ศิลปะสมัยกลาง ศาสนาคริสต์มีบทบาทสำคัญยิ่งในการสร้างงานศิลปะสมัยกลาง กล่าวคือ เมื่อจักรวรรดิโรมันสิ้นสุดลงในช่วงศตวรรษที่ ๕ – ๑๑ ยุโรปก็เข้าสู่ยุคมืด วิถีชีวิตของผู้คนในสมัยนั้นไม่มีความสงบสุขและความมั่งคั่ง เกิดสงครามระหว่างแคว้นต่างๆ รวมถึงการเกิดโรคระบาดและทุพภิกขภัยอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้คนยึดมั่นและศรัทธาในคริสต์ศาสนา ๑. ศิลปะคริสเตียนยุคแรก (พ.ศ.๖๔๐-๑๐๔๐)และศิลปะไบเซนไทน์ Bizentine (พ.ศ.๑๐๔๐-๑๙๙๖) ศิลปะคริสเตียนในยุคแรกรับอิทธิพลมาจากศิลปะโรมัน อาคารในสมัยแรก จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับผู้ถูกฆ่าเรื่องศาสนา วิหารพิธีเจิมน้ำมนต์ ผนังภายนอก อาคารจะถูกปล่อยไว้เรียบ ๆ ทื่อ ๆ ผนังภายในอาคารจะประดับด้วยเศษหินสี แวววาว ส่วนต่างๆของอาคาร เช่น เสารายแบบโรมัน เสาก่ออิฐ หลังคาทรงโค้ง แผนผังอาคารมี ๒ แบบ คือ แบบชนิดตามยาว และแบบชนิดศูนย์กลาง ซึ่งมีรากฐานมาจากสถาปัตยกรรมโรมัน อาคารที่มีแนวยาวเหมาะสำหรับขบวนพิธีการ ที่สง่างาม อาคารชนิดมีศูนย์กลาง สำหรับเป็นสถูปสถานของนักบุญคนสำคัญ แต่ต่อมานิยมสร้างโบสถ์แบบมีศูนย์กลางกันมาก อาคารแบบมีศูนย์กลางอาจมี หลายรูปทรง เช่น ทำเป็นรูปทรงไม้กางเขนกรีก อยู่ภายในรูปจัตุรัส หรือไม่ก็รูป วงกลม โบสถ์ที่มีผังชนิดมีศูนย์กลางมักทำหลังคาทรงโค้ง หรือทรงกลมด้วย อิฐหรือหิน อาคารทรงเรือนโถงขนาดใหญ่มักทำเครื่องบนหลังคาด้วยไม้ท่อน จิตรกรรมมีทำบนฝาผนังและแผงไม้ ตลอดจนทำเป็นภาพประกอบเรื่องในหนังสือ เขียนด้วยสีฝุ่น สีขี้ผึ้งร้อน และสีปูนเปียกอย่างแห้ง แสดงรูปคนกำลัง สวดมนต์ และภาพปาฏิหารย์ตอนสำคัญของพระผู้เป็นเจ้าที่นำมาจากพระคัมภีร์ เก่าและใหม่ หนังสือในสมัยแรก ๆ ทำมาจากหนังสัตว์และเป็นหนังสือม้วน ภาพประกอบเรื่องในหนังสือแสดงให้เห็นความเป็นธรรมชาติ โดยแก้ไขให้ เป็นเชิงสัญลักษณ์มากกว่าจะเป็นธรรมชาติแท้ๆ ลักษณะของภาพเป็นรูปแบน และเป็นการใช้สีอย่างประหลาด ๆ งานประติมากรรมในยุคคริสเตียนถูกลดความสำคัญ อันเนื่องมากจากบท บัญญัติในพระคัมภีร์ เกี่ยวกับรูปเคารพบูชา ประติมากรรมมักจำกัดอยู่กับงาน ขนาดเล็ก ๆ ได้แก่ งานแกะสลักรูปคนบนโลงศพ ถ้วยและจานโลหะ งานแกะสลักงาช้าง โกศบรรจุธาตุศักดิ์สิทธิ์ คำว่า “ไบเซนไทน์” เรียกตามชื่อ จักรวรรดิไบเซนไทน์ ที่มีกรุงคอน สแตนติโนเปิล เป็นเมืองหลวง (ปัจจุบันคือกรุงอิสตันบูลเมืองหลวงของประเทศตุรกี) ลักษณะศิลปะไบเซนไทน์ มีลักษณะคาบเกี่ยวกับศิลปะคริส-เตียนอยู่มาก และยัง มีสืบเนื่องกันต่อมาเป็นเวลาอีกยาวนาน โดยมีลักษณะศิลปะแบบตะวันออกมาผสมผสานอยู่ด้วยต่อไปเป็นตัวอย่างงานสถาปัตยกรรม ประติมากรรมและจิตรกรรมเพื่อให้นักเรียนเห็นลักษณะของผลงานเช่น ๑.๑ โบสถ์เซนต์โซเฟีย St.Sophia ค.ศ.๕๓๒-๕๓๗ เป็นสถาปัตยกรรมแห่งการผสมผสาน นับเป็นแหล่งรวมลักษณะความโดดเด่นของกรีกโรมันและลักษณะตะวันออกแบบอาหรับหรือเปอร์เซีย ไว้ในผลงานชิ้นเดียวกันได้อย่างกลมกลืน ๑.๒ ภาพขบวนแถวของนักบวช ประมาณปี ค.ศ.๕๖๐ เป็นภาพ โมเซอิค ( Mosaic ) คือใช้กระเบื้องเคลือบชิ้นเล็กๆ มาประกอบกัน ๑.๓ ภาพพระแม่แห่งวลาดิเมียร์ Vladimir ประมาณปี ค.ศ.๑๑๒๕ เป็นงานจิตรกรรมที่เขียนสีลงบนแผ่นไม้ไว้สำหรับเคารพบูชาในบ้าน เรียกว่า ไอคอน (Icon) ๒.ศิลปะโรมาเนสก์ Romanese (พ.ศ.๑๕๔๐ - ๑๗๔๐) สถาปัตยกรรมโรมาเนสก์เป็นการก่ออิฐฉาบปูนมีหลังคาทรงโค้งกากบาท และมีลักษณะสำคัญ คือ ๑. มีความหนักแน่น ทึบคล้ายป้อมโบราณ ๒. มีโครงสร้างวงโค้งอย่างโรมัน ๓. มีหอสูง ๒ หอ หรือมากกว่านั้น ๔. มีช่องเปิด ตาหน้าต่างหรือประตูทำเป็นโครงสร้างวงโค้งวางชิด ๆ กัน ๕. มีหัวคานยื่นออกนอกผนัง เป็นคิ้วตามนอนนอกอาคาร ๖. มีหน้าต่างแบบวงล้อ เป็นรูปวงกลมที่ถูกแบ่งออกเป็นซี่ สำหรับงานศิลปกรรมอื่น ๆ ส่วนมากมักเป็นงานแกะสลักงาช้างขนาดเล็ก ๆ หรือไม่ก็เป็นงานที่เขียนบนหนังสือแบบวิจิตร เรื่องราวของงานศิลปะจะนำมา จากพระคัมภีร์ฉบับเก่าและใหม่ ตำนานโบราณ ชีวประวัตินักบุญ รูปเปรียบเทียบความดีกับความชั่ว หรือลวดลายต่าง ๆ เป็นรูปดอกไม้ และรูปเราขาคณิต ๓.ศิลปะโกธิค ( Gothic ) คริสต์ศตวรรษที่ ๑๒-๑๕ ในประเทศฝรั่งเศสเป็นหลัก ลักษณะเด่นของสถาปัตยกรรมสมัยโกธิค คือ มีลักษณะสูงชลูด และส่วนที่สูงที่สุดของโบสถ์จะเป็นที่ตั้งของกางเขนอันศักดิ์สิทธิ์ เพื่อจะเป็นที่ติดต่อกับพระเจ้าบนสรวงสวรรค์ ได้แก่ ๓.๑ วิหารโนเตรอ-ดาม ( Notre-Dame ) กรุงปารีส ฝรั่งเศส ภาพกระจกสี (Stain glass ) นับเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรม ทางศาสนาคริสต์ ๓.๒ ภาพถนนไปสู่รูปเคารพ โดย ไซมอน มาตินี พ.ศ.๑๘๘๓ เป็นงานจิตรกรรมที่ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับคริสต์ศาสนา ในรูปแบบ ของภาพวาดแบบเหมือนจริง ๓.๓ รูปเซนต์แฟร์แมง St.Fermin พ.ศ.๑๗๖๘ ประติมากรรมตกแต่งวิหารอาเมียงส์ สะท้อนเรื่องราวทางศาสนา และลักษณะโครงสร้างสูงชะลูด ๔.ศิลปะสมัยฟื้นฟูศิลปะและวิทยาการ(Renaissance) ศิลปะสมัยฟื้นฟู เกิดขึ้นในตอนปลายของยุคกลางตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๕-๑๗ เมื่อชาวยุโรปได้กลับมาพิจารณาเหตุผลความถูกต้อง และเริ่มค้นพบตัวเองและโลกรอบๆ ตัว เกิดเป็นกระบวนการมนุษยนิยม ซึ่งเป็นการค้นคว้าหาความจริงเกี่ยวกับตัวมนุษย์เอง และสิ่งรอบตัวที่อยู่นอกเหนือสาระสำคัญทางศาสนา ซึ่งมีผลกระทบต่อการสร้างสรรค์งานศิลปะโดยตรง มีการพยายามปลูกฝังความจริงและความสนใจในโลกปัจจุบัน เกิดการตื่นตัวหรือการเกิดใหม่ของงานศิลปะในสมัยคลาสสิก (Classic) ตามแบบกรีก – โรมัน ศิลปินมีความกล้าที่จะแหวกวงล้อมของอิทธิพลศิลปะโกธิคไปสู่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ส่วนในทางวิทยาศาสตร์และการประดิษฐ์ มีการค้นพบระบบสุริยจักรวาลของโคเปอร์นิคัส การค้นพบกระบวนการพิมพ์หนังสือของ กูเตนเบอร์กและฟุสท์ อิตาลีถือว่าเป็นศุนย์กลางของความเจริญก้าวหน้าที่สำคัญโดยเฉพาะเรื่องของศิลปกรรม ศิลปะในสมัยฟื้นฟูศิลปะและวิทยาการ เป็นยุคสมัยที่มีคุณค่ายิ่งต่อวิวัฒนาการทางจิตรกรรมของโลก คือ ความมีอิสระในการสร้างสรรค์ศิลปะของมนุษย์ ความมีลักษณะเฉพาะตัวของศิลปิน กล้าที่จะคิดและแสดงออกตามแนวความคิดที่ตนเองชอบและต้องการแสวงหา ได้มีการคิดค้นการเขียนภาพลายเส้นทัศนียภาพ (Linear Perspective) ซึ่งนำไปสู่การเขียนภาพทิวทัศน์ที่งดงาม นอกจากนี้ศิลปินได้พยายามศึกษากายวิภาคด้วยการผ่าตัดศพ พร้อมฝึกวาดเส้นสรีระและร่างกายมนุษย์อย่างละเอียด แสดงกระดูกและกล้ามเนื้อที่ถูกต้อง ความเจริญก้าวหน้าในงานจิตรกรรมสีน้ำมันประสบความสำเร็จอย่างสูงในยุคนี้ด้วย ๔.๑โบสถ์เซนต์ปีเตอร์ St.Perter’s Cathedral กรุงโรม อิตาลี พ.ศ.๒๐๔๙–๒๐๘๙ โดนาโต บรามานเต (Donato Bramante) เป็นสถาปนิกผู้ริเริ่มออกแบบและคุมการก่อสร้างแต่บรามานเตถึงแก่กรรมก่อนงานจะเสร็จ จึงเป็นภาระหน้าที่ของสถาปนิกอีกหลายคน จนกระทั่ง พ.ศ.๒๐๘๗ มิเคลันเจโล บูโอแนร์โรติ ( Michelangelo Buonarrotii ) ได้รับการติดต่อจากสันตะปาปาจอห์นปอลที่ ๓ ให้เป็นสถาปนิกรับผิดชอบออกแบบก่อสร้างต่อไป โดยเฉพาะอาคารที่อยู่ตรงกลาง มิเคลันเจโลได้แรงบันดาลใจมาจากวิหารแพนธีออน(Pantheon)ของจักรวรรดิโรมัน ๔.๒ ภาพกำเนิดอาดัม Birth of Adum พ.ศ.๒๐๕๑- ๒๐๕๕ โดย มิเคลันเจโล บูโอแนร์โรติ (Michelangelo Buonarrotii) เป็นงานจิตรกรรมฝาผนัง (Mural Painting) ที่เขียนไว้ตกแต่ง เพดานโบสถ์ซิสทีนด้วยวิธีการวาดภาพปูนเปียก (Fresco) ๔.๓ ภาพโมนาลิซ่า Mona Lisa พ.ศ.๒๐๔๖-๒๐๔๘ โดย เลโอนาร์โด ดา วินซี (Leonardo daVinci) เป็นภาพเขียนสีน้ำมันบนผ้าใบ ขนาด ๓๐.๕ x ๒๑ นิ้ว แสดงให้เห็น ถึงความสามารถในการถ่ายทอดแบบเหมือนจริง (Realistic) การ พิถีพิถันเรื่องการจัดวางมือที่งดงาม แววตาและรอยยิ้มอย่างมีเลศนัย การนำธรรมชาติมาเป็นฉากหลังและสร้างมิติใกล้ไกลแบบ วิทยาศาสตร์ ตามที่ตามองเห็น (ทัศนียภาพหรือ Perspective) เลโอนาร์โด ดา วินซี เป็นผู้ริเริ่มการเขียนภาพแบบแสดงค่าตัดกัน ระหว่างความมืดกับความสว่างที่เรียกว่า คิอารอสคูโร (Chiaroscuro) ๔.๔ ภาพดาวิด David พ.ศ.๒๐๔๔-๒๐๔๗ โดย มิเคลันเจโล เป็นการแกะสลักหินอ่อน เน้นความสมบูรณ์ทางสรีระมนุษย์อย่าง ชัดเจนตามแบบกรีก-โรมัน การจัดท่วงท่าที่งดงามด้วยการใช้ขาข้าง หนึ่งรับน้ำหนัก อีกข้างหนึ่งงอพัก แขนข้างหนึ่งห้อยขนาน อีกข้าง หนึ่งยกขึ้นในอิริยาบถที่ไม่ซ้ำกับแขนอีกข้าง ให้ความรู้สึกที่สง่างาม เด็ดเดี่ยวกล้าหาญ ประติมากรรมชิ้นนี้มีความสูง ๑๓ ฟุต ๕ นิ้ว ภาพปิเอต้า (Pieta) เป็นผลงานของมิเคลันเจโลที่งดงามอีกชิ้นหนึ่ง ๕. ศิลปะแบบบาโรก (Baroque) พ.ศ.๒๑๒๓-๒๒๙๓ คริสต์ศตวรรษที่ ๑๗-๑๘ เป็นยุคที่มีการสร้างสรรค์งานศิลปะเพื่อการแสดงออกที่เรียกร้องความสนใจมากเกินไป มุ่งหวังความสะดุดตาราวกับจะกวักมือเรียกผู้คนให้มาสนใจศาสนา มีการประดับตกแต่งที่ฟุ้งเฟ้อเกินความพอดี อาจกล่าวได้ว่าศิลปะบาโรกมีลักษณะงานที่เกิดจากความอิ่มตัวของศิลปะในสมัยเรอเนซองส์ ประกอบกับเป็นช่วงเวลาที่นักปราชญ์ทางคณิตศาสตร์เฟื่องฟู มีผลต่อการสร้างสรรค์งานศิลปะในสมัยนี้โดยเฉพาะงานสถาปัตยกรรมซึ่งนิยมออกแบบให้มีลวดลายเรขาคณิตจำพวกเส้นโค้ง และการจัดลวดลายที่วางระยะห่างเหมาะสมกับพื้นที่ว่าง การตกแต่งภายในอาคารเน้นความหรูหรา สง่า น่าเกรงขาม แสดงถึงความมั่งคั่ง หรูหรา โดยเฉพาะกรุงปารีส เป็นศูนย์กลางแห่งศิลปะและวัฒนธรรมในสมัยนั้น ๕.๑ พระราชวังแวร์ซายล์ส Versailles พ.ศ.๒๒๐๔-๒๒๓๔ สร้างขึ้นด้วยหินอ่อน ในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ของประเทศฝรั่งเศส เพื่อประกาศให้นานาประเทศได้เห็นถึงอำนาจและบารมีของพระองค์ ๕.๒ ความปลาบปลื้มยินดีของเซนต์เทเรซา St.Theresa พ.ศ. ๒๑๘๘-๒๑๙๕ โดย โจวันนี ลอร์เรนโซ เบอร์นินี่ (Giovanni Lorenzo Bernini) ประติมากรชาวอิตาเลียน เป็นงานประติมากรรมที่แสดงอาการความรู้สึกเคลื่อนไหวมีชีวิต ประหนึ่งว่ามีลมหายใจ ผลงานชิ้นนี้บ่งบอกถึงการทำงานอย่างมีการวางแผน เพื่อให้ผลงานและพื้นที่ทั้งหมดอยู่ร่วมกันได้อย่างงดงามและกลมกลืน ๕.๓ ภาพยามกลางคืน In the night พ.ศ.๒๒๐๗ โดย เรมบรานดท์ ฟาน ริจ์น (Rembrandt Van Rijn) เป็นงานจิตรกรรมที่มีการใช้แสงเงากำหนดพื้นที่สว่างบนเงาเข้มได้อย่างยอดเยี่ยม ๖. ศิลปะแบบโรโคโค (Rococo) พ.ศ.๒๒๖๑-๒๓๒๒ คริสต์ศตวรรษที่ ๑๘ หลังจากพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ สวรรคตแล้ว ฝรั่งเศสยังคงเป็นศูนย์กลางทางศิลปะและวัฒนธรรม แต่ศิลปะได้เริ่มเปลี่ยนจากบาโรกเป็นโรโคโคศิลปะโรโคโคนั้นได้ลดทอนบางอย่างลงไป เช่น ลวดลายที่หนาแน่นในแบบบาโรกได้ถูกลดลงเพื่อทำให้ดูบอบบางและปรับปรุงลวดลายให้เกิดความอ่อนหวาน นำเส้นตรงมาใช้มากขึ้น ๖.๑ ภาพกำเนิดวีนัส Birth of Venus พ.ศ.๒๒๙๐ โดย ฟรองซัวส์ บูแชร์ (Francoise Boucher) เป็นศิลปินผู้มีฐานะและบทบาทสำคัญโดยเป็นผู้นำที่รับผิดชอบทางด้านจิตรกรรมของราชสำนัก ผลงานจิตรกรรมของเขาแสดงถึงสีสันที่สวยงาม สอดคล้องกลมกลืนกับเรื่องราวที่ให้ความรื่นเริง ชวนฝัน อิ่มสุข ดังปรากฏให้เห็นในพระราชวัง แวร์ซายลส์ ๖.๒ พระราชวังเปอติต ตริอานอง Petit Trianon ที่เมืองแวร์ซายล์ส เป็นสถาปัตยกรรมที่มีความหรูหราและสง่างามด้วยการตกแต่งทั้งภายนอกและภายในอย่างพิถีพิถัน โครงสร้างภายนอกมีหลายรูปแบบ เช่น หลังคาโค้ง ผนังสี่เหลี่ยม แปดเหลี่ยม และมีการตกแต่งภายในด้วยกระจก ๖.๓ แบจิอัส โดย ฟอลโคเนท์ Etienne Maurica Falconet พ.ศ.๒๓๐๓ เป็นประติมากรรมหินอ่อน มีความสูงเพียง ๓๘ ซม. บ่งบอกถึง การเป็นส่วนหนึ่งของกรีก-โรมัน และมีลักษณะเป็นแบบวิชาการชั้นสูง(Classic Academy Charactor) นิยมแสดงออกในรูปแบบเหมือนจริง สะท้อนให้เห็น ความกลมกลืนกับคตินิยมของศิลปะโรโคโค โดยเฉพาะด้านเรื่องราวและการจัด ท่าทางที่มุ่งหวังทำให้เกอดความรู้สึกชื่นชมในสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้มนุษย์ ศิลปะสมัยใหม่ ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙-๒๐ เมื่อสภาพสังคมชนชั้นกลางในสังคมตะวันตกค่อยๆ ก้าวเข้ามามีบทบาทเป็นผู้นำในสังคมใหม่ ทั้งในยุโรปและอเมริกา มีการสร้างระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ นั่นคือ ระบบทุนนิยมอุตสาหกรรม (Industrial Capitalism) นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งระบบสังคมนิยม (Socialism) เพื่อเป็นการพิทักษ์ผลประโยชน์ของผู้ใช้แรงงานขึ้นมาต่อสู้กับระบบทุนนิยม ด้วยการประนีประนอมกันโดยอาศัยกติกาทางการเมือง นอกจากนี้แนวคิดแบบเสรีนิยม(Liberalism) ซึ่งเกิดขึ้นในยุคแห่งความรู้แจ้งในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๘ โดยอิงอยู่บนหลักการที่ว่า ปัจเจกบุคคลแต่ละคนมีความสามารถใช้เหตุผล จินตนาการ และจิตใจเชิงวิพากษ์วิจารณ์เพื่อประโยชน์ของตนเองและส่วนรวมได้ รวมถึงการเปิดโอกาสให้บุคคลได้แสดงความคิดเห็น ความสามารถและคุณค่าของตนเองอย่างเสรี ประกอบกับมีการปฏิวัติวิทยาศาสตร์เพื่อนำไปประยุกต์ใช้เป็นเทคโนโลยีทางอุตสาหกรรมและเพื่อความสะดวกในการดำเนินชีวิต ทำให้เกิดแนวความเชื่อที่ว่า วิทยาศาสตร์จะช่วยให้มนุษยชาติเจริญก้าวหน้าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จนกระทั่งเมื่อเกิดสงครามโลกขึ้นสองครั้ง อีกทั้งความเสียหายของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเกิดจากการนำวิทยาศาสตร์ไปใช้อย่างเกินขอบเขต ทำให้ชาวตะวันตกรู้จักใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างมีวิจารณญาณมากขึ้น จากสภาพสังคมและอิทธิพลแนวคิดดังกล่าวส่งผลต่อแนวทางการสร้างสรรค์งานศิลปะ ดังนี้ ศิลปะคลาสสิกใหม่ (Neo-Classicism) เป็นลัทธิทางศิลปะที่มีรากฐานอยู่บนเหตุผลและมีแบบแผนเช่นเดียวกับศิลปะกรีกและโรมัน ความงามของศิลปะจึงปรากฏออกมาในรูปของสัดส่วนที่ถูกต้องตามหลักกายวิภาค เน้นความประณีต ละเอียดอ่อน นุ่มนวล และเหมือนจริงด้วยสัดส่วนและแสงเงา เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของศิลปะสมัยกลางและสมัยใหม่ เป็นประตูของประวัติศาสตร์บานสำคัญที่ทำหน้าที่แง้มไปสู่โลกแห่งเสรีภาพอันมีผลต่อการสร้างสรรค์ศิลปะอย่างกว้างขวางในเวลาต่อมา จะเห็นได้จากผลงานดังต่อไปนี้ - ภาพคำสาบานของพวกฮอราติไอ The Oath of Horatii พ.ศ.๒๓๒๗ โดย ยาค หลุยส์ เดวิด (Jacques Louis David) เป็นเรื่องราวความรักชาติของนักรบโรมัน ๓ คนที่รับดาบจากบิดาเพื่อ สู้รบกับศัตรูโดยยึดถือผลประโยชน์ของรัฐเป็นหลัก ส่วนครอบครัว คนรักและ ความผูกพันระหว่างพี่น้องเป็นผลประโยชน์ด้านรอง แสดงให้เห็นความสมจริงทั้งสัดส่วน มิติ น้ำหนักและแสงเงาตามแบบ เดิม มีการนำลักษณะโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมสมัยกรีกและโรมันมาสร้าง เป็นพื้นหลังซึ่งจะแฝงไว้ด้วยความรักชาติ ความเสียสละ สำนึกผิดชอบต่อประชาชน ๑. ลัทธิจินตนิยม(Romanticism) ประมาณ พ.ศ.๒๓๔๓-๒๔๔๓ เป็นศิลปะที่ให้ความสำคัญและยอมรับในความจริงของจิต สุนทรียภาพ ของศิลปะจึงอยู่ที่การตัดกันของน้ำหนัก แสงและเงา ตลอดจนสีและการจัดภาพเพื่อให้เกิดความจริง มุ่งสร้างสรรค์งานที่ตื่นเต้น เร้าใจ ก่อให้เกิดอารมณ์สะเทือนใจแก่ผู้ชม ได้แก่ ๑.๑ ภาพ ๓ พฤษภาคม ๑๘๐๘ The Third of may 1808 โดย ฟรานซิสโก โกยา (Francisco Goya) พ.ศ.๒๓๕๗ เป็นภาพแสดงเหตุการณ์ปฏิวัติในฝรั่งเศส ๑.๒ ภาพการอับปางของแพเมดูซา The Raft of The Medusa โดย ธีโอดอร์ เจอริโคลต์ (Theodore Gericault) พ.ศ.๒๓๖๒ เดอลาครัวซ์เป็นศิลปินชาวฝรั่งเศสที่พัฒนาตนเองมาจากการศึกษาศิลปะ ในอดีตจนกลายเป็นผู้นำลัทธิจินตนิยมเรื่องราวที่เขียนเกิดจากการไ