ART

                                
ยินดีต้อนรับคณาจารย์ นักเรียนและผู้เยี่ยมชมทุกท่าน
welcome to my blog....

          Homepage นี้จะมีอยู่ด้วยกัน 2 หน้านะคะ หน้าที่ปรากฏนี่เป็นหน้า 2 ค่ะ จะประกอบไปด้วยหัวข้อต่างๆ หลายหัวข้อนะคะ ถ้าท่านต้องการเข้าไปหน้าแรก ให้เลื่อนหน้าจอลงไปจนจบเนื้อหา คลิก Previous คือไปหน้าก่อน (หน้า 1) ก็จะพบเนื้อหาที่เหลือค่ะ
       หรืออีกวิธีหนึ่งคือ เลื่อนหน้าจอลงไปจนถึงกรอบแสดงความคิดเห็น ท่านจะพบว่าในกรอบด้านซ้ายมือจะมีหัวข้อของหน้า 1 ปรากฏอยู่ คลิกไปที่หัวข้อที่สนใจก็จะทำให้ท่านไปยังหน้า 1 ได้ค่ะ..
กรุณาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ home page นี้ เพื่อการพัฒนาและปรับปรุงค่ะ

 

การวิเคราะห์วิจารณ์งานศิลปะ 

ความหมาย

            การวิเคราะห์งานศิลปะ หมายถึง การพิจารณาแยกแยะศึกษาองค์รวมของงานศิลปะออกเป็นส่วนๆ ทีละประเด็น ทั้งในด้านทัศนธาตุ องค์ประกอบศิลป์ และความสัมพันธ์ต่างๆ  ในด้านเทคนิคกรรมวิธีการแสดงออก เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาประเมินผลงานศิลปะว่ามีคุณค่าทางด้านความงาม ทางด้านสาระ และทางด้านอารมณ์ความรู้สึกอย่างไร

             การวิจารณ์งานศิลปะ  หมายถึง การแสดงออกทางด้านความคิดเห็นต่อผลงานทางศิลปะที่ศิลปินสร้างสรรค์ขึ้นไว้ โดยผู้วิจารณ์ให้ความคิดเห็นตามหลักเกณฑ์และหลักการของศิลปะ ทั้งในด้านสุนทรียศาสตร์และสาระอื่นๆ ด้วยการติชมเพื่อให้ได้ข้อคิดนำไปปรับปรุงพัฒนาผลงานศิลปะ หรือใช้เป็นข้อมูลในการประเมินตัดสินผลงาน และเป็นการฝึกวิธีดู วิธีวิเคราะห์ คิดเปรียบเทียบให้เห็นคุณค่าในผลงานศิลปะชิ้นนั้น ๆ

คุณสมบัติของนักวิจารณ์
1. ควรมีความรู้เกี่ยวกับศิลปะทั้งศิลปะประจำชาติและศิลปะสากล
2. ควรมีความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ศิลปะ
3. ควรมีความรู้เกี่ยวกับสุนทรียศาสตร์ ช่วยให้รู้แง่มุมของความงาม
4. ต้องมีวิสัยทัศน์กว้างขวาง และไม่คล้อยตามคนอื่น
5. กล้าที่จะแสดงออกทั้งที่เป็นไปตามหลักวิชาการและตามความรู้สึกและประสบการณ์

ทฤษฎีการสร้างงานศิลปะ จัดเป็น 4 ลักษณะ  ดังนี้
1. นิยมการเลียนแบบ (Imitationalism Theory) เป็นการเห็นความงามในธรรมชาติแล้วเลียนแบบไว้ให้เหมือนทั้งรูปร่าง รูปทรง สีสัน ฯลฯ
2. นิยมสร้างรูปทรงที่สวยงาม (Formalism Theory) เป็นการสร้างสรรค์รูปทรงใหม่ให้สวยงามด้วยทัศนธาตุ (เส้น รูปร่าง รูปทรง สี น้ำหนัก พื้นผิว บริเวณว่าง) และเทคนิควิธีการต่างๆ
3. นิยมแสดงอารมณ์ (Emotional Theory) เป็นการสร้างงานให้ดูมีความรู้สึกต่างๆ ทั้งที่เป็นอารมณ์อันเนื่องมาจากเรื่องราวและอารมณ์ของศิลปินที่ถ่ายทอดลงไปในชิ้นงาน
4. นิยมแสดงจินตนาการ (Imagination Theory) เป็นงานที่แสดงภาพจินตนาการ แสดงความคิดฝันที่แตกต่างไปจากธรรมชาติและสิ่งที่พบเห็นอยู่เป็นประจำ

แนวทางการวิเคราะห์และประเมินคุณค่าของงานศิลปะ

            การวิเคราะห์และการประเมินคุณค่าของงานศิลปะโดยทั่วไปจะพิจารณาจาก 3 ด้าน  ได้แก่

1. ด้านความงาม

       เป็นการวิเคราะห์และประเมินคุณค่าในด้านทักษะฝีมือ การใช้ทัศนธาตุทางศิลปะ และการจัดองค์ประกอบศิลป์ว่าผลงานชิ้นนี้แสดงออกทางความงามของศิลปะได้อย่างเหมาะสมสวยงามและส่งผลต่อผู้ดูให้เกิดความชื่นชมในสุนทรียภาพเพียงใด ลักษณะการแสดงออกทางความงามของศิลปะจะมีหลากหลายแตกต่างกันออกไปตามรูปแบบของยุคสมัย ผู้วิเคราะห์และประเมินคุณค่าจึงต้องศึกษาให้เกิดความรู้ ความเข้าใจด้วย เช่น

ภาพแม่พระมาดอนนา พระเยซู และเซนต์จอห์น
(The Madonna and Child with The infant St. John)
เทคนิคสีน้ำมันบนแผ่นไม้
ผลงานของราฟาเอล (Raphael)
แสดงรูปแบบความงามของภาพโดยใช้รูปคนเป็นจุดเด่น
มีความเวิ้งว้างของธรรมชาติเป็นฉากหลังแสดงความตื้นลึกใกล้ไกล
โดยใช้แนวทางของทัศนียวิทยาและการจัดองค์ประกอบภาพในแนวกรอบสามเหลี่ยม
ซึ่งเป็นลักษณะความงามในการจัดองค์ประกอบศิลป์ที่ศิลปินในสมัย
ฟื้นฟูศิลปวิทยานิยมทำกัน

 

ภาพองค์ประกอบศิลป์ (Composition) 
เทคนิคสีน้ำมันบนผ้าใบ (พ.ศ.2472)
ผลงานของ พีต  มอนดรีอัน (Piet  Mondrian)
เน้นการออกแบบโดยเส้นที่ตัดกันเป็นมุมฉากระหว่างเส้นนอนกับเส้นตั้ง
เกิดเป็นบริเวณว่างให้มีความสัมพันธ์กันภายในกรอบสี่เหลี่ยม
ด้วยการใช้สีแดง เหลือง น้ำเงินที่สดใส รวมทั้งสีขาว ดำ และเทา
ในแบบนามธรรมที่ใช้เส้นเรขาคณิตเป็นหลัก

       สรุปการวิเคราะห์และการประเมินคุณค่าของงานศิลปะในด้านความงามจะตัดสินกันที่รูปแบบการจัดองค์ประกอบศิลป์ให้เกิดคุณค่าทางสุนทรียศาสตร์ หรือการเห็นคุณค่าทางความงามนั่นเอง

2. ด้านสาระ

       เป็นการวิเคราะห์และประเมินคุณค่าของผลงานศิลปะแต่ละชิ้นว่ามีลักษณะส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ตลอดจนจุดประสงค์ต่างๆ ทางจิตวิทยาว่าให้สาระอะไรกับผู้ชมบ้าง ซึ่งอาจเป็นสาระเกี่ยวกับธรรมชาติ สังคม ศาสนา การเมือง ปัญญา ความคิด จินตนาการ และความฝัน เช่น



ภาพวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ.2351 (The Third of May 1808)
ผลงานของฟรันซิสโก โคเซ เด โกยา (Francisco Jose de Goya) จิตรกรชาวสเปน
แสดงคุณค่าด้านสาระให้เห็นถึงความเจ็บปวดจากการถูกย่ำยีและเข้ายึดครองประเทศสเปนของทหารฝรั่งเศส ในสมัยนโปเลียนที่มีการสังหารประชาชนผู้แสวงหาอิสรภาพอย่างเลือด็น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่มีคุณธรรมในการปกครองบ้านเมือง

3. ด้านอารมณ์ความรู้สึก

        เป็นการคิดวิเคราะห์และประเมินคุณค่าในด้านคุณสมบัติที่สามารถกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกและสื่อความหมายได้อย่างลึกซึ้งของวัสดุ ซึ่งเป็นผลของการใช้เทคนิคแสดงออกถึงความคิด พลัง ความรู้สึกที่ปรากฏอยู่ในผลงาน เช่น

ภาพฝูงกาเหนือทุ่งข้าวสาลี (Wheatfield with Crows)
เทคนิคสีน้ำมันบนผ้าใบ
ผลงานของ ฟินเซนต์ ฟาน ก็อก (Vincent Van Gogh)
แสดงพลังความรู้สึกของศิลปินแทรกอยู่ในรอยฝีแปรงของเส้นสี ซึ่งบ่งบอกถึงความรู้สึกภายในได้อย่างชัดเจน เป็นภาพเขียนชิ้นสุดท้ายในชีวิตที่อาภัพและรันทดของ ฟินเซนต์ ฟาน ก็อก ซึ่งเขียนภาพนี้ขึ้นก่อนยิงตัวตาย

ประติมากรรมชื่อ ปิเอตา ( Pieta )
ผลงานของ มิเคลันเจโล (Michelongelo Buonarroti)
แสดงคุณค่าด้านความงามขององค์ประกอบศิลป์ที่จัดไว้ในแนวกรอบของรูปสามเหลี่ยม
ซึ่งเป็นการจัดองค์ประกอบศิลป์ที่นิยมกันมากในผลงาน ศิลปะสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา
(Renaissance) นอกจากนั้นยังแสดงความงามของแนวเส้นโค้งของพระเศียรพระแม่มาเรีย
ที่ก้มพระพักตร์ลงกับแนวเส้นโค้งของพระวรกายองค์พระเยซูที่นอนพาดอยู่บนตัก
อย่างงดงามกลมกลืน ได้คุณค่าทางอารมณ์ความรู้สึกเป็นอย่างดี ทำให้มองเห็นถึงความรู้สึกของแม่
ผู้มีความรักความผูกพันต่อลูก รวมทั้งยังได้คุณค่าสาระทางด้านศาสนาอีกด้วย

      กระบวนการวิจารณ์งานศิลปะตามหลักการและวิธีการ

1. ขั้นระบุข้อมูลของผลงาน
         
เป็นข้อมูลรายละเอียดสังเขปเกี่ยวกับประเภทของงาน ชื่อผลงาน ชื่อศิลปิน ขนาด วัสดุ เทคนิค วิธีการ สร้างเมื่อ พ.ศ.ใด ปัจจุบันติดตั้งอยู่ที่ไหน รูปแบบการสร้างสรรค์เป็นแบบใด

2. ขั้นตอนการพรรณนาผลงาน
     
         เป็นการบันทึกข้อมูลจากการมองเห็นภาพผลงานในขั้นต้นว่าเป็นภาพอะไร เช่น ภาพคน ภาพสัตว์ ภาพทิวทัศน์ ภาพหุ่นนิ่ง เป็นต้น มีเทคนิคในการสร้างสรรค์แบบใด     

3. ขั้นวิเคราะห์
          
เป็นการดูลักษณะภาพรวมของผลงานว่าจัดอยู่ในประเภทใด พิจารณารูปแบบการถ่ายทอดเป็นแบบใด จำแนกทัศนธาตุและองค์ประกอบศิลป์ออกจากภาพรวมเป็นส่วนย่อยให้เห็นว้มีหลักการจัดภาพที่กลมกลืนหรือขัดแย้งอย่างไร

4. ขั้นตีความ
                เป็นการค้นหาความหมายของผลงานว่า ศิลปินหรือผู้สร้างสรค์ต้องการสื่อให้ผู้ชมผลงานได้รับรู้เกี่ยวกับอะไร เช่น สภาพปัญหาในชุมชน สังคม และภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นต้น

5. ขั้นประเมินผล
                เป็นการประเมินคุณค่าของผลงานศิลปะชิ้นนั้นจากการพิจารณาทุกข้อในเบื้องต้น สรุปให้เห็นข้อดีและข้อด้อยในด้านเนื้อหาและเรื่องราว หลักทัศนธาตุและหลักการจัดองค์ประกอบศิลป์ ทักษะ ฝีมือ และการถ่ายทอดความงาม เพื่อการพัฒนาหรือตัดสินผลงานชิ้นนั้น

                            ตัวอย่างการวิจารณ์งานศิลปะ

            

1. ขั้นระบุข้อมูลของผลงาน
    ประเภทงาน                :     จิตรกรรม
     ชื่อผลงาน                   :    
โมนาลิซา ( Mona Lisa )
     ชื่อศิลปิน                    :     เลโอนาร์โด ดา วินชี ( Leonado da Vinci ) ศิลปินชาวอิตาเลียน
     ขนาดผลงาน              :    
77 x 53 ซม.
     เทคนิค วัสดุ               :    
สีน้ำมันบนแผ่นไม้
     ผลงานสร้างเมื่อปี        :    
พ.ศ.2046 - 2049 ( ค.ศ.1503 - 1506 )
     ปัจจุบันอยู่ที่                :    พิพิธภัณฑ์ลูฟว์ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
     รูปแบบการสร้างสรรค์   :   
เป็นงานศิลปะตะวันตก การถ่ายทอดรูปแบบเหมือนจริงตามลักษณะแบบอย่าง
                                              ของศิลปะสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ( Renaissance )

2. ขั้นพรรณนาในผลงาน
         เป็นภาพเขียนครึ่งตัว ( Portrait ) สุภาพสตรีผมยาวมีผ้าคลุม หวีผมแสกกลาง เสื้อคลุมด้วยสีดำเรียบ เห็นใบหน้าเกือบตรง ลำตัวบิดเบี้ยวเล็กน้อย มือขวาวางคว่ำสัมผัสข้อมือซ้ายที่วงาราบอยู่บนที่วางแขนของเก้าอี้ เบื้องหลังเป็นภาพของทิวทัศน์สงบเงียบ บรรยากาศเร้นลับ ชวนฝัน

                  
                   ภาพส่วนขยายนัยน์ตาและรอยยิ้ม ของโมนาลิซา ที่แสดงออกถึง
                   ความรู้สึกที่ต้องการค้นหาบางสิ่ง ซ่อนเลศนัยและปริศนาให้ผู้ดู
                   บังเกิดความรู้สึกและตั้งคำถามว่า โมนาลิซากำลังคิดอะไรอยู่

3. ขั้นวิเคราะห์
         เป็นงานจิตรกรรมที่มีคุณค่าในการแสดงออกทั้งในด้านความงาม ด้านสาระ และด้านอารมณ์ความรู้สึก
         ด้านความงาม  เป็นภาพที่สร้างสรรค์โดยยึดทฤษฎีการเลียนแบบตามธรรมชาติ คือ การเลียนแบบความ งามตั้งแต่รูปร่าง รูปทรง สีสัน และน้ำหนักแสงเงา
         เป็นภาพที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของเลโอนาร์โด ดา วินชี ในการเขียนภาพผู้หญิง คือ นิยมเขียนคิ้วบางเลือนราง และมีรอยยิ้มมุมปากที่คล้าย ๆ กันกับภาพอื่น ๆ ของเขา 
        เป็นภาพที่มีเอกลักษณ์ในการจัดภาพตามแบบอย่างของศิลปะสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance) คือ มีบุคคลเป็นประธานของภาพและมีฉากหลังเป็นทิวทัศน์แสดงบรรยากาศตามจินตนาการ เพราะศิลปินในสมัยนั้นมีความเชื่อว่ามนุษย์เป็นศูนญ์กลางของจักรวาล เป็นผู้ควบคุมธรรมชาติ ยึดมั่นในเหตุผล คุณค่าของความเป็นมนุษย์อยู่ที่ความคิด ความรู้ และความสามารถ
         ด้านสาระ เป็นภาพที่แสดงให้เห็นวัฒนธรรมการแต่งกายของคนชั้นสูงในสมัยนั้น ทั้งด้านเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม และความนิยมในการไว้ผมยาวหวีแสกกลางตามสมัยนิยม ในแฟชั่นแบบฟลอเรนไทน์ในอิตาลี นอกจากที่ปรากฏให้เห็นในภาพโมนาลิซา ยังเห็นได้ในภาพอื่นๆ ของเขาอีก
        นอกจากนี้ ภาพโมนาลิซายังเป็นภาพที่เลโอนาร์โด ดา วินชี ถ่ายทอดบุคลิกของตนเองแฝงไว้ในใบหน้าของโมนาลิซา ซึ่งจะมีลักษณะเค้าโครงรูปหน้าที่คล้ายกัน
           ด้านอารมณ์ความรู้สึก  เป็นภาพที่แสดงออกให้เห็นถึงอารมณ์ความรู้สึกภายในของโมนาลิซาที่แฝงอยู่ในท่าทาง และสะท้อนให้เห็นได้จากนัยน์ตาและรอยยิ้มปริศนา รวมทั้งความรู้สึกที่รับรู้ได้จากบรรยากาศในม่านหมอกของฉากหลัง

           การวิเคราะห์ทัศนธาตุ 
       
เส้น                แสดงการใช้เส้นโค้งและเส้นลักษณะอื่นๆ ได้สัมพันธ์กลมกลืนกัน ทั้งในส่วนของใบหน้า เส้น
                      ผม ผ้าคลุม รอยยับของผ้า นิ้วมือ แนวเส้นของทางเดิน และสายน้ำลำธารของฉากหลัง
รูปร่าง รูปทรง
แสดงรูปร่าง รูปทรง ลักษณะธรรมชาติของคน และทิวทัศน์ได้อย่างสวยงาม
สี                   แสดงภาพสีส่วนรวมเป็นโทนสีน้ำตาลอมเขียวและดำ เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ในการสื่อความ
                    หมาย สีน้ำตาลหมายถึงธรรมชาติหรือโลก สีน้ำตาลออกดำหมายถึงความสุขุม ความลึกลับซ่อน
                    เร้น และสีเขียวหมายถึงชีวิต ขนาด สัดส่วน   แสดงขนาดของคนได้เหมาะสมกับขนาดภาพ 
                    และแสดงสัดส่วนทางกายวิภาคได้ถูกต้อง งดงามตามธรรมชาติ
แสงเงา         แสดงการใช้แสงเงาที่กลมกลืนเหมือนธรรมชาติ แสงเงาส่วนรวมของภาพมีน้ำหนักเข้มมืด
                    บริเวณใบหน้าและมือให้แสงสว่างมาก และมีน้ำหนักเงาอ่อน
บริเวณว่าง    แสดงบริเวณว่างรอบตัวโมนาลิซาเป็นทิวทัศน์อยู่ฉากหลัง นอกจากจะทำพให้ภาพดูโปร่งตาไม่
                   ทึบตันเกินไป ยังทำให้ภาพมีระยะใกล้ไกล มีมิติตื้นลึก และเหมือนจริง
ลักษณะผิว    แสดงการใช้ลักษณะผิวในส่วนของใบหน้าและมือด้วยการเกลี่ยสีให้นุ่มนาลสอดคล้อง สมวัย
                   และเหมือนจริง โดยเฉพาะมือขวาให้ความรู้สึกเหมือนมีเลือดเนื้อจริงๆ

          การวิเคราะห์หลักองค์ประกอบศิลป์

เอกภาพ       การจัดภาพโดยรวมมีความเป็นเอกภาพด้วยเส้น รูปร่าง รูปทรง สี แสงเงาที่สัมพันธ์กลมกลืน
                   กันทั้งรูปคนและธรรมชาติ ทำให้ทั้งภาพดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ดุลยภาพ      แสดงภาพโมนาลิซาตรงแกนกลาง วางท่าอยู่ในแนวรูปสามเหลี่ยม จัดวางทิวทัศน์ไว้ในบริเวณ
                   ว่าง มัลักษณะของดุลยภาพแบบซ้ายขวาเท่ากัน ซึ่งให้ความรู้สึกสงบทางกายภาพ
จุดเด่น        แสดงจัดเด่นอยู่บนใบหน้า มีดวงตาที่ให้ความรู้สึกเหมือนมองผู้ดูผลงานอยู่ตลอดเวลาและรอย
                  ยิ้มที่เป็นปริศนา
ความกลมกลืน แสดงการจัดภาพของส่วนประกอบต่างๆ ทางทัศนธาตุ ทั้งรูปแบบของเส้น รูปร่าง รูปทรง สี
                  ขนาด สัดส่วน แสงเงา บริเวณว่าง และพื้นผิวได้อย่างสัมพันธ์กลมกลืนกันทั้งเทคนิค วิธีการสร้าง
                   สรรค์ ซึ่งสอดประสานกับอารมณ์ ความรู้สึกของภาพได้อย่างงดงาม
ความขัดแย้ง   แสดงความขัดแย้งในด้านน้ำหนัก สี แสงเงา ส่วนรวมของภาพมีความเข้มคล้ำ ต่างกับส่วนใบ
                     หน้าที่ใช้น้ำหนักสี สงเงาอ่อนกว่า แต่มีผลดีคือช่วยส่งเสริมบริเวณส่วนใบหน้าให้มีความเจิด
                     จ้า  เด่นชัด และงดงามยิ่งขึ้น

4. ขั้นตีความ
        
เป็นงานจิตรกรรมภาพเหมือน (Portrait) ที่มีชื่อเสียงมาก เป็นภาพของหญิงสาวในท่านั่ง แต่งกายตามสมัยนิยมในแฟชั่นแบบฟลอเรนไทน์ในอิตาลี เบื้องหลังเป็นภาพทิวทัศน์ภูเขาที่ดูนุ่มเบา แสดงออกทางอารมณ์ความรู้สึกบนใบหน้า โดยเฉพาะแววตาและรอยยิ้มที่เป็นปริศนา ไม่สามารถจะบอกได้ว่าเธอกำลังยิ้ม หัวเราะ ร้องไห้ หรือเธอต้องการบอกอะไรบางอย่างกันแน่ ผู้ที่ได้ชมภาพนี้จะเกิดจินตนาการในการสร้างความรู้สึกหรืออารมณ์เข้าไปในภาพด้วย

5. ขั้นประเมินผล
 
         
          หลักทัศนธาตุและหลักการจัดองค์ประกอบศิลป์
          ศิลปินนำหลักทัศนธาตุและการจัดองค์ประกอบศิลป์มาใช้ให้เกิดความสัมพันธ์กันทั้งในส่วนประธานและส่วนรองของภาพ ทำให้ผลงานมีเอกภาพ ดุลยภาพ จุดเด่น ความกลมกลืนและความขัดแย้งได้งดงามตามกรรมวิธีการจัดองค์ประกอบศิลป์แบบศิลปะสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance)

          ทักษะฝีมือและการถ่ายทอดความงาม
           
จิตรกรมีทักษะและความสามารถในการเขียนภ่าพเหมือนจริง และพัฒนากรรมวิธีการแก้ปัญหาระยะตื้นลึกของภาพโดยใช้เทคนิคภาพสีหม่น  (Sfumato) ทำให้ฉากหลังดูนุ่มเบา และใช้โทนสีหนักกับตัวนางแบบ นอกจากนี้จิตรกรยังนำหลัก ทัศนมิติเชิงอากาศ (Aerial Perspective) มาใช้ในการแก้ปัญหาระยะตื้นลึก คือการทำให้ภาพดูเหมือนกับมองผ่านปริมาณอากาศ สีของสิ่งที่อยู่ในระยะไกลดูจางลงเป็นลำดับ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับปริมาณความชื้นในอากาศ สีและเส้นรอบนอกของสิ่งที่อยู่ระยะไกลในภาพทิวทัศน์จะมีความชัดเจนน้อยกว่าสิ่งที่อยู่ในระยะใกล้ ทำให้ภาพดูมีระยะตื้นลึก ซึ่งปรากฏในส่วนฉากหลังของโมนาลิซา จัดเป็นภาพที่แสดงระยะตื้นลึกและบรรยากาศยามหมอกลงจัดได้อย่างน่าชม

 

edit @ 28 Dec 2008 22:13:40 by cheeranan

   ยินดีต้อนรับสู่ห้องแสดงงานศิลปะและแหล่งการเรียนรู้       

@ ชมผลงานการสร้างสรรค์ของนักเรียนโรงเรียนสตรีสมุทรปราการ
http://seegang.exteen.com        
           
@  มูลนิธิหอศิลปะแห่งรัชกาลที่ 9                                            
http://www.rama9art.org
            

@  เป็นศูนย์รวมผลงานศิลปะ                                                 
http://www.bangkokgallery.com

@  แหล่งรวมข้อมูลเกร็ดความรู้และเทคนิคเกี่ยวกับการเขียน
ภาพ 
http://www.artofcolor.com      

@  แหล่งสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ทางศิลปะในประเทศไทย      
http://www.era.su.ac.th        

@ นิตยสาร idesign ในรูปแบบของ e-book การออกแบบและการสร้างสรรค์
http://ebook.trueworld.net 

@ นิตยสาร thaiegazine นิตยสารของการรออกแบบโฆษณา
http://www.thaiegazine.com

     
@   เว็ปไซต์ศิลปะออนไลน์                                                      
http://www.artbangkok.com

@  การออกแบบด้วยคอมพิวเตอร์
                                 
http://www.thaicad.com           

               นิทรรศการ "ศิลปะหลังกำแพง" Art for All
                                  22 - 30 พฤศจิกายน  2550
                              ณ ชั้น 2 ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน

ผลงานนักเรียน(นักโทษ)
                                 

                       
              สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จเป็นองค์ประธานเปิดงาน


         บรรยากาศภายในห้องเรียนศิลปะ ภายในเรือนจำกลาง บางขวาง จ.นนทบุรี

   
                            อ.จีรนันทน์ เป็นวิทยากรสอนวาดเส้น

 
นักเรียนสร้างสรรค์งานศิลปะอย่างมีความสุขท่ามกลางบรรยากาศที่ร่มรื่น ริมสระน้ำข้างห้องเรียน

  


  
ผลงานสื่อผสมของนักเรียน





edit @ 27 Dec 2008 01:05:42 by cheeranan

ติวสถาปัตย์ ( Architecture )

posted on 24 Jun 2007 01:18 by cheeranan  in ART

 

การเตรียมความพร้อมสำหรับการสอบเอ็นทรานซ์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

1. เรื่อง องค์ประกอบในการออกแบบ
2. เรื่อง การจัดองค์ประกอบและหลักการออกแบบ
3. เรื่อง ประวัติศาสตร์ศิลป์
4. เรื่อง สถาปัตยกรรมไทย
5. เรื่อง การวาดภาพทิวทัศน์
6. เรื่อง โครงสร้างของอาคาร
7. เรื่อง ทัศนียภาพ
8. เรื่อง Sketch Design
9. เรื่อง Obique & Isometric
10.เรื่อง สัญลักษณ์และเครื่องหมาย
11.เรื่อง การนำเสนอแนวคิดของการออกแบบ

นักเรียนพร้อมรึยังคะ.....งั้นเราไปตะลุยเนื้อหาด้วยกันนะบัดเดี๋ยวนี้.....ชะแว๊บ!

องค์ประกอบของการออกแบบ
( ELEMENT of DESIGN )

เป็นเรื่องที่เป็นพื้นฐานสำหรับนักเรียนและนักออกแบบทุกคน ควรทำความเข้าใจ เพื่อที่จะได้นำไปใช้ในการออกแบบได้อย่างถูกวิธีค่ะ องค์ประกอบของการออกแบบประกอบด้วย

1.จุด ( DOT,POINT ) เป็นองค์ประกอบพื้นฐานของรูปทรง ไม่มีความกว้าง
ความยาว ความสูง
- ใช้บอกตำแหน่ง ( POSITION )
- มีลักษณะมั่นคง ไม่หวั่นไหว ( STATIC )
- ไร้ทิศทาง ( DIRECTIONLESS )
2. เส้น ( LINE ) เกิดจากการนำจุดมาเรียงต่อกันเป็นแนวยาว มีลักษณะเป็น 2 มิติ
ซึ่งจะทำให้เกิดลักษณะพิเศษ คือ
- ทิศทาง( DIRECTION )
- เคลื่อนไหวในลักษณะต่างๆ ( MOVEMENT )
- มีตำแหน่งที่แน่นอน ( POSITION )
- เปลี่ยนแปลงได้ ( GROWTH )
เส้นต่างกัน จะให้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน เช่น
- เส้นตั้ง ( VERTICAL LINE )
ให้ความรู้สึก สง่างาม แข็งแรง
- เส้นนอน ( HORIZONTAL LINE )
ให้ความรู้สึก สงบ ราบเรียบ แน่นอน มั่นคง ปลอดภัย
พักผ่อน ปลอดภัย
- เส้นโค้ง ( CURVE )
ให้ความรู้สึก นุ่มนวล อ่อนไหวและเชื่องช้า
- เส้นเฉียงทแยง ( OBLIQUE )
ให้ความรู้สึก ตื่นเต้น สนุกสนาน ไม่มั่นคง ไม่
ปลอดภัย
อารมณ์และความรู้สึกของเส้น

การใช้เส้นแบบต่างๆ
1. แบบขัดแย้ง
2. แบบต่อเนื่อง
3. แสดงทิศทางในภาพ

3. รูปร่าง - รูปทรง ( SHAPE & FORM )
รูปร่าง เกิดจากการเอาเส้นมาประกอบกันในลักษณะ 2 มิติ โดยแบ่งเป็น....
1. รูปร่างเรขาคณิต ( GEOMETRIC SHAPE ) มีกฏเกณฑ์ตายตัว สามารถ
คำนวณหาพื้นที่ได้ เช่น สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม แปดเหลี่ยม วงกลม ฯลฯ
2. รูปร่างอิสระ ( FREEFORM ) มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ไม่มีกฏเกณฑ์
ตายตัว เช่น รูปร่างของสิ่งต่างๆ
รูปทรง เกิดจากการเอาเส้นมาประกอบกันในลักษณะ 3 มิติ ได้แก่
1. รูปทรงสม่ำเสมอ ( REGULAR FORM ) คือด้านแต่ละด้านจะคล้ายกัน
2. รูปทรงอิสระ ( IRREGULAR FORM ) แบ่งเป็น
- รูปทรงแข็ง ( STATIC FORM )
- รูปทรงอ่อน ( DYNAMIC FORM )

4. ระนาบ ( PLANE ) คือเส้นที่ขยายตัวออกไปในทิศทางเดียวกัน จนเกิดเป็นพื้นที่ขึ้น ซึ่ง
จะมีขอบเขตที่แน่นอน ระนาบมีหลายแบบ ได้แก่
- ระนาบพื้น
- ระนาบยกพื้น
- ระนาบลดพื้น
- ระนาบเหนือหัว
- ระนาบผนัง

5. ขนาด - สัดส่วน ( SIZE & PROPORTION )
- ขนาด เป็นการเปรียบเทียบวัตถุโดยใช้หน่วยวัดระยะเป็นเกณฑ์ ซึ่งอาจจะบอกถึงความใหญ่ - เล็กของวัตถุนั้นๆ
- สัดส่วน (PROPOTION)เป็นการเปรียบเทียบขนาดภายในตัวของวัตถุ ขนาดและสัดส่วนเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ภาพดูน่าสนใจ

ในงานออกแบบ สามารถเอาขนาดและสัดส่วนมาใช้ได้ดังนี้

กลมกลืน ขัดแย้งเคลื่อนไหว
HARMONY CONTRAST DYNAMIC

6.วัสดุและพื้นผิว ( MATERIALS AND TEXTURE )
วัสดุ ( MATERIALS ) คือ วัตถุดิบที่จะนำมาใช้ในการออกแบบ ซึ่งการนำมาใช้
ต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับลักษณะงานนั้นๆ ด้วย

พื้นผิว ( TEXTURE ) คือ ลักษณะผิววัสดุ เป็นลักษณะเฉพาะ รับรู้ได้โดยการสัมผัสและการมอง ลักษณะผิวที่ต่างกันจะให้ความหมายและความรู้สึกที่ต่างกันด้วย
- ผิวเรียบมัน ให้ความรู้สึก หรูหรา ละมุนละไม ไม่มั่นคง
- ผิวขรุขระสม่ำเสมอให้ความรู้สึก มั่นคง ปลอดภัย แข็งแรง
- ผิวแบบพรมขนสัตว์ให้ความรู้สึก นุ่ม เบา

7. น้ำหนัก ( TONE )
น้ำหนัก หมายถึง ความเข้ม - จาง,อ่อน - แก่ ที่เกิดขึ้นในภาพ และภาพที่ดูดีควรมีน้ำหนักอ่อนสุด-------เข้มสุด เพื่อให้ภาพเกิดความมืด - สว่าง ดูมีแสงเงา และเกิดมิติในภาพ

การจัดองค์ประกอบ ( COMPOSITION )
1. จุดสนใจในภาพ โดยใช้หลักการเน้น ( Emphasis ) ตำแหน่งที่ใช้วางจุดเด่นในภาพมี 4
จุด คือ

2.ดุลยภาพ คือความสมดุล ที่ไม่ทำให้ภาพหนักไปด้านใดด้านหนึ่ง

3. เอกภาพ( Unity ) ไม่จำเป็นต้องเป็นกลุ่มเป็นก้อนเสมอไป ให้มองแล้วเป็นอันหนึ่งอัน
เดียวกัน

หลักการออกแบบ ( PRINCIPLE OF DESIGN )
หลักการออกแบบมีอยู่ด้วยกัน 8 อย่าง คือ
1. ความสมดุล ( BALANCE ) แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่
- สมดุลแบบสองข้างเหมือนกัน ( SYMMETRICAL BALANCE ) คือ การเท่ากันขององค์ประกอบทางซ้ายและขวา สมดุลแบบนี้สามารถสร้างความรู้สึก มั่นคง หนักแน่น เอาจริงเอาจัง เป็นทางการ สงบ เช่น โรงเรียน โบสถ์
- สมดุลแบบสองข้างไม่เหมือนกัน ( ASYMMETRYCAL BALANCE ) คือ การที่ภาพมีองค์ประกอบทางซ้ายและขวาไม่เหมือนกัน แต่ดูภาพรวมแล้วเกิดความสมดุลได้ ความสมดุลแบบนี้ทำให้เกิดความน่าสนใจ
2. เอกภาพ ( UNITY ) คือ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อาจเป็นสิ่งที่เหมือนกันหรือไม่เหมือนกันก็ได้ นำมาจัดรวมกัน เกิดความกลมกลืนและสอดคล้องกัน สามารถทำให้เกิดความน่าสนใจได้ เอกภาพแบ่งออกเป็น 2 แบบ ได้แก่
- Static Unity คือ เอกภาพแบบหยุดนิ่ง ไม่เคลื่อนไหว ให้ความรู้สึกมั่นคง เข้มแข็ง

- Dynamic Unity คือ เอกภาพแบบเคลื่อนไหว มักเกิดจากการจัดองค์ประกอบด้วยรูปทรงอิสระ (Free Form ) สร้างความรู้สึกเคลื่อนไหว

วิธีการสร้างเอกภาพ
1. ใช้ เส้น รูปร่าง รูปทรงที่เหมือนกัน คล้ายกัน มาจัดรวมกัน

2. ใช้ เส้น รูปร่าง รูปทรงที่ต่างกัน หรือมีหลายๆ ชนิดมาจัดรวมกัน การสร้างเอกภาพแบบนี้สามารถสร้างความน่าสนใจได้มากกว่าแบบแรก

3. ความกลมกลืน ( HARMONY ) หมายถึง การจัดองค์ประกอบของสิ่งที่คล้ายกัน ใกล้เคียงกัน ทำให้เกิดความรู้สึก นุ่มนวล กลมกลืน มีความสัมพันธ์ต่อกัน สามารถนำไปสู่ความเป็นเอกภาพได้ มีหลักการจัดอยู่ 3 ลักษณะ ได้แก่
1. HARMONY OF FUNCTION ความกลมกลืนด้านประโยชน์ใช้สอย หมายถึง การนำสิ่งที่มีประโยชน์ใช้สอยคล้ายๆ กันมาไว้ด้วยกัน

2. HARMONY OF SYMBOL ความกลมกลืนกันด้านความหมาย หรือสัญลักษณ์ การนำสิ่งที่สื่อความหมายคล้ายๆ กัน อย่างเดียวกันมาไว้ด้วยกัน

3. HARMONY OF ELEMENT ความกลมกลืนกันทางองค์ประกอบ แบ่งเป็น
- ความกลมกลืนของเส้นและทิศทาง
- ความกลมกลืนของขนาดและสัดส่วน
- ความกลมกลืนของสี
- ความกลมกลืนของพื้นผิว

4. ความขัดแย้ง ( CONTRAST ) หมายถึง การออกแบบให้น่าสนใจ โดยการนำความแตกต่างขององค์ประกอบมาใช้ แต่หากขัดแย้งมากเกินไป อาจทำให้ผลงานขาด "เอกภาพ" ได้ ความขัดแย้งแบ่งออกได้ดังนี้
- ขัดแย้งโดยรูปทรง
- ขัดแย้งโดยขนาดและสัดส่วน
- ขัดแย้งโดยสีและพื้นผิว
- ขัดแย้งโดยเส้นและทิศทาง
วิธีการทำให้เกิดจุดเด่น
1. เน้นโดยการขัดแย้ง ( Contrast ) ของรูปทรง รูปร่าง สัดส่วน พื้นผิว และ
องค์ประกอบอื่นๆ
2. เน้นโดยการจัดกลุ่มที่ต้องการเน้น
3. เน้นโดยการใช้สี
4. เน้นโดยมีเส้นนำสายตา

5. สัดส่วน ( PROPORTION ) คือ ตัวบอกความสวยงามทางสถาปัตยกรรม โดยเป็นความสัมพันธ์ของแต่ละส่วนขององค์ประกอบ แบ่งออกได้ดังนี้
1. สัดส่วนในตัวเอง
2. สัดส่วนที่สัมพันธ์ซึ่งกันและกัน



 


edit @ 2007/07/17 16:03:26
edit @ 2007/07/20 16:17:51

edit @ 20 Jun 2009 21:53:46 by cheeranan

ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี
Professor Silpa Bhirasri ( Corrado Feroci )

ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี มีนามเดิมว่า คอร์ราโด เฟโรจี ( Professor Corrado Feroci ) เป็นชาวนครฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี เกิดเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ.2435 ณ ตำบล San Giovanni บิดาชื่อ Artudo Feroci และมารดาชื่อ นาง Santina Feroci มีอาชีพค้าขาย เข้าศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษาเมื่อปี พ.ศ.2441 ภายหลังจบหลักสูตร 5 ปี จึงเข้าศึกษาในโรงเรียนมัธยมอีก 5 ปี จากนั้นจึงเข้าศึกษาด้านศิลปะในโรงเรียนราชวิทยาลัยศิลปะแห่งนครฟลอเรนซ์ จบหลักสูตรวิชาช่าง 7 ปี ในขณะที่มีอายุ 23 ปี และได้รับประกาศนียบัตรช่างปั้นช่างเขียน ซึ่งต่อมาได้สอบคัดเลือกรับปริญญาเป็นศาสตราจารย์ มีความรอบรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ศิลป์ วิจารณ์ศิลป์และปรัชญา โดยเฉพาะมีความสามารถทางด้านศิลปะ แขนงประติมากรรมและจิตรกรรม

ในสมัยรัชกาลที่ 6 มีพระประสงค์จะหาช่างปั้นมาช่วยปฏิบัติราชการเพื่อฝึกฝนให้คนไทยสามารถปั้นรูปได้อย่างแบบตะวันตกและสามารถมีความรู้ถึงเทคนิคต่างๆ ในงานประติมากรรมด้วย จึงได้ติดต่อกับรัฐบาลอิตาลีขอเลือกนักประติมากรที่มีชื่อเสียงเพื่อเข้ามาปฏิบัติราชการกับรัฐบาลไทย ทางรัฐบาลอิตาลีจึงเสนอนายคอร์ราโด เฟโรจีมาพร้อมทั้งคุณวุฒิและผลงาน ซึ่งรัฐบาลไทยก็ยินดีรับเข้าเป็นข้าราชการในตำแหน่งช่างปั้น กรมศิลปากร กระทรวงวัง เมื่อวันที่ 14 มกราคม
พ.ศ.2466 เมื่อย่างเข้า 32 ปี โดยได้รับเงินเดือน เดือนละ 800 บาท ค่าเช่าบ้าน 80 บาท

ต่อมาในปี พ.ศ.2469ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ได้ดำรงตำแหน่งอาจารย์ช่างปั้นหล่อ แผนกศิลปากรสถานแห่งราชบัณฑิตยสภา ได้รับเงินเดือนเดือนละ 900 บาท ต่อมาได้ย้ายมาเป็นช่างปั้น สังกัดอยู่ในกองประณีตศิลปกรรม กรมศิลปากร กระทรวงธรรมการ ท่านได้วางหลักสูตรอบรมกว้างๆ และทำการสอนให้แก่ผู้ที่สนใจในวิชาประติมากรรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ผู้ได้รับการอบรมรุ่นแรกๆ ส่วนมากสำเร็จการศึกษามาจากโรงเรียนเพาะช่าง ได้แก่ สาย ประติมาปกร,สุข อยู่มั่น,ชิ้น ชื่อประสิทธิ์,สวัสดิ์ ชื่นมะนา และแช่ม แดงชมพู

เมื่อทางราชการเห็นความสำคัญของการศึกษาตามแนวปัจจุบัน จึงได้ขอให้ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เป็นผู้วางหลักสูตรการศึกษาให้มีมาตรฐานเดียวกันกับโรงเรียนศิลปะในยุโรป

ท่านศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ได้สนับสนุนการอนุรักษ์ศิลปะโบราณและเป็นผู้บุกเบิกการสร้งสรรค์ศิลปะร่วมสมัย ศิลปะสมัยใหม่ของประเทศไทยมาตลอดเป็นระยะเวลาเกือบ 40 ปี จวชจนท่านได้ถึงแก่กรรมในขณะที่ดำรงตำแหน่ง คณบดี ปฏิมากรคนแรกของมหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งท่านได้เป็นผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร ท่านเปรียบเสมือนบิดาของวงการศิลปะร่วมสมัยของไทย ผลงานศิลปะของท่านก็เป็นที่รู้จักและกล่าวขานกันอยู่เสมอ ในการสร้างสรรค์งานาศิลปะที่เกี่ยวกับพระราชานุสาวรีย์ อนุสาวรีย์ และผลงานศิลปะอื่นๆ อีกมากมาย ได้แก่
- พระปฐมบรมราชานุสรณ์ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช กรุงเทพฯ
- พระราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สวนลุมพินี กรุงเทพฯ
- อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ( คุณหญิงโม ) นครราชสีมา
- อนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ดอนเจดีย์ สุพรรณบุรี
- อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสิน วงเวียนใหญ่ ธนบุรี
- อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ
และอนุสาวรีย์อื่นๆ อีกหลายแห่ง

พ.ศ. 2502 ศาสตราจารย์ศิลป์ ได้สมรสกับ น.ส.มาลินี เคนนี่ ซึ่งเป็นคนไทยที่มีส่วนช่วยเหลือท่านมากทั้งในชีวิตส่วนตัวและการงาน
พ.ศ. 2505 ท่านได้ร่างโครงการหอศิลป์สมัยใหม่ไว้ให้กับเมืองไทยในอนาคตและได้ถึงแก่กรรมด้วยการผ่าตัดมะเร็งในกระเพาะอาหาร ที่โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2505 ได้รับพระราชทานเพลิงศพ ณ เมรุหน้าพลับพลาอิสริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส เมื่อวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2506 เวลา 17.00 น.

Professor Silpa Bhirasri < Corrado Feroci > was a truly remarkable and unforgetable man fully deserving the sobriquet given him by his adopted land " THE FATHER OF MODERN ART IN THAILAND " He was born in Florence, Italy in 1892 and studied Art attheAcademy of Fine Arts of Florence, After graduating in 1914 he became a professor at the Academy and taught there until 1923 then came to Thailand at the invitation of the Rpyal Siam Government. He was appointed a sculptor of the Royal Fine Arts Department in 1924. He founded the School of Fine Arts < Silpakorn University > in 1943. He was a professor and dean of Faculty of Sculpture from 1943 until his death in 1962. After the World War II Professor Feroci changed his name to SILPA BHIRASRI and because a Thai citizen.

Among his many works of art,some of his best known are his statues of King Buddha Yod Fah < King Rama I >. King Vajiravudh < King Rama VI >. King Taksin Maharaj. Tao Suranaree and Prince Narisaranuwadtiwongse. His writing include many books and articles on ancient and modern art in Thailand as well as on general art history,sesthetic and theory of art. Professor Silpa Bhirasri will be remembered for his devotion and contribution to art in Thailand. He was held in respect, reverence, almost by his students who learned from him something of the discipline at the same time that without the truly human element, the love and passion for life and for people there can be no art. His influence upon Thailand is profound and permanent.

 





edit @ 2007/09/29 21:22:27

edit @ 14 Oct 2007 00:09:33 by cheeranan

edit @ 5 May 2009 23:17:24 by cheeranan