที่มาของคำว่า " ประทับใจ " ซึ่งทำให้เกิดเป็นศิลปะลัทธิประทับใจขึ้น
                           
 3. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ สวนที่จิแวร์นี  Garden at Giverny         
 วาดโดย โคลด  โมเนท์ Claude Monet  
                           
4. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ ห้องเรียนเต้นรำ The Dancing Class 
วาดโดย เดอร์กาส์ Edgar Degas
    
          
5. ภาพผลงานประติมากรรมชื่อ นักคิด The Thinker  
โดย โรแดง Auguste Rodin
 
เป็นงานประติมากรรมที่แสดงพื้นผิวที่ขรุขระ
แสดงถึงอารมณ์เก็บกดและทรมานภายในใจ
                                   
4.) ศิลปะลัทธิประทับใจใหม่ ( Neo - Impressionism )
สีจากแสงสเปกตรัมมาสู่อนุภาค
เกิดเทคนิคการระบายสีเป็นจุด ( Pointilism ) 
ซึ่งเป็นผลมาจากความเชื่อทางฟิสิกส์ว่า 
แสง คือ อนุภาค  โดยการระบายสีให้เกิดริ้วรอยพู่กันเล็กๆ ด้วยสีสดใส 
จุดสีเล็กๆ นี้จะผสานกันในสายตา
ของผู้ดู มากกว่าการผสมสีอันเกิดจากการผสมบนจานสี
 ศิลปินคนสำคัญในยุคนี้ ได้แก่ จอร์จส์   เซอราท์,คามิลล์ พีส์ซาร์โร,พอล ซิยัค
1. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ บ่ายวันอาทิตย์บนเกาะลากรองด์แจตท์  
Sunday Afternoon on the Island of La Grande Jatte
โดย จอร์จ  เซอราท์ Georges Seurat ค.ศ.1886
                      
 2. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ ถนนมองท์มาร์ทยามพลบค่ำ  
Boulevard Montmartre in the Evening  
 
โดย คามิลล์ พีส์ซาร์โร Camille Pissaro ค.ศ.1897
                   
  4. ศิลปะลัทธิประทับใจยุคหลัง ( Post - Impressionism )
  ศิลปินในยุคนี้ ได้แก่ พอล   เซซานน์,วินเซนต์   ฟานโกะ,พอลโกแกง
 และ ทูลูส - โลเทรค
  1. ภาพผลงานจิตรกรรม ชื่อ ห้องนอนที่อาลส์ 
The Bedroom at Arles  
วาดโดย วินเซนต์  ฟานโกะ Vincent van Gogh
                
  2. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ ณ มูแลง รูจ 
วาดโดย ทูลูส - โลเทรค Henri de Toulouse-Lautrec 
                        
3. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ ราตรีประดับดาว The Starry Night                           
วาดโดย วินเซนต์ ฟานโกะ Vincent van Gogh ค.ศ.1889




Wheat Crows
 
4. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ หุ่นนิ่งกับแอปเปิ้ล Still Life with Apples 
โดย พอล   เซซานน์ Paul  Cexanne  ค.ศ.1890 - 1900
        
5. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ เมื่อไรเธอจะแต่งงาน 
When are You to be Married โดย  พอล   โกแกง  
Paul Gauguin ค.ศ. 1892
                               
  6.) ศิลปะลัทธิบาศกนิยม ( Cubism )  ค.ศ. 1907 - 1910 
ศิลปินคนสำคัญในยุคนี้ ได้แก่ พาโบล   ปิคาสโซ,จอร์จส์   บราคและ
 เฟอร์นานด์   เลเจร์
1.  ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ  หญิงสาวแห่งอาวิยอง 
Les Demoiselles d'Avignon          
โดย พาโบล   ปิคาสโซ  Pablo Picasso ค.ศ. 1807
               
 2. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ  ชาวโปรตุเกส The Portuguese  
โดย จอร์จส์   บราค Georges Braque   
                                
 3. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ  ผู้หญิงสามคน โดย  เฟอร์นานด์ เลเจร์ 
Fernand  Leger  ค.ศ. 1921
                          
   7.) ศิลปะลัทธิเหนือจริง ( Surrealism ) 
ศิลปกรรมที่เปิดเผยความฝันและจิตใต้สำนึก
 การแสดงออกทางจิตรกรรมของศิลปินลัทธิเหนือจริงมีหลายแนวทางเช่น
การสร้างสรรค์รูปทรงจากจิตใต้สำนึก 
การใช้รูปทรงจากโลกที่มองเห็นได้เป็นตัวสื่อในการแสดงออก
อาจเป็นเรื่องของความฝันฝันร้าย อารณ์เก็บกด  
เรื่องราวจากตำนาน  เรื่องเร้นลับ  การท้าทาย  ศาสนา 
 การเปรียบเทียบสิ่งที่แปลกแตกต่างกัน แสดงออกในสภาพที่เพ้อฝัน  
น่าตื่นตระหนก  น่าหวาดกลัว  แดนสนธยา 
 เป็นการใช้สีและสร้างบรรยากาศที่ลึกลับ
      1. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ  วันเกิด Birthday  
 โดย  มาร์ค     ชากาลล์ Marc  Chagall  ค.ศ 1915
        
     2. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ  เทศกาลตลก โดย โยฮัน   มิโร 
Joan  Miro ค.ศ 1924 - 25
             
      3. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ  ความทรงจำที่ฝังแน่น
The Persistence of Memory  
โดย  ซัลวาดอร์   ดาลี Salvador  Dali ค.ศ. 1931
             
  8.) ศิลปะลัทธินามธรรม ( Abstractism ) ศิลปะไร้รูปลักษณ์
 ศิลปินแสดงออกโดยการสกัดรูปทรงจากธรรมชาติให้ง่ายปล่อยให้รูปทรงปรากฏขึ้น
ตามลีลาหรือกลวิธีในการแสดงออก 
 บางครั้งก็สร้างรูปทรงให้ปรากฏขึ้นจากความคิดอันเป็นนามธรรม
 ศิลปินสร้างเส้น รูปทรง สี จากการใช้ญาณวินิจฉัย โดยไม่ต้องพึ่งเส้นรูปทรง สี 
จากธรรมชาติ
 การแสดงออกเป็นผลจากพลังจิตใต้สำนึก ตามเส้นทางของจิตวิทยา
 กลวิธีของการแสดงออก ได้แก่ การใช้สีราด หยด หยอด ใช้แปรงละเลง
 ระบายอย่างหยาบกร้านการสาดสี เป็นต้น
 ศิลปินคนสำคัญ ได้แก่ แจคสัน   พอลลอค,วาสสิลี   แคนดินสกี, พีท   มองเดรียง
     1. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ  องค์ประกอบสีแดง เหลือง และน้ำเงิน 
โดย พีท   มองเดรียง Piet  Mondrian  ค.ศ.1921
                 
      2.  ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ เอกนัย  Convergence 
โดย  แจคสัน   พอลลอคJackson  Pollock ค.ศ.1952
             
     3. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ  ความปิติ Small Pleasure 
โดยวาสสิลี  แคนดินสกี Wassili  Kandinsky ค.ศ. 1913
                                                         
                             " เฮ่อ...จบซะที!"
 
 

เอกสารอ้างอิง

วิรุณ  ตั้งเจริญ.(2542) สารานุกรมสำหรับเยาวชนชุดศิลปะและงานสร้างสรรค์  ทัศนศิลป์

             ตะวันตกสมัยเก่า กรุงเทพ : บริษัท ต้นอ้อ ๑๙๙๙ จำกัด

อำนาจ  เย็นสบาย.(2542) สารานุกรมสำหรับเยาวชนชุดศิลปะและงานสร้างสรรค์  ทัศนศิลป์

             ตะวันตกสมัยใหม่ กรุงเทพ : บริษัท ต้นอ้อ ๑๙๙๙ จำกัด

 
นักเรียนทำใบงานเสร็จแล้ว ลองทบทวนความรู้ด้วยการตอบคำถามต่อไปนี้ดูซิคะ!
                                  แบบฝึกหัด
1. ศิลปะไบแซนไทน์ เป็นจักรวรรดิที่อยู่ระหว่าง ค.ศ.เท่าไร?
2. การสร้างงานศิลปะโมเซอิก(Mosaic) เป็นศิลปะที่อยู่ในยุคสมัยใด?
3. เกิดจากการนำกระเบื้องเคลือบสีแผ่นเล็กๆ มาประกอบกันเป็นภาพ?
4. เป็นภาพงานจิตรกรรมที่เขียนลงบนแผ่นไม้เพื่อเคารพบูชาในบ้าน?
 5. ศิลปะโกธิค เกิดขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่เท่าไร?
6. เป็นสถาปัตยกรรมที่มีลักษณะสูงชลูด?
7. วิหารนอเตรอดาม อยู่ในประเทศอะไร?
8. เป็นโบสถ์ที่ ร.5 ทรงนำแบบมาสร้างที่วัดนิเวศธรรมประวัติ จ.พระนครศรีอยุธยา?
9. เป็นภาพกระจกสีที่บอกเรื่องราวความเป็นมาของอาดัมกับอีฟ
10. ศิลปะยุคฟื้นฟูศิลปะและวิทยาการ อยู่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่เท่าไร? 
 11. เป็นสถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นในยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ?
12. เป็นสถาปนิกที่ออกแบบและก่อสร้างโบสถ์เซนต์ปีเตอร์?
13. โบสถ์เซนต์ปีเตอร์ตั้งอยู่ที่ประเทศใด?
14. เป็นภาพที่วาดบนเพดานโบสถ์ซิสทีนโดย มิเคลันเจโล?
15. เป็นภาพผู้หญิงสาว ที่ทำให้ เลโอนาโด ดา วินชี มีชื่อเสียงโด่งดัง?
16. เป็นสิ่งที่เกิดจากการค้นคว้าทดลองของศิลปิน ในสมัยเรอนาซองส์
17. เป็นบันไดก้าวแรกต่อการสร้างสรรค์งานจิตรกรรมสมัยใหม่
18. เป็นสีที่คิดค้นและนำมาใช้วาดภาพในสมัยเรอนาซองส์
19. เป็นประติมากรรมลอยตัว รูปเด็กหนุ่ม อยู่ในสมัยฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ
 แสดงความสมบูรณ์ของสรีระ ความสง่างามของท่ายืนและความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว?
20. ศิลปะบาโรก อยู่ในช่วง ค.ศ.เท่าไร?
21. เป็นสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่ในสมัยบาโรก ใช้เวลาสร้างประมาณ 30 ปี?
22. เป็นประติมากรรมสมัยบาโรก ที่แสดงอาการเคลื่อนไหว ให้ความรู้สึกมีชีวิต?
23. เป็นสมัยที่มีการสร้างงานศิลปะที่มุ่งแสดงถึงความรัก การเสพสุข?
24. ภาพร่อนข้าวโพด วาดโดย?
25. ภาพภาพการอัปปางของแพเมดูซา วาดโดย?
26. ศิลปะยุคโรแมนติก ศิลปินมีแนวคิดในการสร้างสรรค์อย่างไร?
27. ศิลปะยุคสัจนิยม ศิลปินสร้างสรรค์ผลงานด้วยแนวคิดอะไร?
28. ยุคอิมเพรสชั่น เกิดเทคนิคอะไรและวิธีการเขียนภาพโดยนำหลักการใดมาใช้?
29. ศิลปินที่สร้างประวัติศาสตร์ของการเขียนภาพแบบทิ้งรอยแปรงใน ยุคโพสท์อิมเพรสชั่น คือใคร?
30. ศิลปินที่หลงใหลในความบริสุทธิ์และจริงใจของหญิงสาวชาวพื้นเมืองคือใคร? 
                                     .....................................................................
                
ขอให้นักเรียนทุกคนโชคดีในการสอบนะคะ !_____________อ.แต๊กค่ะ
                                             
 

 
  

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1893  ในยามเย็นวันหนึ่ง เมื่ออาทิตย์ใกล้อัสดง

Edvard Munch จิตรกรชาวนอรเวย์ กำลังเดินเล่นอยู่กับเพื่อนของเขาอีก  2 คน

อยู่ๆท้องฟ้าก็เปลี่ยนเป็นสีเลือด อะไรบางอย่างทำให้เขารู้สึกหมดเรี่ยวหมดแรง

จนต้องยืนพิงรั้วข้างทาง บนฟากฟ้าเต็มไปด้วยสีแดงฉานดั่งเปลวไฟ

เพื่อนของเขาเดินกันต่อไป ในขณะที่เขายืนตัวสั่นเทาด้วยความกังวลใจ

ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกถึงเสียงกรีดร้องของธรรมชาติดังลั่นบาดลึกไปถึงขั้วหัวใจ

และนั่นคือสิ่งที่  Munch ได้สัมผัสมา จนเป็นแรงบันดาลใจให้เขาถ่ายทอดความรู้สึก

ออกมาเป็นภาพวาดแนว  Expressionist

ที่จับเอาอารมณ์ความรู้สึกจากเส้นประสาทมาตรวัดแปลงเป็นภาพพิศได้อย่างถึงพริกถึงขิง

ท้องฟ้าเปื้อนแสงสีแดงอมเหลืองเจือเขียวนิดๆ ส่อให้เห็นเข้าไปถึงความรู้สึกของมนุษย์

(ที่ไม่สามารถระบุเพศได้) ผู้ที่ยืนตกใจอยู่กลางภาพ วิวเบื้องหลังบิดเบือน

เหมือนจะละลายไปกับความสับสนกระวนกระวาย สอดคล้องกับสภาพของฟ้าเบื้องบน

ที่แปรปรวนใช่เล่น ตาของคนในภาพอยู่ในสภาพตกใจสุดขีด มือทั้งสองพยายามอุดหู

เหมือนต้องการจะปิดกั้นตัวเองจากเสียงร้องอันรันทดนั้น

ให้วิเคราะห์คนในภาพคงจะเป็นตัวผู้วาดเอง ส่วนอากัปกิริยาเป็นอาการของคนวิตกจริต

เนื่องมาจากเสียงรบกวน ที่ไม่มีคนอื่นได้ยิน เสียงที่ว่ายังกัดกินแก้วหูของเขาอย่างเลือดเย็น

ในขณะที่เพื่อนๆผู้ไม่ได้ยินอะไร เดินห่างออกไปเรื่อยๆ ทิ้งให้เขาในสภาพช๊อค

ยืนอยู่อย่างเดียวดาย ส่วนท้องฟ้านั้น ที่เป็นสีแดงแปลกๆ อาจเป็นเรื่องจริง

ที่  Munch เห็นกับตาจนมโนเสียงเอาเองได้ เพราะในช่วงเดียวกันนั้น

ภูเขาไฟแห่งเกาะ Krakatoa ประเทศอินโดนีเซีย ได้เกิดระเบิดครั้งใหญ่ขึ้น

เป็นเหตุให้เถ้าถ่านภูเขาไฟพวยพุ่ง สร้างผลกระทบบรรยากาศฟ้าไปทั่วทั้งโลก

ดีไม่ดีอาจเป็นได้ว่าจิตรกรก็อาจมีหูวิเศษ ได้ยินเสียงระเบิดจากดินแดนอันห่างไกล

จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้วาดภาพThe Scream

น่าเสียดายที่ปัจจุบัน ภาพนี้ถูกมือดีจารกรรมไปครั้งล่าสุดเมื่อปี 2004

ค้นหากันอยู่นานสามารถนำกลับมาได้ พร้อมลากคอทีมปล้นเข้าไปวาดรูปเล่นในคุก

แต่หลังจากได้ภาพคืนกลับมาแล้ว พบว่าภาพอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรม

เนื่องมาจากการเก็บรักษาผิดวิธีของโจรโฉด

ความชื้นเข้าแทรกทำให้สีเสียหายเกินที่จะบูรณะให้กลับมาเหมือนต้นฉบับได้

เป็นเรื่องน่าเศร้าน่าตกอกตกใจเสียยิ่งกว่าอารมณ์ในภาพเสียอีก

 



 

 

 

 

edit @ 24 Jul 2008 15:09:04 by cheeranan

edit @ 26 May 2009 23:12:34 by cheeranan

edit @ 6 Jun 2009 22:58:20 by cheeranan

edit @ 30 Aug 2009 20:50:35 by cheeranan

edit @ 24 May 2010 22:43:08 by cheeranan

edit @ 5 May 2011 01:01:04 by cheeranan

edit @ 22 May 2011 00:09:03 by cheeranan