ประวัติศาสตร์ศิลปะสากล

posted on 24 May 2010 22:44 by cheeranan  in History
ศิลปะสมัยกลาง ศาสนาคริสต์มีบทบาทสำคัญยิ่งในการสร้างงานศิลปะสมัยกลาง กล่าวคือ เมื่อจักรวรรดิโรมันสิ้นสุดลงในช่วงศตวรรษที่ ๕ – ๑๑ ยุโรปก็เข้าสู่ยุคมืด วิถีชีวิตของผู้คนในสมัยนั้นไม่มีความสงบสุขและความมั่งคั่ง เกิดสงครามระหว่างแคว้นต่างๆ รวมถึงการเกิดโรคระบาดและทุพภิกขภัยอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้คนยึดมั่นและศรัทธาในคริสต์ศาสนา ๑. ศิลปะคริสเตียนยุคแรก (พ.ศ.๖๔๐-๑๐๔๐)และศิลปะไบเซนไทน์ Bizentine (พ.ศ.๑๐๔๐-๑๙๙๖) ศิลปะคริสเตียนในยุคแรกรับอิทธิพลมาจากศิลปะโรมัน อาคารในสมัยแรก จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับผู้ถูกฆ่าเรื่องศาสนา วิหารพิธีเจิมน้ำมนต์ ผนังภายนอก อาคารจะถูกปล่อยไว้เรียบ ๆ ทื่อ ๆ ผนังภายในอาคารจะประดับด้วยเศษหินสี แวววาว ส่วนต่างๆของอาคาร เช่น เสารายแบบโรมัน เสาก่ออิฐ หลังคาทรงโค้ง แผนผังอาคารมี ๒ แบบ คือ แบบชนิดตามยาว และแบบชนิดศูนย์กลาง ซึ่งมีรากฐานมาจากสถาปัตยกรรมโรมัน อาคารที่มีแนวยาวเหมาะสำหรับขบวนพิธีการ ที่สง่างาม อาคารชนิดมีศูนย์กลาง สำหรับเป็นสถูปสถานของนักบุญคนสำคัญ แต่ต่อมานิยมสร้างโบสถ์แบบมีศูนย์กลางกันมาก อาคารแบบมีศูนย์กลางอาจมี หลายรูปทรง เช่น ทำเป็นรูปทรงไม้กางเขนกรีก อยู่ภายในรูปจัตุรัส หรือไม่ก็รูป วงกลม โบสถ์ที่มีผังชนิดมีศูนย์กลางมักทำหลังคาทรงโค้ง หรือทรงกลมด้วย อิฐหรือหิน อาคารทรงเรือนโถงขนาดใหญ่มักทำเครื่องบนหลังคาด้วยไม้ท่อน จิตรกรรมมีทำบนฝาผนังและแผงไม้ ตลอดจนทำเป็นภาพประกอบเรื่องในหนังสือ เขียนด้วยสีฝุ่น สีขี้ผึ้งร้อน และสีปูนเปียกอย่างแห้ง แสดงรูปคนกำลัง สวดมนต์ และภาพปาฏิหารย์ตอนสำคัญของพระผู้เป็นเจ้าที่นำมาจากพระคัมภีร์ เก่าและใหม่ หนังสือในสมัยแรก ๆ ทำมาจากหนังสัตว์และเป็นหนังสือม้วน ภาพประกอบเรื่องในหนังสือแสดงให้เห็นความเป็นธรรมชาติ โดยแก้ไขให้ เป็นเชิงสัญลักษณ์มากกว่าจะเป็นธรรมชาติแท้ๆ ลักษณะของภาพเป็นรูปแบน และเป็นการใช้สีอย่างประหลาด ๆ งานประติมากรรมในยุคคริสเตียนถูกลดความสำคัญ อันเนื่องมากจากบท บัญญัติในพระคัมภีร์ เกี่ยวกับรูปเคารพบูชา ประติมากรรมมักจำกัดอยู่กับงาน ขนาดเล็ก ๆ ได้แก่ งานแกะสลักรูปคนบนโลงศพ ถ้วยและจานโลหะ งานแกะสลักงาช้าง โกศบรรจุธาตุศักดิ์สิทธิ์ คำว่า “ไบเซนไทน์” เรียกตามชื่อ จักรวรรดิไบเซนไทน์ ที่มีกรุงคอน สแตนติโนเปิล เป็นเมืองหลวง (ปัจจุบันคือกรุงอิสตันบูลเมืองหลวงของประเทศตุรกี) ลักษณะศิลปะไบเซนไทน์ มีลักษณะคาบเกี่ยวกับศิลปะคริส-เตียนอยู่มาก และยัง มีสืบเนื่องกันต่อมาเป็นเวลาอีกยาวนาน โดยมีลักษณะศิลปะแบบตะวันออกมาผสมผสานอยู่ด้วยต่อไปเป็นตัวอย่างงานสถาปัตยกรรม ประติมากรรมและจิตรกรรมเพื่อให้นักเรียนเห็นลักษณะของผลงานเช่น ๑.๑ โบสถ์เซนต์โซเฟีย St.Sophia ค.ศ.๕๓๒-๕๓๗ เป็นสถาปัตยกรรมแห่งการผสมผสาน นับเป็นแหล่งรวมลักษณะความโดดเด่นของกรีกโรมันและลักษณะตะวันออกแบบอาหรับหรือเปอร์เซีย ไว้ในผลงานชิ้นเดียวกันได้อย่างกลมกลืน ๑.๒ ภาพขบวนแถวของนักบวช ประมาณปี ค.ศ.๕๖๐ เป็นภาพ โมเซอิค ( Mosaic ) คือใช้กระเบื้องเคลือบชิ้นเล็กๆ มาประกอบกัน ๑.๓ ภาพพระแม่แห่งวลาดิเมียร์ Vladimir ประมาณปี ค.ศ.๑๑๒๕ เป็นงานจิตรกรรมที่เขียนสีลงบนแผ่นไม้ไว้สำหรับเคารพบูชาในบ้าน เรียกว่า ไอคอน (Icon) ๒.ศิลปะโรมาเนสก์ Romanese (พ.ศ.๑๕๔๐ - ๑๗๔๐) สถาปัตยกรรมโรมาเนสก์เป็นการก่ออิฐฉาบปูนมีหลังคาทรงโค้งกากบาท และมีลักษณะสำคัญ คือ ๑. มีความหนักแน่น ทึบคล้ายป้อมโบราณ ๒. มีโครงสร้างวงโค้งอย่างโรมัน ๓. มีหอสูง ๒ หอ หรือมากกว่านั้น ๔. มีช่องเปิด ตาหน้าต่างหรือประตูทำเป็นโครงสร้างวงโค้งวางชิด ๆ กัน ๕. มีหัวคานยื่นออกนอกผนัง เป็นคิ้วตามนอนนอกอาคาร ๖. มีหน้าต่างแบบวงล้อ เป็นรูปวงกลมที่ถูกแบ่งออกเป็นซี่ สำหรับงานศิลปกรรมอื่น ๆ ส่วนมากมักเป็นงานแกะสลักงาช้างขนาดเล็ก ๆ หรือไม่ก็เป็นงานที่เขียนบนหนังสือแบบวิจิตร เรื่องราวของงานศิลปะจะนำมา จากพระคัมภีร์ฉบับเก่าและใหม่ ตำนานโบราณ ชีวประวัตินักบุญ รูปเปรียบเทียบความดีกับความชั่ว หรือลวดลายต่าง ๆ เป็นรูปดอกไม้ และรูปเราขาคณิต ๓.ศิลปะโกธิค ( Gothic ) คริสต์ศตวรรษที่ ๑๒-๑๕ ในประเทศฝรั่งเศสเป็นหลัก ลักษณะเด่นของสถาปัตยกรรมสมัยโกธิค คือ มีลักษณะสูงชลูด และส่วนที่สูงที่สุดของโบสถ์จะเป็นที่ตั้งของกางเขนอันศักดิ์สิทธิ์ เพื่อจะเป็นที่ติดต่อกับพระเจ้าบนสรวงสวรรค์ ได้แก่ ๓.๑ วิหารโนเตรอ-ดาม ( Notre-Dame ) กรุงปารีส ฝรั่งเศส ภาพกระจกสี (Stain glass ) นับเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรม ทางศาสนาคริสต์ ๓.๒ ภาพถนนไปสู่รูปเคารพ โดย ไซมอน มาตินี พ.ศ.๑๘๘๓ เป็นงานจิตรกรรมที่ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับคริสต์ศาสนา ในรูปแบบ ของภาพวาดแบบเหมือนจริง ๓.๓ รูปเซนต์แฟร์แมง St.Fermin พ.ศ.๑๗๖๘ ประติมากรรมตกแต่งวิหารอาเมียงส์ สะท้อนเรื่องราวทางศาสนา และลักษณะโครงสร้างสูงชะลูด ๔.ศิลปะสมัยฟื้นฟูศิลปะและวิทยาการ(Renaissance) ศิลปะสมัยฟื้นฟู เกิดขึ้นในตอนปลายของยุคกลางตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๕-๑๗ เมื่อชาวยุโรปได้กลับมาพิจารณาเหตุผลความถูกต้อง และเริ่มค้นพบตัวเองและโลกรอบๆ ตัว เกิดเป็นกระบวนการมนุษยนิยม ซึ่งเป็นการค้นคว้าหาความจริงเกี่ยวกับตัวมนุษย์เอง และสิ่งรอบตัวที่อยู่นอกเหนือสาระสำคัญทางศาสนา ซึ่งมีผลกระทบต่อการสร้างสรรค์งานศิลปะโดยตรง มีการพยายามปลูกฝังความจริงและความสนใจในโลกปัจจุบัน เกิดการตื่นตัวหรือการเกิดใหม่ของงานศิลปะในสมัยคลาสสิก (Classic) ตามแบบกรีก – โรมัน ศิลปินมีความกล้าที่จะแหวกวงล้อมของอิทธิพลศิลปะโกธิคไปสู่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ส่วนในทางวิทยาศาสตร์และการประดิษฐ์ มีการค้นพบระบบสุริยจักรวาลของโคเปอร์นิคัส การค้นพบกระบวนการพิมพ์หนังสือของ กูเตนเบอร์กและฟุสท์ อิตาลีถือว่าเป็นศุนย์กลางของความเจริญก้าวหน้าที่สำคัญโดยเฉพาะเรื่องของศิลปกรรม ศิลปะในสมัยฟื้นฟูศิลปะและวิทยาการ เป็นยุคสมัยที่มีคุณค่ายิ่งต่อวิวัฒนาการทางจิตรกรรมของโลก คือ ความมีอิสระในการสร้างสรรค์ศิลปะของมนุษย์ ความมีลักษณะเฉพาะตัวของศิลปิน กล้าที่จะคิดและแสดงออกตามแนวความคิดที่ตนเองชอบและต้องการแสวงหา ได้มีการคิดค้นการเขียนภาพลายเส้นทัศนียภาพ (Linear Perspective) ซึ่งนำไปสู่การเขียนภาพทิวทัศน์ที่งดงาม นอกจากนี้ศิลปินได้พยายามศึกษากายวิภาคด้วยการผ่าตัดศพ พร้อมฝึกวาดเส้นสรีระและร่างกายมนุษย์อย่างละเอียด แสดงกระดูกและกล้ามเนื้อที่ถูกต้อง ความเจริญก้าวหน้าในงานจิตรกรรมสีน้ำมันประสบความสำเร็จอย่างสูงในยุคนี้ด้วย ๔.๑โบสถ์เซนต์ปีเตอร์ St.Perter’s Cathedral กรุงโรม อิตาลี พ.ศ.๒๐๔๙–๒๐๘๙ โดนาโต บรามานเต (Donato Bramante) เป็นสถาปนิกผู้ริเริ่มออกแบบและคุมการก่อสร้างแต่บรามานเตถึงแก่กรรมก่อนงานจะเสร็จ จึงเป็นภาระหน้าที่ของสถาปนิกอีกหลายคน จนกระทั่ง พ.ศ.๒๐๘๗ มิเคลันเจโล บูโอแนร์โรติ ( Michelangelo Buonarrotii ) ได้รับการติดต่อจากสันตะปาปาจอห์นปอลที่ ๓ ให้เป็นสถาปนิกรับผิดชอบออกแบบก่อสร้างต่อไป โดยเฉพาะอาคารที่อยู่ตรงกลาง มิเคลันเจโลได้แรงบันดาลใจมาจากวิหารแพนธีออน(Pantheon)ของจักรวรรดิโรมัน ๔.๒ ภาพกำเนิดอาดัม Birth of Adum พ.ศ.๒๐๕๑- ๒๐๕๕ โดย มิเคลันเจโล บูโอแนร์โรติ (Michelangelo Buonarrotii) เป็นงานจิตรกรรมฝาผนัง (Mural Painting) ที่เขียนไว้ตกแต่ง เพดานโบสถ์ซิสทีนด้วยวิธีการวาดภาพปูนเปียก (Fresco) ๔.๓ ภาพโมนาลิซ่า Mona Lisa พ.ศ.๒๐๔๖-๒๐๔๘ โดย เลโอนาร์โด ดา วินซี (Leonardo daVinci) เป็นภาพเขียนสีน้ำมันบนผ้าใบ ขนาด ๓๐.๕ x ๒๑ นิ้ว แสดงให้เห็น ถึงความสามารถในการถ่ายทอดแบบเหมือนจริง (Realistic) การ พิถีพิถันเรื่องการจัดวางมือที่งดงาม แววตาและรอยยิ้มอย่างมีเลศนัย การนำธรรมชาติมาเป็นฉากหลังและสร้างมิติใกล้ไกลแบบ วิทยาศาสตร์ ตามที่ตามองเห็น (ทัศนียภาพหรือ Perspective) เลโอนาร์โด ดา วินซี เป็นผู้ริเริ่มการเขียนภาพแบบแสดงค่าตัดกัน ระหว่างความมืดกับความสว่างที่เรียกว่า คิอารอสคูโร (Chiaroscuro) ๔.๔ ภาพดาวิด David พ.ศ.๒๐๔๔-๒๐๔๗ โดย มิเคลันเจโล เป็นการแกะสลักหินอ่อน เน้นความสมบูรณ์ทางสรีระมนุษย์อย่าง ชัดเจนตามแบบกรีก-โรมัน การจัดท่วงท่าที่งดงามด้วยการใช้ขาข้าง หนึ่งรับน้ำหนัก อีกข้างหนึ่งงอพัก แขนข้างหนึ่งห้อยขนาน อีกข้าง หนึ่งยกขึ้นในอิริยาบถที่ไม่ซ้ำกับแขนอีกข้าง ให้ความรู้สึกที่สง่างาม เด็ดเดี่ยวกล้าหาญ ประติมากรรมชิ้นนี้มีความสูง ๑๓ ฟุต ๕ นิ้ว ภาพปิเอต้า (Pieta) เป็นผลงานของมิเคลันเจโลที่งดงามอีกชิ้นหนึ่ง ๕. ศิลปะแบบบาโรก (Baroque) พ.ศ.๒๑๒๓-๒๒๙๓ คริสต์ศตวรรษที่ ๑๗-๑๘ เป็นยุคที่มีการสร้างสรรค์งานศิลปะเพื่อการแสดงออกที่เรียกร้องความสนใจมากเกินไป มุ่งหวังความสะดุดตาราวกับจะกวักมือเรียกผู้คนให้มาสนใจศาสนา มีการประดับตกแต่งที่ฟุ้งเฟ้อเกินความพอดี อาจกล่าวได้ว่าศิลปะบาโรกมีลักษณะงานที่เกิดจากความอิ่มตัวของศิลปะในสมัยเรอเนซองส์ ประกอบกับเป็นช่วงเวลาที่นักปราชญ์ทางคณิตศาสตร์เฟื่องฟู มีผลต่อการสร้างสรรค์งานศิลปะในสมัยนี้โดยเฉพาะงานสถาปัตยกรรมซึ่งนิยมออกแบบให้มีลวดลายเรขาคณิตจำพวกเส้นโค้ง และการจัดลวดลายที่วางระยะห่างเหมาะสมกับพื้นที่ว่าง การตกแต่งภายในอาคารเน้นความหรูหรา สง่า น่าเกรงขาม แสดงถึงความมั่งคั่ง หรูหรา โดยเฉพาะกรุงปารีส เป็นศูนย์กลางแห่งศิลปะและวัฒนธรรมในสมัยนั้น ๕.๑ พระราชวังแวร์ซายล์ส Versailles พ.ศ.๒๒๐๔-๒๒๓๔ สร้างขึ้นด้วยหินอ่อน ในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ของประเทศฝรั่งเศส เพื่อประกาศให้นานาประเทศได้เห็นถึงอำนาจและบารมีของพระองค์ ๕.๒ ความปลาบปลื้มยินดีของเซนต์เทเรซา St.Theresa พ.ศ. ๒๑๘๘-๒๑๙๕ โดย โจวันนี ลอร์เรนโซ เบอร์นินี่ (Giovanni Lorenzo Bernini) ประติมากรชาวอิตาเลียน เป็นงานประติมากรรมที่แสดงอาการความรู้สึกเคลื่อนไหวมีชีวิต ประหนึ่งว่ามีลมหายใจ ผลงานชิ้นนี้บ่งบอกถึงการทำงานอย่างมีการวางแผน เพื่อให้ผลงานและพื้นที่ทั้งหมดอยู่ร่วมกันได้อย่างงดงามและกลมกลืน ๕.๓ ภาพยามกลางคืน In the night พ.ศ.๒๒๐๗ โดย เรมบรานดท์ ฟาน ริจ์น (Rembrandt Van Rijn) เป็นงานจิตรกรรมที่มีการใช้แสงเงากำหนดพื้นที่สว่างบนเงาเข้มได้อย่างยอดเยี่ยม ๖. ศิลปะแบบโรโคโค (Rococo) พ.ศ.๒๒๖๑-๒๓๒๒ คริสต์ศตวรรษที่ ๑๘ หลังจากพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ สวรรคตแล้ว ฝรั่งเศสยังคงเป็นศูนย์กลางทางศิลปะและวัฒนธรรม แต่ศิลปะได้เริ่มเปลี่ยนจากบาโรกเป็นโรโคโคศิลปะโรโคโคนั้นได้ลดทอนบางอย่างลงไป เช่น ลวดลายที่หนาแน่นในแบบบาโรกได้ถูกลดลงเพื่อทำให้ดูบอบบางและปรับปรุงลวดลายให้เกิดความอ่อนหวาน นำเส้นตรงมาใช้มากขึ้น ๖.๑ ภาพกำเนิดวีนัส Birth of Venus พ.ศ.๒๒๙๐ โดย ฟรองซัวส์ บูแชร์ (Francoise Boucher) เป็นศิลปินผู้มีฐานะและบทบาทสำคัญโดยเป็นผู้นำที่รับผิดชอบทางด้านจิตรกรรมของราชสำนัก ผลงานจิตรกรรมของเขาแสดงถึงสีสันที่สวยงาม สอดคล้องกลมกลืนกับเรื่องราวที่ให้ความรื่นเริง ชวนฝัน อิ่มสุข ดังปรากฏให้เห็นในพระราชวัง แวร์ซายลส์ ๖.๒ พระราชวังเปอติต ตริอานอง Petit Trianon ที่เมืองแวร์ซายล์ส เป็นสถาปัตยกรรมที่มีความหรูหราและสง่างามด้วยการตกแต่งทั้งภายนอกและภายในอย่างพิถีพิถัน โครงสร้างภายนอกมีหลายรูปแบบ เช่น หลังคาโค้ง ผนังสี่เหลี่ยม แปดเหลี่ยม และมีการตกแต่งภายในด้วยกระจก ๖.๓ แบจิอัส โดย ฟอลโคเนท์ Etienne Maurica Falconet พ.ศ.๒๓๐๓ เป็นประติมากรรมหินอ่อน มีความสูงเพียง ๓๘ ซม. บ่งบอกถึง การเป็นส่วนหนึ่งของกรีก-โรมัน และมีลักษณะเป็นแบบวิชาการชั้นสูง(Classic Academy Charactor) นิยมแสดงออกในรูปแบบเหมือนจริง สะท้อนให้เห็น ความกลมกลืนกับคตินิยมของศิลปะโรโคโค โดยเฉพาะด้านเรื่องราวและการจัด ท่าทางที่มุ่งหวังทำให้เกอดความรู้สึกชื่นชมในสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้มนุษย์ ศิลปะสมัยใหม่ ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙-๒๐ เมื่อสภาพสังคมชนชั้นกลางในสังคมตะวันตกค่อยๆ ก้าวเข้ามามีบทบาทเป็นผู้นำในสังคมใหม่ ทั้งในยุโรปและอเมริกา มีการสร้างระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ นั่นคือ ระบบทุนนิยมอุตสาหกรรม (Industrial Capitalism) นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งระบบสังคมนิยม (Socialism) เพื่อเป็นการพิทักษ์ผลประโยชน์ของผู้ใช้แรงงานขึ้นมาต่อสู้กับระบบทุนนิยม ด้วยการประนีประนอมกันโดยอาศัยกติกาทางการเมือง นอกจากนี้แนวคิดแบบเสรีนิยม(Liberalism) ซึ่งเกิดขึ้นในยุคแห่งความรู้แจ้งในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๘ โดยอิงอยู่บนหลักการที่ว่า ปัจเจกบุคคลแต่ละคนมีความสามารถใช้เหตุผล จินตนาการ และจิตใจเชิงวิพากษ์วิจารณ์เพื่อประโยชน์ของตนเองและส่วนรวมได้ รวมถึงการเปิดโอกาสให้บุคคลได้แสดงความคิดเห็น ความสามารถและคุณค่าของตนเองอย่างเสรี ประกอบกับมีการปฏิวัติวิทยาศาสตร์เพื่อนำไปประยุกต์ใช้เป็นเทคโนโลยีทางอุตสาหกรรมและเพื่อความสะดวกในการดำเนินชีวิต ทำให้เกิดแนวความเชื่อที่ว่า วิทยาศาสตร์จะช่วยให้มนุษยชาติเจริญก้าวหน้าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จนกระทั่งเมื่อเกิดสงครามโลกขึ้นสองครั้ง อีกทั้งความเสียหายของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเกิดจากการนำวิทยาศาสตร์ไปใช้อย่างเกินขอบเขต ทำให้ชาวตะวันตกรู้จักใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างมีวิจารณญาณมากขึ้น จากสภาพสังคมและอิทธิพลแนวคิดดังกล่าวส่งผลต่อแนวทางการสร้างสรรค์งานศิลปะ ดังนี้ ศิลปะคลาสสิกใหม่ (Neo-Classicism) เป็นลัทธิทางศิลปะที่มีรากฐานอยู่บนเหตุผลและมีแบบแผนเช่นเดียวกับศิลปะกรีกและโรมัน ความงามของศิลปะจึงปรากฏออกมาในรูปของสัดส่วนที่ถูกต้องตามหลักกายวิภาค เน้นความประณีต ละเอียดอ่อน นุ่มนวล และเหมือนจริงด้วยสัดส่วนและแสงเงา เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของศิลปะสมัยกลางและสมัยใหม่ เป็นประตูของประวัติศาสตร์บานสำคัญที่ทำหน้าที่แง้มไปสู่โลกแห่งเสรีภาพอันมีผลต่อการสร้างสรรค์ศิลปะอย่างกว้างขวางในเวลาต่อมา จะเห็นได้จากผลงานดังต่อไปนี้ - ภาพคำสาบานของพวกฮอราติไอ The Oath of Horatii พ.ศ.๒๓๒๗ โดย ยาค หลุยส์ เดวิด (Jacques Louis David) เป็นเรื่องราวความรักชาติของนักรบโรมัน ๓ คนที่รับดาบจากบิดาเพื่อ สู้รบกับศัตรูโดยยึดถือผลประโยชน์ของรัฐเป็นหลัก ส่วนครอบครัว คนรักและ ความผูกพันระหว่างพี่น้องเป็นผลประโยชน์ด้านรอง แสดงให้เห็นความสมจริงทั้งสัดส่วน มิติ น้ำหนักและแสงเงาตามแบบ เดิม มีการนำลักษณะโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมสมัยกรีกและโรมันมาสร้าง เป็นพื้นหลังซึ่งจะแฝงไว้ด้วยความรักชาติ ความเสียสละ สำนึกผิดชอบต่อประชาชน ๑. ลัทธิจินตนิยม(Romanticism) ประมาณ พ.ศ.๒๓๔๓-๒๔๔๓ เป็นศิลปะที่ให้ความสำคัญและยอมรับในความจริงของจิต สุนทรียภาพ ของศิลปะจึงอยู่ที่การตัดกันของน้ำหนัก แสงและเงา ตลอดจนสีและการจัดภาพเพื่อให้เกิดความจริง มุ่งสร้างสรรค์งานที่ตื่นเต้น เร้าใจ ก่อให้เกิดอารมณ์สะเทือนใจแก่ผู้ชม ได้แก่ ๑.๑ ภาพ ๓ พฤษภาคม ๑๘๐๘ The Third of may 1808 โดย ฟรานซิสโก โกยา (Francisco Goya) พ.ศ.๒๓๕๗ เป็นภาพแสดงเหตุการณ์ปฏิวัติในฝรั่งเศส ๑.๒ ภาพการอับปางของแพเมดูซา The Raft of The Medusa โดย ธีโอดอร์ เจอริโคลต์ (Theodore Gericault) พ.ศ.๒๓๖๒ เดอลาครัวซ์เป็นศิลปินชาวฝรั่งเศสที่พัฒนาตนเองมาจากการศึกษาศิลปะ ในอดีตจนกลายเป็นผู้นำลัทธิจินตนิยมเรื่องราวที่เขียนเกิดจากการได้รับทราบเหตุการณ์ การประสบอุบัติเหตุเรือแตกของเรือลำหนึ่ง โดยมีผู้รอดชีวิตจำนวนหนึ่งต้องเผชิญกับภัยอย่างอ้างว้างบนแพอันจำกัดกลางท้องทะเลแห่งคลื่นลมและความหิว มีวิธีการจัดภาพโดยการกำหนดแสงเงาแบบสว่างจัดมืดจัดตัดกันอย่างรุนแรงอิริยาบถของผู้คนได้รับการจัดท่าทางอย่างสมบทบาท การแสดงออกบนใบหน้าและท่าทางทำให้เกิดวามรู้สึกที่หลากหลาย นับตั้งแต่ลีลาที่อ่อนล้าโรยแรง จนถึงความตื่นเต้นเมื่อเห็นเกาะอยู่ลิบๆ ๑.๓ ภาพเสรีภาพนำหน้าประชาชน Liberty Guilding People โดย เออแฌน เดอลาครัวซ์ (Eugene Delacroix) พ.ศ.๒๓๗๓ งานจิตรกรรมชิ้นนี้เป็นภาพที่ได้แรงบันดาลใจมากเหตุการณ์การปฏิวัติในฝรั่งเศส จะเห็นว่าภาพนี้สามารถส่งผลกระทบต่อความรู้สึกได้อย่างตื่นเต้น นับตั้งแต่การเลือกเรื่องราว การจัดภาพ การกำหนดแสงเงาที่ตัดกัน เอกภาพ ของทิศทางของกลุ่มคนยืนขัดแย้งกับทิศทางของผู้บาดเจ็บล้มตาย การให้ความสำคัญในท่าทางอิริยาบถของทุกคน การถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกผ่านท่าทาง ใบหน้าและดวงตา ๑.๔ ภาพพายุหิมะ Snowstorm โดย โจเซฟ แมลลอร์ด วิลเลี่ยม เทอร์เนอร์ (Joseph Mallord William Turner) พ.ศ.๒๓๘๔ – ๒๓๘๕ เทอร์เนอร์เป็นศิลปินชาวอังกฤษที่ทำงานด้านปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และทิวทัศน์ ในภาพพายุหิมะเป็นการถ่ายทอดบรรยากาศของเรือกลไฟ ที่ใกล้อับปางท่ามกลางคลื่นลมกลางทะเล ๒. ลัทธิสัจนิยม (Realism) เป็นรูปแบบศิลปะที่พยายามหนีความเป็นอุดมติ(Idealism) มุ่งค้นหาชีวิตจริง ศิลปินในสมัยนี้จึงวาดภาพที่สะท้อนความจริงในชีวิตของบุคคลต่างๆ ตั้งแต่ขอทานไปจนถึงชนชั้นขุนนางและกษัตริย์ เพื่อแสดงออกซึ่งสัจธรรมที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ นอกจากนี้ยังมีภาพทิวทัศน์และความงดงามของธรรมชาติที่สะท้อนจากประสบการณ์ของศิลปินเหมือนเป็นการบันทึกเรื่องราวที่ศิลปินได้พบมาศิลปินในความหมายของสัจนิยม คือ ผู้แสดงออกซึ่งความจริงที่ตนได้เห็นมา ศิลปินกล้าเผชิญกับความจริงและสร้างงานที่เป็น ผลิตผลมาจากความจริง โดยแสดงออกมาให้ละเอียดครบถ้วนตามความสามารถ ๒.๑ ภาพร่อนข้าวโพด The Corn Sifters โดย กุสตาฟ คูร์เบท์ (Gustave Courbet) พ.ศ.๒๓๙๘ ๒.๒ ภาพคนเก็บข้าวตก The Gleaners โดย ฌอง ฟรังซัวส์ มิล์เลท์ (Jean-Francois Millet)พ.ศ.๒๔๐๐ ๓.ลัทธิประทับใจ (Impressionism) หลังจากศตวรรษที่ ๑๘ จนถึงศตวรรษที่ ๑๙ เป็นต้นมา ศิลปะได้ก้าวเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่มากขึ้น เพราะศิลปินมีความคิดว่าศิลปะสมัยใหม่ไม่จำเป็นต้องยึดมั่นอยู่กับรูปแบบศิลปะตามแบบเก่าๆ อีกต่อไป ภาพเขียนไม่จำเป็นต้องวาดเลียนแบบธรรมชาติ แต่ศิลปะควรมาจากการรับรู้ ซึ่งเกิดจากความประทับใจของศิลปินที่มีต่อธรรมชาติ ผู้คน บ้านเมือง สิ่งแวดล้อมและชีวิตที่รื่นรมย์ เช่น การสังสรรค์ บัลเลต์ นิยมเขียนภาพนอกห้องปฏิบัติงาน รูปแบบของศิลปะลัทธิประทับใจ เป็นงานศิลปะที่เกี่ยวข้องกับแสงและเงา พยายามแสดงคุณสมบัติของแสงสี อันเป็นผลมาจากความรู้เกี่ยวกับสเปกตรัมและสี บันทึกการสะท้อนแสงบนพื้นผิวของวัตถุรวมทั้งสภาพบรรยากาศในแต่ละช่วงเวลา ที่ศิลปินได้รับรู้จากสิ่งที่ตนเห็นและประทับใจแล้วแสดงความรู้สึกนั้นออกมาทันที นิยมวาดสิ่งที่เคลื่อนไหวและมีการเปลี่ยนแปลงของแสง เช่น แม่น้ำ ดวงอาทิตย์ ทะเล และลำคลอง เป็นต้น มีวิธีการระบายสีอย่างรวดเร็ว ใช้เทคนิคพู่กันโดยทิ้งรอยแปรงและมีความฉับไวในการจับแสง สี ในบรรยากาศ ศิลปินนิยมใช้สีเหลืองในบริเวณแสง ใช้สีม่วงในบริเวณเงา ไม่นิยมใช้สีดำหรือน้ำตาล เพราะเป็นสีที่ไม่อยู่ในสเปกตรัม ๓.๑ ภาพอาหารกลางวันบนสนามหญ้า Lunch on the Grass โดย เอดวอร์ด มาเนท์ (Edouard Manet) พ.ศ.๒๔๐๖ เป็นภาพที่สร้างความแปลกและตื่นตระหนกให้แก่ชาวฝรั่งเศสเป็นอันมาก เพราะเป็นภาพที่ผู้ชายแต่งกายเรียบร้อยและผู้หญิงเปลือยกาย ๓.๒ ภาพความประทับใจเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น Impression Sunrise โดย โคลด โมเนท์ (Claude Monet) พ.ศ.๒๔๑๕ เป็นภาพที่เป็นที่มาของคำว่า “ประทับใจ” ซึ่งทำให้เกิดลัทธิประทับใจขึ้น ๓.๓ ภาพสวนที่จิแวร์นี Garden at Giverny โดย โคลด โมเนท์ (Claude Monet) ๓.๔ ภาพห้องเรียนเต้นรำ The Dancing Class โดย เอ็ดการ์ เดอกาส์ (Edgar Degas) ๓.๕ ผลงานประติมากรรมชื่อ นักคิด The Thinker โดย โอกูสต์ โรแดง (Auguste Rodin) เป็นงานประติมากรรมที่แสดงพื้นผิวขรุขระ แสดงถึงอารมณ์เก็บกดและทรมานใจ ๔. ลัทธิประทับใจใหม่ (Neo-Impressionism) ต่อมาศิลปะลัทธินี้ได้มีการพัฒนาขึ้น จึงมีนักประวัติศาสตร์ศิลป์จำแนกงานศิลปะลักษณะนี้ให้อยู่ในกลุ่ม“ประทับใจใหม่ Neo Impressionism” ศิลปินได้นำเอาหลักวิทยาศาสตร์เรื่องแสงมาใช้ ทำให้เกิดเทคนิคใหม่ที่เรียกว่า การผสมสีด้วยดวงตา (Optic Mixture) โดยอาศัยวิธีการระบายสีเป็นจุด (Pointilism) ผลงานที่ได้จึงมีความสดใส ๔.๑ ภาพบ่ายวันอาทิตย์บนเกาะลากรองด์แจตท์ Sunday Afternoon on the Island of La Grande Jatte โดย ยอร์จ เซอราต์ (George Seurat) พ.ศ.๒๔๒๙ ๔.๒ ภาพถนนมองท์มาร์ทยามพลบค่ำ Bouleward Montmartre in the Evening โดย คามิลล์ พิซาโร (Camille Pessaro) พ.ศ.๒๔๔๐ ๕. ลัทธิประทับใจยุคหลัง (Post Impressionism) เป็นการพัฒนามาจากลัทธิประทับใจ ทำให้เกิดรูปแบบงานศิลปะที่มีลีลาต่างจากเดิม ซึ่งนักประวัติศาสตร์ศิลป์เรียกว่า “กลุ่มประทับใจยุคหลัง Post Impressionism” เป็นกลุ่มที่ไม่ยอมรับความเชื่อที่ว่า “การเขียนให้มีรายละเอียดโดยเลียนแบบอย่างเป็นจริงตามธรรมชาติจะเป็นจุดมุ่งหมายอันแท้จริงของจิตรกรรม” ศิลปินกลุ่มนี้ไม่นิยมการลอกเลียนแบบ แต่พยายามสร้างรูปทรงและบรรยากาศให้มีความสัมพันธ์กลมกลืนกัน มีการลดทอนรูปทรงให้ง่าย ภาพจะกระตุ้นให้เกิดความรู้สึก เกิดมิติของระยะใกล้-ไกล ๕.๑ ภาพห้องนอนที่อาลส์ The Bedroom at Arles โดย วินเซนต์ ฟาน ก๊อก (Vincent van Gogh) เป็นศิลปินสองสมัยระหว่างโพสท์อิมเพรสชั่นนิสม์และเอ็กเพรสชั่นนิสม์(Expressionism) ทั้งนี้เพราะผลงานในระยะแรกของเขาแสดงลักษณะแสงสีมากกว่าความรู้สึกประทับใจ เช่น ภาพราตรีประดับดาว (The Starry Night) ส่วนผลงานในระยะหลังแสดงความรู้สึกภายในมากกว่า มีลักษณะเด่นตรงรอยแปรงที่ทำให้เกิดความรู้สึกแสดงพลังที่มีชีวิต การแปรปรวนของอารมณ์ เช่น ภาพดอกทานตะวัน (Sunflower) และภาพเหมือนของตนเอง (Self Portrait) ๕.๒ ภาพ ณ มูแลง รูจ Le Moulin Rouge โดย ทูลูส-โลเทรค (Henri de Toulouse-Lautrec) ภาพถ่ายทูลูส-โลเทรค ผลงานออกแบบโปสเตอร์ ๕.๓ ภาพหุนนิ่งกับแอบเปิ้ล Still Life with Apples โดย พอล เซซานน์ (Paul Ce Zanne) พ.ศ.๒๔๓๓-๒๔๔๓ ผลงานของเขาแสดงออกซึ่งความรู้สึก สีและรูปทรงเป็นแบบง่ายๆ มีลักษณะเป็นเหลี่ยม ให้ความสำคัญกับสีมาใช้แก้ปัญหาเกี่ยวกับระยะ ใช้สีเข้มแสดงระยะใกล้ สีอ่อนแสดงระยะไกล ๕.๔ ภาพเมื่อไรเธอจะแต่งงาน When are You to be Married? โดย พอล โกแกง(Paul Gaugin) พ.ศ.๒๔๓๕ ผลงานของเขามีลักษณะเด่นตรงที่การให้สีที่รุนแรงและตัดทอนรายละเอียดของรูปทรงให้เรียบง่ายขึ้น โดยเน้นเฉพาะส่วนสำคัญ ๖. ลัทธิโฟวิสม์ (Fauvism) เป็นลัทธิที่แสดงออกซึ่งความรุนแรง ตื่นเต้น เริ่มขึ้นในฝรั่งเศส โดยมี อองรี มาตีส (Henri Matisse) เป็นผู้นำกลุ่ม ลัทธินี้ล้มเลิกกฎเกณฑ์โบราณ โดยแสดงออกซึ่งความรู้สึกและความเป็นตัวเองมากขึ้น นิยมระบายสีสดและรุนแรง รูปทรงของวัตถุแสดงออกมาหยาบๆ ไม่เน้นรายละเอียดและหลักทัศนียภาพ สุนทรียภาพของงานศิลปะในลัทธินี้เกิดจากความต้องการที่จะแสดงออกอย่างเต็มที่ ผลงานจึงแสดงออกถึงลีลาความสนุกสนานที่เกิดมาจากเส้น รูปทรง สีและแสง วาดตัดเส้นด้วยสีสดใส หรือลวดลายทำให้เกิดความรู้สึกแปลกใหม่ ศิลปินโฟฟจะใช้สีสดล้วนๆ ในการแสดงระนาบ และแสดงวัตถุ ไม่ว่าจะอยู่ใกล้ หรือไกล แม้แต่การให้แสง และเงา ก็เป็นบริเวณของสีสดๆทั้งสิ้น ซึ่งก็อาจเล่นสีร้อน สีเย็นได้ สีที่กลุ่มจิตรกรโฟฟใช้นี้ มิใช่ใช้ตามที่ตาสัมผัส เห็น แต่ จะใช้ไปตามอารมณ์ และความพอใจของศิลปินเอง สีจัดๆ ที่สดใสสีหนึ่งจะอยู่เคียงกับอีกสีหนึ่ง เป็นฝีแปรงหลวมๆ ที่แต้มต่อตัดกันไป ให้เกิดพื้นผิวภาพ ที่มีสีเพื่อแสดงอารมณ์ของสีในตัวของมันเองอย่างอิสระ มิใช่แสดงให้เห็นว่า คือของสิ่งใด เป็นการแสดงความพอใจในการเล่นสีของจิตรกรเอง การสร้างภาพให้แบนและให้ระนาบคลุมเครือนี้ เป็นการหักเหออกจากหลักการเรื่อง Perspective ในแบบสมัยเก่าๆ กลุ่มศิลปิน Fauvism นี้ได้นำหลักการของจิตรกรในอดีตมาใช้ แต่นำหลักการเหล่านั้นมาใช้ อย่างรุนแรง เด็ดขาด จนผ่านเลยผู้บุกเบิกแนวคิดนี้ไปไกล ทำให้สีมีบทบาท 2 อย่างควบกันไปคือ สีประสานกัน สร้างเค้าโครงของภาพขึ้นมา พร้อมกับอีกหน้าที่หนึ่งคือ สีจะแสดงความรู้สึก ของสีออกมา มาตีสก็ได้นำเอาเทคนิคต่างๆ ทั้งของ Signac, Cross, Gauguin, Van Gogh, Seurat และศิลปิน คนอื่นๆ ที่มาตีสเคยสัมผัส โดยเขาได้นำเทคนิคต่างๆ ของจิตกรเหล่านี้มาคิดค้น ดัดแปลง และหาแนวทางใหม่ๆ ให้กับ ตัวเขาเอง และในที่สุด ในปีค.ศ. ๑๙๐๕ มาตีสก็ได้ทำงานที่เป็นแบบฉบับของเขาออกมา นั่นก็คือภาพ"Green Stripe ( Madame Matisse )" แต่ถ้าเราจะมองกลุ่มศิลปินโฟฟ ในแง่การแสดงความรู้สึกออกมาแรงๆนั้น เราอาจเรียกศิลปินกลุ่มนี้ว่า เป็น Expressionism ในอีกรูปแบบหนึ่งก็ได้ ๗. ลัทธินาอีฟหรือแนฟว์ (Naive) เป็นลัทธิที่แสดงออกทางศิลปะแบบขาดหลักวิชาในเชิงช่าง แต่เต็มไปด้วยความตั้งใจที่จะวาดให้เหมือนจริงมากที่สุด เนื้อหาเรื่องราวล้วนสะท้อนให้เห็นภาพธรรมชาติที่ถูกดัดแปลงไปตามความต้องการของจิตรกร มีลักษณะและรูปแบบเฉพาะตน เน้นอารมณ์ความรู้สึกต่อวิถีแห่งธรรมชาติ มีรายละเอียดในภาพมาก ผลงานแบบนาอีฟจึงดูคล้ายกับงานของเด็ก ศิลปินคนสำคัญ ได้แก่ ภาพยิปซีหลับ (The Sleeping Gypsy) โดย อองรี รุสโซ (Henri Rousseau) ภาพถ่าย Paul Goguin Self Portrait and his Paintings และภาพสิงโตหิว (The Hungry Lion) ๘. ลัทธิคิวบิสม์ (Cubism) เป็นลัทธิที่ถ่ายทอดศิลปกรรมเป็นรูปทรงแบบเรขาคณิต สุนทรียภาพ ของลัทธินี้อยู่ที่โครงสร้างปริมาตรและรูปทรง ซึ่งเป็นสัจธรรมอันสูงสุดของสรรพสิ่ง ไม่นิยมใช้สีที่รุนแรง ผลงานส่วนใหญ่เป็นสีหม่น ลัทธินี้เริ่มเคลื่อนไหวในประเทศฝรั่งเศส โดยจิตรกร ๒ คน คือ จอร์ บราค (George Braque)ชาวฝรั่งเศส และ ปาโบล ปิกัสโซ (Pablo Picasso) ชาวสเปน ซึ่งต่างก็ได้รับอิทธิพลมาจาก ปอล เซซาน ซึ่งมีความคิดว่า “เรขาคณิตเป็นโครงสร้างพื้นฐานของรูปทรงทางธรรมชาติ” ๘.๑ ภาพหญิงสาวแห่งอาวียอง Les Demoiselles d'Avignon โดย ปาโบล ปิกัสโซ (Pablo Picasso) พ.ศ.๒๓๕๐ ภาพเกอนิกา (Guernica) ๘.๒ ภาพชาวโปรตุเกส (The Portuguese) โดย จอร์จ บราค (George Braque) ๙. ลัทธิฟิวเจอริสม์ (Futurism) เป็นลัทธิที่เกิดขึ้นในอิตาลี โดยมีหลักการเน้นในเรื่องความเคลื่อนไหว แสดงความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน มีการนำหลักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับความเร็วมาเขียนเป็นจังหวะซ้ำๆ กัน เพื่อสร้างความเร็วให้มองเห็นได้ ศิลปินลัทธินี้ปฏิเสธความเพ้อฝันแต่ยกย่องการเคลื่อนไหวของร่างกายและวัตถุ เช่น การวาดภาพคนกำลังวิ่ง สุนัขกำลังกระดิกหาง วงล้อของรถยนต์ และมือในขณะกำลังสีไวโอลิน เป็นต้น จิตรกรและประติมากรที่สำคัญได้แก่ อุมแบร์โต บ็อคโอนี (Umberto Boccioni) เป็นศิลปินชาวอิตาลีที่มีความสามารถทั้งในด้านจิตรกรรมและประติมากรรม ผลงานที่สำคัญ คือ รูปทรงที่เป็นเอกภาพของอวกาศ (Uniqe Forms of Continuity Space) ๑๐. ลัทธิดาดา (Dadaism) เป็นลัทธิที่เกิดขึ้นมาเพราะความขัดแย้ง เช่น ความขัดแย้งในเรื่องเชื้อชาติและเศรษฐกิจ ทำให้เกิดสงคราม จึงเกิดการต่อต้านโดยแสดงออกในรูปแบบของศิลปะที่ต่อต้านทุกอย่าง ผลงานจึงมีลักษณะแปลกมากกว่าความงาม บางผลงานมีลักษณะน่าเกลียด สร้างขึ้นเพื่อเตือนใจมนุษย์ให้นึกถึงผลร้ายของสงครามและภัยของวัตถุนิยม ปรัชญาของลัทธิอยู่ที่การยอมรับในสิ่งที่ตนเองเห็น แล้วแสดงออกมาในรูปของการเสียดสี จึงเป็นการมองในแง่มุมกลับของค่านิยมต่างๆ ซึ่งเคยยึดถือกันมา ศิลปินในลัทธินี้ ได้แก่ - ฮันส์ อาร์ป (Hans Arp) - มาร์แชล ดูชองป์ (Marcel Duchamp)ภาพL.H.O.O.Q ภาพ Nude Descending a Staircase - แม็กซ์ แอนส์ (Max Ernst) - พอลลา โมเดอร์สัน เบคเกอร์ (Paula Modersohn Becker) L.H.O.O.Q โดย มาร์แชล ดูชองป์ (Marcel Duchamp)พ.ศ.๑๙๖๒ ๑๑. ลัทธิเหนือจริง (Surrealism) เป็นศิลปะที่แสดงออกอย่างเสรีของจิตไร้สำนึก มีลักษณะของความฝันและความคิดที่ไม่ถูกชักนำ แสดงออกซึ่งความกลัว ความผิดหวัง ความรัก และแสดงออกซึ่งความสัมพันธ์ของอดีตและปัจจุบัน ตลอดจนแสดงออกถึงคว่ามเป็นอนิจจังของสรรพสิ่ง ศิลปะลัทธินี้ได้รับอิทธิพลมาจากแนวคิดของซิกมันด์ ฟรอยด์(Sigmund Freud) นักจิตวิทยาชาวออสเตรีย และคาร์ล จุง (Carl Jung) นักจิตวิทยาชาวสวิสเซอร์แลนด์ เซอร์เรียลลิสม์ คือ วิญญาณนิยม ที่ถือว่าชีวิตมีอยู่ได้เพราะวิญญาณ ศิลปินในลัทธินี้จึงเปรียบเสมือนบุคคลที่สามารถสร้างสรรค์สิ่งซึ่งไร้วิญญาณให้ฟื้นกลับมามีชีวิต เช่น - ภาพลางร้ายของสงครามกลางเมือง (Premonition of Civil War) ของ ซัลวาดอร์ ดาลี (Salvador Dali) - ภาพวันเกิด (Birth Day) ของ มาร์ค ชากาล (Marc Chagall) - ภาพสวนกุหลาบ(Rose garden) ของ พอล คลี (Paul Klee) - ประติมากรคนสำคัญ คือ อัลเบอร์โต จีอาโกเมตติ (Alberto Giacometti) เป็นต้น ภาพลางร้ายของสงครามกลางเมือง ๑๒. ศิลปะประชานิยม (Pop Art) เป็นศิลปะที่แสดงออกถึงวิถีชีวิตของคนสมัยใหม่ ไม่เกี่ยวกับศาสนาและพยายามหาทางสร้างศิลปะที่ไม่จำเป็นต้องอยู่บนผืนผ้าใบหรือแผ่นไม้ แต่นำเอาวัสดุต่างๆ มาติดเข้ากับผืนภาพ งานศิลปะแบบนี้จึงเป็นที่นิยมอยู่ชั่วระยะหนึ่งเท่านั้น ศิลปินคนสำคัญ ได้แก่ - โรเบิร์ต เราเชนเบิร์ก(Robert Rauschenberg) ภาพMonogram - รอย ลิชเชนสไตน์(Roy Lichtenstien)ภาพDrowning Girlพ.ศ.๒๕๐๐ - แอนดี้ วอร์ฮอล์(Andy Warhol)พ.ศ. ๒๔๗๑ - ๒๕๓๐ ภาพ Monogram ภาพ Drowning Girl ๑๓. อ๊อปอาร์ต (Op. Art) คำว่า Op. Art มาจากคำว่า Optical Art เป็นศิลปะที่เกี่ยวกับตาและการรับรู้ทางตา ผลงานศิลปะในลัทธินี้จึงเน้นสีเข้มและสด โดยเฉพาะสีขาวและสีดำ งานลักษณะนี้ไม่เน้นเนื้อหาและเรื่องราว แต่วาดเส้นง่ายๆ ที่ก่อ ให้เกิดผลกระทบทางสายตา ยิ่งสะดุดตามากเท่าใดก็แสดงว่าประสบผลสำเร็จมากเท่านั้น ศิลปะแบบนี้จึงนิยมใช้ในงานโฆษณา การจัดเวที การจัดร้าน ศิลปินในงานอ๊อปอาร์ต ได้แก่ บริดเก็ต ไรเลย์ (Bridget Riley) เป็นต้น Movement in Squares โดย Bridget Riley

edit @ 22 Apr 2011 01:02:00 by cheeranan

เครือข่าย

posted on 12 Mar 2008 12:19 by cheeranan  in network

ขั้นตอนการ link web

  1. คลิก Manage คลิก Edit ที่เรื่องต้องการเปิด

  2. เปิดเวปที่ต้องการ link เลือก Url แล้ว คลิกขวา copy

  3. กลับมาที่ blog เลือกหัวข้อที่ต้องการ link

  4. คลิกที่ ไอคอน Insert/edit link

  5. คลิกเมาส์ให้เคอเซอร์อยู่ในช่อง link Url คลิกขวาแล้ว Paste

ขั้นตอนการ link รูปจาก web

  1. คลิก Manage คลิก Edit ที่เรื่องต้องการเปิด

  2. ไปหาภาพจาก http://www.google.com

  3. คลิกที่คำว่า รูปภาพ แล้วใส่ชื่อภาพที่ต้องการค้นหา

  4. คลิกไปที่ภาพที่ต้องการ

  5. คลิกไปที่ ดูภาพขนาดจริง

  6. คลิกไปurl แล้ว คลิกขวา สั่งcopy

  7. กลับมาที่ blog เลือกหัวข้อที่ต้องการ link

  8. คลิกที่ ไอคอน Insert/edit link

  9. คลิกเมาส์ให้เคอเซอร์อยู่ในช่อง link Url คลิกขวาแล้ว Paste 

     
                                      ขั้นตอนการ link วีดีโอและเพลง

    1. search หาเพลงและวีดีโอจากเว็ปhttp://www.google.com

    2. พิมพ์ชื่อเพลงหรือวีดีโอ

    3. เลือกเพลงหรือวีดีโอจากเว็ปไซต์ต่างๆ

    4. copy embed

    5. คลิ๊กขวาpaste ลงใน หน้าHTML และ คลิ๊กupdate
       
      ภาพการสรุปและติดตามผล การพัฒนาครูเครือข่าย ของครูจีรนันทน์   รื่นเริง
      เรื่อง การพัฒนากระบวนการเรียนการสอนโดยใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ
      วันที่ 10 และ 12 มีนาคม 2551 ณ โรงเรียนสตรีสมุทรปราการ

ครูกิตติพิชญ์ ครูอัจฉรา ครูพรรัตน์ ครูณิชนันทน์ ครูสมพันธ์ ครูสิรินาถ ครูจันทิมา ครูกรรณิการ์ ครูสมจิตร์ ครูวริณทร ครูสุกัญญา ครูศิริพร ครูสมศรี  ครูวีระพันธ์ ครูศันสนีย์ ครูพัลลภา ครูปราณี ครูสุรีพร ครูรังสิมา ครูนงลักษณ์ ครูสิรีพุมเรียง ครูสุปราณี ครูรุ่งทิวา ครูณัฐธิกา ครูสุภัทรชัย ครูสมยศ ครูศิริมา ครูจุติมา ครูสกุล ครูสุภาพ ครูละมุน ครูปรัชพร ครูอุทัยวรรณ์ ครูณัฐชนก ครูชุติมา ครูเบญจมาศ ครูพนิดา ครูจรัสศรี ครูนงเยาว์ ครูกรรณ์ษฌา  อ.ภูมิใจ  คุณพ่อ ครูภิรมย์วสี

 

 

 

edit @ 27 Dec 2008 01:01:16 by cheeranan

edit @ 25 Mar 2009 10:52:59 by cheeranan

ขอเชิญชม ภาพยนตร์โฆษณา (Shortfilm) ผลงานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
โรงเรียนสตรีสมุทรปราการ  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนเรื่อง การออกแบบนิเทศศิลป์(Communication Design)  รายวิชาศิลปะ6 รหัส ศ43102 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550
เพื่อร่วมรณรงค์รักษาสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมการออกกำลังกาย  

ภาพยนตร์สั้นเพื่อรณรงค์การรักษาสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงาน
 เรื่อง
 
"Let's us keep up environment" โดย นักเรียนชั้น ม.6/2

ภาพยนตร์สั้นเพื่อการรณรงค์รักษาความสะอาดของสิ่งแวดล้อม
 เรื่อง
"Bye Bye Plastic"
  โดย นักเรียนชั้น ม.6/7

ภาพยนตร์สั้นเพื่อการรณรงค์รักษาความสะอาดของสิ่งแวดล้อมและ
สาธารณะสมบัติ  เรื่อง
"ลิงน้อยรักษาสิ่งแวดล้อม" โดย นักเรียนชั้น ม.6/7

ภาพยนตร์สั้นเพื่อส่งเสริมการออกกำลังกาย
เรื่อง
Bhuddharanger ตอน กำจัดปีศาจขี้เกียจ
โดย นักเรียนชั้น ม.6/3 

ภาพยนตร์สั้นเพื่อส่งเสริมการออกกำลังกาย
เรื่อง
"หนึ่งในหลายวิธีของการออกกำลังกาย"
โดย นักเรียนชั้น ม.6/4

ภาพยนตร์โฆษณาสั้นเพื่อส่งเสริมการออกกำลังกาย

ภาพยนตร์สั้นเพื่อส่งเสริมการออกกำลังกาย
เรื่อง
"Let's us keep exercise" โดยนักเรียน ม.6/4

ภาพยนตร์สั้นเพื่อส่งเสริมการออกกำลังกาย
เรื่อง
"Exercise for All" โดย นักเรียนชั้น ม.6/3
  
 
ภาพยนตร์สั้นเพื่อส่งเสริมการออกกำลังกาย
เรื่อง
"Berfore & After"  โดย นักเรียนชั้นม.6/1
                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                
ขอเชิญลูกเขียว-ขาว ชาวสตรีสมุทรปราการทุกคน ร่วมใจกันรักษาสิ่งแวดล้อม
ทั้งภายในโรง
เรียน ในบ้าน ในชุมชน ในจังหวัด ในประเทศของเรา เพื่อโลกของเรา

edit @ 22 Apr 2011 00:59:47 by cheeranan

การวิเคราะห์วิจารณ์งานศิลปะ 

ความหมาย

การวิเคราะห์งานศิลปะ หมายถึง การพิจารณาแยกแยะศึกษาองค์รวมของงานศิลปะออกเป็นส่วนๆ ทีละประเด็น ทั้งในด้านทัศนธาตุ องค์ประกอบศิลป์ และความสัมพันธ์ต่างๆ  ในด้านเทคนิคกรรมวิธีการแสดงออก เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาประเมินผลงานศิลปะว่ามีคุณค่าทางด้านความงาม ทางด้านสาระ และทางด้านอารมณ์ความรู้สึกอย่างไร

             การวิจารณ์งานศิลปะ  หมายถึง การแสดงออกทางด้านความคิดเห็นต่อผลงานทางศิลปะที่ศิลปินสร้างสรรค์ขึ้นไว้ โดยผู้วิจารณ์ให้ความคิดเห็นตามหลักเกณฑ์และหลักการของศิลปะ ทั้งในด้านสุนทรียศาสตร์และสาระอื่นๆ ด้วยการติชมเพื่อให้ได้ข้อคิดนำไปปรับปรุงพัฒนาผลงานศิลปะ หรือใช้เป็นข้อมูลในการประเมินตัดสินผลงาน และเป็นการฝึกวิธีดู วิธีวิเคราะห์ คิดเปรียบเทียบให้เห็นคุณค่าในผลงานศิลปะชิ้นนั้น ๆ

คุณสมบัติของนักวิจารณ์
1. ควรมีความรู้เกี่ยวกับศิลปะทั้งศิลปะประจำชาติและศิลปะสากล
2. ควรมีความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ศิลปะ
3. ควรมีความรู้เกี่ยวกับสุนทรียศาสตร์ ช่วยให้รู้แง่มุมของความงาม
4. ต้องมีวิสัยทัศน์กว้างขวาง และไม่คล้อยตามคนอื่น
5. กล้าที่จะแสดงออกทั้งที่เป็นไปตามหลักวิชาการและตามความรู้สึกและประสบการณ์

ทฤษฎีการสร้างงานศิลปะ จัดเป็น 4 ลักษณะ  ดังนี้
1. นิยมการเลียนแบบ (Imitationalism Theory) เป็นการเห็นความงามในธรรมชาติแล้วเลียนแบบไว้ให้เหมือนทั้งรูปร่าง รูปทรง สีสัน ฯลฯ
2. นิยมสร้างรูปทรงที่สวยงาม (Formalism Theory) เป็นการสร้างสรรค์รูปทรงใหม่ให้สวยงามด้วยทัศนธาตุ (เส้น รูปร่าง รูปทรง สี น้ำหนัก พื้นผิว บริเวณว่าง) และเทคนิควิธีการต่างๆ
3. นิยมแสดงอารมณ์ (Emotional Theory) เป็นการสร้างงานให้ดูมีความรู้สึกต่างๆ ทั้งที่เป็นอารมณ์อันเนื่องมาจากเรื่องราวและอารมณ์ของศิลปินที่ถ่ายทอดลงไปในชิ้นงาน
4. นิยมแสดงจินตนาการ (Imagination Theory) เป็นงานที่แสดงภาพจินตนาการ แสดงความคิดฝันที่แตกต่างไปจากธรรมชาติและสิ่งที่พบเห็นอยู่เป็นประจำ

แนวทางการวิเคราะห์และประเมินคุณค่าของงานศิลปะ

            การวิเคราะห์และการประเมินคุณค่าของงานศิลปะโดยทั่วไปจะพิจารณาจาก 3 ด้าน  ได้แก่

1. ด้านความงาม

       เป็นการวิเคราะห์และประเมินคุณค่าในด้านทักษะฝีมือ การใช้ทัศนธาตุทางศิลปะ และการจัดองค์ประกอบศิลป์ว่าผลงานชิ้นนี้แสดงออกทางความงามของศิลปะได้อย่างเหมาะสมสวยงามและส่งผลต่อผู้ดูให้เกิดความชื่นชมในสุนทรียภาพเพียงใด ลักษณะการแสดงออกทางความงามของศิลปะจะมีหลากหลายแตกต่างกันออกไปตามรูปแบบของยุคสมัย ผู้วิเคราะห์และประเมินคุณค่าจึงต้องศึกษาให้เกิดความรู้ ความเข้าใจด้วย เช่น

ภาพแม่พระมาดอนนา พระเยซู และเซนต์จอห์น
(The Madonna and Child with The infant St. John)
เทคนิคสีน้ำมันบนแผ่นไม้
ผลงานของราฟาเอล (Raphael)
แสดงรูปแบบความงามของภาพโดยใช้รูปคนเป็นจุดเด่น
มีความเวิ้งว้างของธรรมชาติเป็นฉากหลังแสดงความตื้นลึกใกล้ไกล
โดยใช้แนวทางของทัศนียวิทยาและการจัดองค์ประกอบภาพในแนวกรอบสามเหลี่ยม
ซึ่งเป็นลักษณะความงามในการจัดองค์ประกอบศิลป์ที่ศิลปินในสมัย
ฟื้นฟูศิลปวิทยานิยมทำกัน

 

ภาพองค์ประกอบศิลป์ (Composition) 
เทคนิคสีน้ำมันบนผ้าใบ (พ.ศ.2472)
ผลงานของ พีต  มอนดรีอัน (Piet  Mondrian)
เน้นการออกแบบโดยเส้นที่ตัดกันเป็นมุมฉากระหว่างเส้นนอนกับเส้นตั้ง
เกิดเป็นบริเวณว่างให้มีความสัมพันธ์กันภายในกรอบสี่เหลี่ยม
ด้วยการใช้สีแดง เหลือง น้ำเงินที่สดใส รวมทั้งสีขาว ดำ และเทา
ในแบบนามธรรมที่ใช้เส้นเรขาคณิตเป็นหลัก

สรุปการวิเคราะห์และการประเมินคุณค่าของงานศิลปะในด้านความงามจะตัดสินกันที่รูปแบบการจัดองค์ประกอบศิลป์ให้เกิดคุณค่าทางสุนทรียศาสตร์ หรือการเห็นคุณค่าทางความงามนั่นเอง

2. ด้านสาระ

เป็นการวิเคราะห์และประเมินคุณค่าของผลงานศิลปะแต่ละชิ้นว่ามีลักษณะส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ตลอดจนจุดประสงค์ต่างๆ ทางจิตวิทยาว่าให้สาระอะไรกับผู้ชมบ้าง ซึ่งอาจเป็นสาระเกี่ยวกับธรรมชาติ สังคม ศาสนา การเมือง ปัญญา ความคิด จินตนาการ และความฝัน เช่น



ภาพวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ.2351 (The Third of May 1808)
ผลงานของฟรันซิสโก โจเซ เด โกยา (Francisco Jose de Goya) จิตรกรชาวสเปน
แสดงคุณค่าด้านสาระให้เห็นถึงความเจ็บปวดจากการถูกย่ำยีและเข้ายึดครองประเทศสเปนของทหารฝรั่งเศส ในสมัยนโปเลียนที่มีการสังหารประชาชนผู้แสวงหาอิสรภาพอย่างเลือด็น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่มีคุณธรรมในการปกครองบ้านเมือง

3. ด้านอารมณ์ความรู้สึก

เป็นการคิดวิเคราะห์และประเมินคุณค่าในด้านคุณสมบัติที่สามารถกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกและสื่อความหมายได้อย่างลึกซึ้งของวัสดุ ซึ่งเป็นผลของการใช้เทคนิคแสดงออกถึงความคิด พลัง ความรู้สึกที่ปรากฏอยู่ในผลงาน เช่น

ภาพฝูงกาเหนือทุ่งข้าวสาลี (Wheatfield with Crows)
เทคนิคสีน้ำมันบนผ้าใบ
ผลงานของ ฟินเซนต์ ฟาน ก็อก (Vincent Van Gogh)
แสดงพลังความรู้สึกของศิลปินแทรกอยู่ในรอยฝีแปรงของเส้นสี ซึ่งบ่งบอกถึงความรู้สึกภายในได้อย่างชัดเจน เป็นภาพเขียนชิ้นสุดท้ายในชีวิตที่อาภัพและรันทดของ ฟินเซนต์ ฟาน ก็อก ซึ่งเขียนภาพนี้ขึ้นก่อนยิงตัวตาย

ประติมากรรมชื่อ ปิเอตา ( Pieta )
ผลงานของ มิเคลันเจโล (Michelongelo Buonarroti)
แสดงคุณค่าด้านความงามขององค์ประกอบศิลป์ที่จัดไว้ในแนวกรอบของรูปสามเหลี่ยม
ซึ่งเป็นการจัดองค์ประกอบศิลป์ที่นิยมกันมากในผลงาน ศิลปะสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา
(Renaissance) นอกจากนั้นยังแสดงความงามของแนวเส้นโค้งของพระเศียรพระแม่มาเรีย
ที่ก้มพระพักตร์ลงกับแนวเส้นโค้งของพระวรกายองค์พระเยซูที่นอนพาดอยู่บนตัก
อย่างงดงามกลมกลืน ได้คุณค่าทางอารมณ์ความรู้สึกเป็นอย่างดี ทำให้มองเห็นถึงความรู้สึกของแม่
ผู้มีความรักความผูกพันต่อลูก รวมทั้งยังได้คุณค่าสาระทางด้านศาสนาอีกด้วย

      กระบวนการวิจารณ์งานศิลปะตามหลักการและวิธีการ

1. ขั้นระบุข้อมูลของผลงาน
         
เป็นข้อมูลรายละเอียดสังเขปเกี่ยวกับประเภทของงาน ชื่อผลงาน ชื่อศิลปิน ขนาด วัสดุ เทคนิค วิธีการ สร้างเมื่อ พ.ศ.ใด ปัจจุบันติดตั้งอยู่ที่ไหน รูปแบบการสร้างสรรค์เป็นแบบใด

2. ขั้นตอนการพรรณนาผลงาน
     
  เป็นการบันทึกข้อมูลจากการมองเห็นภาพผลงานในขั้นต้นว่าเป็นภาพอะไร เช่น ภาพคน ภาพสัตว์ ภาพทิวทัศน์ ภาพหุ่นนิ่ง เป็นต้น มีเทคนิคในการสร้างสรรค์แบบใด
     

3. ขั้นวิเคราะห์
          
เป็นการดูลักษณะภาพรวมของผลงานว่าจัดอยู่ในประเภทใด พิจารณารูปแบบการถ่ายทอดเป็นแบบใด จำแนกทัศนธาตุและองค์ประกอบศิลป์ออกจากภาพรวมเป็นส่วนย่อยให้เห็นว้มีหลักการจัดภาพที่กลมกลืนหรือขัดแย้งอย่างไร

4. ขั้นตีความ
                เป็นการค้นหาความหมายของผลงานว่า ศิลปินหรือผู้สร้างสรค์ต้องการสื่อให้ผู้ชมผลงานได้รับรู้เกี่ยวกับอะไร เช่น สภาพปัญหาในชุมชน สังคม และภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นต้น

5. ขั้นประเมินผล
                เป็นการประเมินคุณค่าของผลงานศิลปะชิ้นนั้นจากการพิจารณาทุกข้อในเบื้องต้น สรุปให้เห็นข้อดีและข้อด้อยในด้านเนื้อหาและเรื่องราว หลักทัศนธาตุและหลักการจัดองค์ประกอบศิลป์ ทักษะ ฝีมือ และการถ่ายทอดความงาม เพื่อการพัฒนาหรือตัดสินผลงานชิ้นนั้น

ตัวอย่างการวิจารณ์งานศิลปะ

            

1. ขั้นระบุข้อมูลของผลงาน
    ประเภทงาน                :     จิตรกรรม
     ชื่อผลงาน                   :    
<โมนาลิซา ( Mona Lisa )
     ชื่อศิลปิน                    :    เลโอนาร์โด ดา วินชี ( Leonado da Vinci ) ศิลปินชาวอิตาเลียน

     ขนาดผลงาน              :    
>77 x 53 ซม.
     เทคนิค วัสดุ               :     สีน้ำมันบนแผ่นไม้
     ผลงานสร้างเมื่อปี        :    พ.ศ.2046 - 2049 ( ค.ศ.1503 - 1506 )
     ปัจจุบันอยู่ที่                :    พิพิธภัณฑ์ลูฟว์ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
     รูปแบบการสร้างสรรค์   :    เป็นงานศิลปะตะวันตก การถ่ายทอดรูปแบบเหมือนจริงตามลักษณะแบบอย่าง
                                              ของศิลปะสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ( Renaissance )

2. ขั้นพรรณนาในผลงาน
         เป็นภาพเขียนครึ่งตัว ( Portrait ) สุภาพสตรีผมยาวมีผ้าคลุม หวีผมแสกกลาง เสื้อคลุมด้วยสีดำเรียบ เห็นใบหน้าเกือบตรง ลำตัวบิดเบี้ยวเล็กน้อย มือขวาวางคว่ำสัมผัสข้อมือซ้ายที่วงาราบอยู่บนที่วางแขนของเก้าอี้ เบื้องหลังเป็นภาพของทิวทัศน์สงบเงียบ บรรยากาศเร้นลับ ชวนฝัน

                  
                   ภาพส่วนขยายนัยน์ตาและรอยยิ้ม ของโมนาลิซา ที่แสดงออกถึง
                   ความรู้สึกที่ต้องการค้นหาบางสิ่ง ซ่อนเลศนัยและปริศนาให้ผู้ดู
                   บังเกิดความรู้สึกและตั้งคำถามว่า โมนาลิซากำลังคิดอะไรอยู่

3. ขั้นวิเคราะห์
         เป็นงานจิตรกรรมที่มีคุณค่าในการแสดงออกทั้งในด้านความงาม ด้านสาระ และด้านอารมณ์ความรู้สึก
         ด้านความงาม  เป็นภาพที่สร้างสรรค์โดยยึดทฤษฎีการเลียนแบบตามธรรมชาติ คือ การเลียนแบบความ งามตั้งแต่รูปร่าง รูปทรง สีสัน และน้ำหนักแสงเงา
         เป็นภาพที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของเลโอนาร์โด ดา วินชี ในการเขียนภาพผู้หญิง คือ นิยมเขียนคิ้วบางเลือนราง และมีรอยยิ้มมุมปากที่คล้าย ๆ กันกับภาพอื่น ๆ ของเขา 
        เป็นภาพที่มีเอกลักษณ์ในการจัดภาพตามแบบอย่างของศิลปะสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance) คือ มีบุคคลเป็นประธานของภาพและมีฉากหลังเป็นทิวทัศน์แสดงบรรยากาศตามจินตนาการ เพราะศิลปินในสมัยนั้นมีความเชื่อว่ามนุษย์เป็นศูนญ์กลางของจักรวาล เป็นผู้ควบคุมธรรมชาติ ยึดมั่นในเหตุผล คุณค่าของความเป็นมนุษย์อยู่ที่ความคิด ความรู้ และความสามารถ
         ด้านสาระ เป็นภาพที่แสดงให้เห็นวัฒนธรรมการแต่งกายของคนชั้นสูงในสมัยนั้น ทั้งด้านเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม และความนิยมในการไว้ผมยาวหวีแสกกลางตามสมัยนิยม ในแฟชั่นแบบฟลอเรนไทน์ในอิตาลี นอกจากที่ปรากฏให้เห็นในภาพโมนาลิซา ยังเห็นได้ในภาพอื่นๆ ของเขาอีก
        นอกจากนี้ ภาพโมนาลิซายังเป็นภาพที่เลโอนาร์โด ดา วินชี ถ่ายทอดบุคลิกของตนเองแฝงไว้ในใบหน้าของโมนาลิซา ซึ่งจะมีลักษณะเค้าโครงรูปหน้าที่คล้ายกัน
           ด้านอารมณ์ความรู้สึก  เป็นภาพที่แสดงออกให้เห็นถึงอารมณ์ความรู้สึกภายในของโมนาลิซาที่แฝงอยู่ในท่าทาง และสะท้อนให้เห็นได้จากนัยน์ตาและรอยยิ้มปริศนา รวมทั้งความรู้สึกที่รับรู้ได้จากบรรยากาศในม่านหมอกของฉากหลัง

           การวิเคราะห์ทัศนธาตุ 
       
เส้น แสดงการใช้เส้นโค้งและเส้นลักษณะอื่นๆ ได้สัมพันธ์กลมกลืนกัน ทั้งในส่วนของใบหน้า เส้น
                      ผม ผ้าคลุม รอยยับของผ้า นิ้วมือ แนวเส้นของทางเดิน และสายน้ำลำธารของฉากหลัง
รูปร่าง รูปทรง
แสดงรูปร่าง รูปทรง ลักษณะธรรมชาติของคน และทิวทัศน์ได้อย่างสวยงาม
สี                   แสดงภาพสีส่วนรวมเป็นโทนสีน้ำตาลอมเขียวและดำ เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ในการสื่อความ
                    หมาย สีน้ำตาลหมายถึงธรรมชาติหรือโลก สีน้ำตาลออกดำหมายถึงความสุขุม ความลึกลับซ่อน
                    เร้น และสีเขียวหมายถึงชีวิต ขนาด สัดส่วน   แสดงขนาดของคนได้เหมาะสมกับขนาดภาพ 
                    และแสดงสัดส่วนทางกายวิภาคได้ถูกต้อง งดงามตามธรรมชาติ
แสงเงา         แสดงการใช้แสงเงาที่กลมกลืนเหมือนธรรมชาติ แสงเงาส่วนรวมของภาพมีน้ำหนักเข้มมืด
                    บริเวณใบหน้าและมือให้แสงสว่างมาก และมีน้ำหนักเงาอ่อน
บริเวณว่าง    แสดงบริเวณว่างรอบตัวโมนาลิซาเป็นทิวทัศน์อยู่ฉากหลัง นอกจากจะทำพให้ภาพดูโปร่งตาไม่
                   ทึบตันเกินไป ยังทำให้ภาพมีระยะใกล้ไกล มีมิติตื้นลึก และเหมือนจริง
ลักษณะผิว    แสดงการใช้ลักษณะผิวในส่วนของใบหน้าและมือด้วยการเกลี่ยสีให้นุ่มนาลสอดคล้อง สมวัย
                   และเหมือนจริง โดยเฉพาะมือขวาให้ความรู้สึกเหมือนมีเลือดเนื้อจริงๆ

          การวิเคราะห์หลักองค์ประกอบศิลป์

เอกภาพ       การจัดภาพโดยรวมมีความเป็นเอกภาพด้วยเส้น รูปร่าง รูปทรง สี แสงเงาที่สัมพันธ์กลมกลืน
                   กันทั้งรูปคนและธรรมชาติ ทำให้ทั้งภาพดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ดุลยภาพ      แสดงภาพโมนาลิซาตรงแกนกลาง วางท่าอยู่ในแนวรูปสามเหลี่ยม จัดวางทิวทัศน์ไว้ในบริเวณ
                   ว่าง มัลักษณะของดุลยภาพแบบซ้ายขวาเท่ากัน ซึ่งให้ความรู้สึกสงบทางกายภาพ
จุดเด่น        แสดงจัดเด่นอยู่บนใบหน้า มีดวงตาที่ให้ความรู้สึกเหมือนมองผู้ดูผลงานอยู่ตลอดเวลาและรอย
                  ยิ้มที่เป็นปริศนา
ความกลมกลืน แสดงการจัดภาพของส่วนประกอบต่างๆ ทางทัศนธาตุ ทั้งรูปแบบของเส้น รูปร่าง รูปทรง สี
                  ขนาด สัดส่วน แสงเงา บริเวณว่าง และพื้นผิวได้อย่างสัมพันธ์กลมกลืนกันทั้งเทคนิค วิธีการสร้าง
                   สรรค์ ซึ่งสอดประสานกับอารมณ์ ความรู้สึกของภาพได้อย่างงดงาม
ความขัดแย้ง   แสดงความขัดแย้งในด้านน้ำหนัก สี แสงเงา ส่วนรวมของภาพมีความเข้มคล้ำ ต่างกับส่วนใบ
                     หน้าที่ใช้น้ำหนักสี สงเงาอ่อนกว่า แต่มีผลดีคือช่วยส่งเสริมบริเวณส่วนใบหน้าให้มีความเจิด
                     จ้า  เด่นชัด และงดงามยิ่งขึ้น

4. ขั้นตีความ
        
เป็นงานจิตรกรรมภาพเหมือน (Portrait) ที่มีชื่อเสียงมาก เป็นภาพของหญิงสาวในท่านั่ง แต่งกายตามสมัยนิยมในแฟชั่นแบบฟลอเรนไทน์ในอิตาลี เบื้องหลังเป็นภาพทิวทัศน์ภูเขาที่ดูนุ่มเบา แสดงออกทางอารมณ์ความรู้สึกบนใบหน้า โดยเฉพาะแววตาและรอยยิ้มที่เป็นปริศนา ไม่สามารถจะบอกได้ว่าเธอกำลังยิ้ม หัวเราะ ร้องไห้ หรือเธอต้องการบอกอะไรบางอย่างกันแน่ ผู้ที่ได้ชมภาพนี้จะเกิดจินตนาการในการสร้างความรู้สึกหรืออารมณ์เข้าไปในภาพด้วย

5. ขั้นประเมินผล
 
         
          หลักทัศนธาตุและหลักการจัดองค์ประกอบศิลป์
          ศิลปินนำหลักทัศนธาตุและการจัดองค์ประกอบศิลป์มาใช้ให้เกิดความสัมพันธ์กันทั้งในส่วนประธานและส่วนรองของภาพ ทำให้ผลงานมีเอกภาพ ดุลยภาพ จุดเด่น ความกลมกลืนและความขัดแย้งได้งดงามตามกรรมวิธีการจัดองค์ประกอบศิลป์แบบศิลปะสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance)

          ทักษะฝีมือและการถ่ายทอดความงาม
           
จิตรกรมีทักษะและความสามารถในการเขียนภ่าพเหมือนจริง และพัฒนากรรมวิธีการแก้ปัญหาระยะตื้นลึกของภาพโดยใช้เทคนิคภาพสีหม่น  (Sfumato) ทำให้ฉากหลังดูนุ่มเบา และใช้โทนสีหนักกับตัวนางแบบ นอกจากนี้จิตรกรยังนำหลัก ทัศนมิติเชิงอากาศ (Aerial Perspective) มาใช้ในการแก้ปัญหาระยะตื้นลึก คือการทำให้ภาพดูเหมือนกับมองผ่านปริมาณอากาศ สีของสิ่งที่อยู่ในระยะไกลดูจางลงเป็นลำดับ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับปริมาณความชื้นในอากาศ สีและเส้นรอบนอกของสิ่งที่อยู่ระยะไกลในภาพทิวทัศน์จะมีความชัดเจนน้อยกว่าสิ่งที่อยู่ในระยะใกล้ ทำให้ภาพดูมีระยะตื้นลึก ซึ่งปรากฏในส่วนฉากหลังของโมนาลิซา จัดเป็นภาพที่แสดงระยะตื้นลึกและบรรยากาศยามหมอกลงจัดได้อย่างน่าชม

edit @ 5 May 2011 00:57:12 by cheeranan

   ยินดีต้อนรับสู่ห้องแสดงงานศิลปะและแหล่งการเรียนรู้       

@ ชมผลงานการสร้างสรรค์ของนักเรียนโรงเรียนสตรีสมุทรปราการ
http://seegang.exteen.com        
           
@  มูลนิธิหอศิลปะแห่งรัชกาลที่ 9                                            
http://www.rama9art.org
            

@  เป็นศูนย์รวมผลงานศิลปะ                                                 
http://www.bangkokgallery.com

@  แหล่งรวมข้อมูลเกร็ดความรู้และเทคนิคเกี่ยวกับการเขียน
ภาพ 
http://www.artofcolor.com      

@  แหล่งสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ทางศิลปะในประเทศไทย      
http://www.era.su.ac.th        

@ นิตยสาร idesign ในรูปแบบของ e-book การออกแบบและการสร้างสรรค์
http://ebook.trueworld.net 

@ นิตยสาร thaiegazine นิตยสารของการรออกแบบโฆษณา
http://www.thaiegazine.com

     
@   เว็ปไซต์ศิลปะออนไลน์                                                      
http://www.artbangkok.com

@  การออกแบบด้วยคอมพิวเตอร์
                                 
http://www.thaicad.com           

               นิทรรศการ "ศิลปะหลังกำแพง" Art for All
                                  22 - 30 พฤศจิกายน  2550
                              ณ ชั้น 2 ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน

ผลงานนักเรียน(นักโทษ)
                                 

                       
              สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จเป็นองค์ประธานเปิดงาน


         บรรยากาศภายในห้องเรียนศิลปะ ภายในเรือนจำกลาง บางขวาง จ.นนทบุรี

   
                            อ.จีรนันทน์ เป็นวิทยากรสอนวาดเส้น

 
นักเรียนสร้างสรรค์งานศิลปะอย่างมีความสุขท่ามกลางบรรยากาศที่ร่มรื่น ริมสระน้ำข้างห้องเรียน

  


  
ผลงานสื่อผสมของนักเรียน





edit @ 27 Dec 2008 01:05:42 by cheeranan

edit @ 23 Jul 2012 19:47:29 by cheeranan

ติวสถาปัตย์ ( Architecture )

posted on 24 Jun 2007 01:18 by cheeranan  in ART

 

การเตรียมความพร้อมสำหรับการสอบเอ็นทรานซ์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

1. เรื่อง องค์ประกอบในการออกแบบ
2. เรื่อง การจัดองค์ประกอบและหลักการออกแบบ
3. เรื่อง ประวัติศาสตร์ศิลป์
4. เรื่อง สถาปัตยกรรมไทย
5. เรื่อง การวาดภาพทิวทัศน์
6. เรื่อง โครงสร้างของอาคาร
7. เรื่อง ทัศนียภาพ
8. เรื่อง Sketch Design
9. เรื่อง Obique & Isometric
10.เรื่อง สัญลักษณ์และเครื่องหมาย
11.เรื่อง การนำเสนอแนวคิดของการออกแบบ

นักเรียนพร้อมรึยังคะ.....งั้นเราไปตะลุยเนื้อหาด้วยกันนะบัดเดี๋ยวนี้.....ชะแว๊บ!

องค์ประกอบของการออกแบบ
( ELEMENT of DESIGN )

เป็นเรื่องที่เป็นพื้นฐานสำหรับนักเรียนและนักออกแบบทุกคน ควรทำความเข้าใจ เพื่อที่จะได้นำไปใช้ในการออกแบบได้อย่างถูกวิธีค่ะ องค์ประกอบของการออกแบบประกอบด้วย

1.จุด ( DOT,POINT ) เป็นองค์ประกอบพื้นฐานของรูปทรง ไม่มีความกว้าง
ความยาว ความสูง
- ใช้บอกตำแหน่ง ( POSITION )
- มีลักษณะมั่นคง ไม่หวั่นไหว ( STATIC )
- ไร้ทิศทาง ( DIRECTIONLESS )
2. เส้น ( LINE ) เกิดจากการนำจุดมาเรียงต่อกันเป็นแนวยาว มีลักษณะเป็น 2 มิติ
ซึ่งจะทำให้เกิดลักษณะพิเศษ คือ
- ทิศทาง( DIRECTION )
- เคลื่อนไหวในลักษณะต่างๆ ( MOVEMENT )
- มีตำแหน่งที่แน่นอน ( POSITION )
- เปลี่ยนแปลงได้ ( GROWTH )
เส้นต่างกัน จะให้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน เช่น
- เส้นตั้ง ( VERTICAL LINE )
ให้ความรู้สึก สง่างาม แข็งแรง
- เส้นนอน ( HORIZONTAL LINE )
ให้ความรู้สึก สงบ ราบเรียบ แน่นอน มั่นคง ปลอดภัย
พักผ่อน ปลอดภัย
- เส้นโค้ง ( CURVE )
ให้ความรู้สึก นุ่มนวล อ่อนไหวและเชื่องช้า
- เส้นเฉียงทแยง ( OBLIQUE )
ให้ความรู้สึก ตื่นเต้น สนุกสนาน ไม่มั่นคง ไม่
ปลอดภัย
อารมณ์และความรู้สึกของเส้น

การใช้เส้นแบบต่างๆ
1. แบบขัดแย้ง
2. แบบต่อเนื่อง
3. แสดงทิศทางในภาพ

3. รูปร่าง - รูปทรง ( SHAPE & FORM )
รูปร่าง เกิดจากการเอาเส้นมาประกอบกันในลักษณะ 2 มิติ โดยแบ่งเป็น....
1. รูปร่างเรขาคณิต ( GEOMETRIC SHAPE ) มีกฏเกณฑ์ตายตัว สามารถ
คำนวณหาพื้นที่ได้ เช่น สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม แปดเหลี่ยม วงกลม ฯลฯ
2. รูปร่างอิสระ ( FREEFORM ) มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ไม่มีกฏเกณฑ์
ตายตัว เช่น รูปร่างของสิ่งต่างๆ
รูปทรง เกิดจากการเอาเส้นมาประกอบกันในลักษณะ 3 มิติ ได้แก่
1. รูปทรงสม่ำเสมอ ( REGULAR FORM ) คือด้านแต่ละด้านจะคล้ายกัน
2. รูปทรงอิสระ ( IRREGULAR FORM ) แบ่งเป็น
- รูปทรงแข็ง ( STATIC FORM )
- รูปทรงอ่อน ( DYNAMIC FORM )

4. ระนาบ ( PLANE ) คือเส้นที่ขยายตัวออกไปในทิศทางเดียวกัน จนเกิดเป็นพื้นที่ขึ้น ซึ่ง
จะมีขอบเขตที่แน่นอน ระนาบมีหลายแบบ ได้แก่
- ระนาบพื้น
- ระนาบยกพื้น
- ระนาบลดพื้น
- ระนาบเหนือหัว
- ระนาบผนัง

5. ขนาด - สัดส่วน ( SIZE & PROPORTION )
- ขนาด เป็นการเปรียบเทียบวัตถุโดยใช้หน่วยวัดระยะเป็นเกณฑ์ ซึ่งอาจจะบอกถึงความใหญ่ - เล็กของวัตถุนั้นๆ
- สัดส่วน (PROPOTION)เป็นการเปรียบเทียบขนาดภายในตัวของวัตถุ ขนาดและสัดส่วนเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ภาพดูน่าสนใจ

ในงานออกแบบ สามารถเอาขนาดและสัดส่วนมาใช้ได้ดังนี้

กลมกลืน ขัดแย้งเคลื่อนไหว
HARMONY CONTRAST DYNAMIC

6.วัสดุและพื้นผิว ( MATERIALS AND TEXTURE )
วัสดุ ( MATERIALS ) คือ วัตถุดิบที่จะนำมาใช้ในการออกแบบ ซึ่งการนำมาใช้
ต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับลักษณะงานนั้นๆ ด้วย

พื้นผิว ( TEXTURE ) คือ ลักษณะผิววัสดุ เป็นลักษณะเฉพาะ รับรู้ได้โดยการสัมผัสและการมอง ลักษณะผิวที่ต่างกันจะให้ความหมายและความรู้สึกที่ต่างกันด้วย
- ผิวเรียบมัน ให้ความรู้สึก หรูหรา ละมุนละไม ไม่มั่นคง
- ผิวขรุขระสม่ำเสมอให้ความรู้สึก มั่นคง ปลอดภัย แข็งแรง
- ผิวแบบพรมขนสัตว์ให้ความรู้สึก นุ่ม เบา

7. น้ำหนัก ( TONE )
น้ำหนัก หมายถึง ความเข้ม - จาง,อ่อน - แก่ ที่เกิดขึ้นในภาพ และภาพที่ดูดีควรมีน้ำหนักอ่อนสุด-------เข้มสุด เพื่อให้ภาพเกิดความมืด - สว่าง ดูมีแสงเงา และเกิดมิติในภาพ

การจัดองค์ประกอบ ( COMPOSITION )
1. จุดสนใจในภาพ โดยใช้หลักการเน้น ( Emphasis ) ตำแหน่งที่ใช้วางจุดเด่นในภาพมี 4
จุด คือ

2.ดุลยภาพ คือความสมดุล ที่ไม่ทำให้ภาพหนักไปด้านใดด้านหนึ่ง

3. เอกภาพ( Unity ) ไม่จำเป็นต้องเป็นกลุ่มเป็นก้อนเสมอไป ให้มองแล้วเป็นอันหนึ่งอัน
เดียวกัน

หลักการออกแบบ ( PRINCIPLE OF DESIGN )
หลักการออกแบบมีอยู่ด้วยกัน 8 อย่าง คือ
1. ความสมดุล ( BALANCE ) แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่
- สมดุลแบบสองข้างเหมือนกัน ( SYMMETRICAL BALANCE ) คือ การเท่ากันขององค์ประกอบทางซ้ายและขวา สมดุลแบบนี้สามารถสร้างความรู้สึก มั่นคง หนักแน่น เอาจริงเอาจัง เป็นทางการ สงบ เช่น โรงเรียน โบสถ์
- สมดุลแบบสองข้างไม่เหมือนกัน ( ASYMMETRYCAL BALANCE ) คือ การที่ภาพมีองค์ประกอบทางซ้ายและขวาไม่เหมือนกัน แต่ดูภาพรวมแล้วเกิดความสมดุลได้ ความสมดุลแบบนี้ทำให้เกิดความน่าสนใจ
2. เอกภาพ ( UNITY ) คือ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อาจเป็นสิ่งที่เหมือนกันหรือไม่เหมือนกันก็ได้ นำมาจัดรวมกัน เกิดความกลมกลืนและสอดคล้องกัน สามารถทำให้เกิดความน่าสนใจได้ เอกภาพแบ่งออกเป็น 2 แบบ ได้แก่
- Static Unity คือ เอกภาพแบบหยุดนิ่ง ไม่เคลื่อนไหว ให้ความรู้สึกมั่นคง เข้มแข็ง

- Dynamic Unity คือ เอกภาพแบบเคลื่อนไหว มักเกิดจากการจัดองค์ประกอบด้วยรูปทรงอิสระ (Free Form ) สร้างความรู้สึกเคลื่อนไหว

วิธีการสร้างเอกภาพ
1. ใช้ เส้น รูปร่าง รูปทรงที่เหมือนกัน คล้ายกัน มาจัดรวมกัน

2. ใช้ เส้น รูปร่าง รูปทรงที่ต่างกัน หรือมีหลายๆ ชนิดมาจัดรวมกัน การสร้างเอกภาพแบบนี้สามารถสร้างความน่าสนใจได้มากกว่าแบบแรก

3. ความกลมกลืน ( HARMONY ) หมายถึง การจัดองค์ประกอบของสิ่งที่คล้ายกัน ใกล้เคียงกัน ทำให้เกิดความรู้สึก นุ่มนวล กลมกลืน มีความสัมพันธ์ต่อกัน สามารถนำไปสู่ความเป็นเอกภาพได้ มีหลักการจัดอยู่ 3 ลักษณะ ได้แก่
1. HARMONY OF FUNCTION ความกลมกลืนด้านประโยชน์ใช้สอย หมายถึง การนำสิ่งที่มีประโยชน์ใช้สอยคล้ายๆ กันมาไว้ด้วยกัน

2. HARMONY OF SYMBOL ความกลมกลืนกันด้านความหมาย หรือสัญลักษณ์ การนำสิ่งที่สื่อความหมายคล้ายๆ กัน อย่างเดียวกันมาไว้ด้วยกัน

3. HARMONY OF ELEMENT ความกลมกลืนกันทางองค์ประกอบ แบ่งเป็น
- ความกลมกลืนของเส้นและทิศทาง
- ความกลมกลืนของขนาดและสัดส่วน
- ความกลมกลืนของสี
- ความกลมกลืนของพื้นผิว

4. ความขัดแย้ง ( CONTRAST ) หมายถึง การออกแบบให้น่าสนใจ โดยการนำความแตกต่างขององค์ประกอบมาใช้ แต่หากขัดแย้งมากเกินไป อาจทำให้ผลงานขาด "เอกภาพ" ได้ ความขัดแย้งแบ่งออกได้ดังนี้
- ขัดแย้งโดยรูปทรง
- ขัดแย้งโดยขนาดและสัดส่วน
- ขัดแย้งโดยสีและพื้นผิว
- ขัดแย้งโดยเส้นและทิศทาง
วิธีการทำให้เกิดจุดเด่น
1. เน้นโดยการขัดแย้ง ( Contrast ) ของรูปทรง รูปร่าง สัดส่วน พื้นผิว และ
องค์ประกอบอื่นๆ
2. เน้นโดยการจัดกลุ่มที่ต้องการเน้น
3. เน้นโดยการใช้สี
4. เน้นโดยมีเส้นนำสายตา

5. สัดส่วน ( PROPORTION ) คือ ตัวบอกความสวยงามทางสถาปัตยกรรม โดยเป็นความสัมพันธ์ของแต่ละส่วนขององค์ประกอบ แบ่งออกได้ดังนี้
1. สัดส่วนในตัวเอง
2. สัดส่วนที่สัมพันธ์ซึ่งกันและกัน



 


edit @ 2007/07/17 16:03:26
edit @ 2007/07/20 16:17:51

edit @ 20 Jun 2009 21:53:46 by cheeranan

ศิลปะไทย (The art of Thai Painting)

posted on 17 May 2007 15:46 by cheeranan  in ART

The art of Thai Painting
 

       ในชีวิตประจำวันของคนเรา ตั้งแต่ตื่นนอนลืมตาขึ้นมา ก็พบเห็นสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัว นับตั้งแต่ตัวของเราเอง พ่อแม่พี่น้อง สิ่งของต่างๆ เช่น ตู้ เตียง โต๊ะ เครื่องมือเครื่องใช้ เมื่อมองออกไปข้างนอกหน้าต่างจะแลเห็นท้องฟ้า พระอาทิตย์ ต้นไม้ ดอกไม้ และสิ่งมีชีวิตอีกมากมายตามลักษณะของสภาพแวดล้อม ซึ่งมีทั้งสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ เช่น ต้นไม้ สัตว์ และสภาพแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้นมา เช่น ตึกรามบ้านช่อง ถนน สะพาน และสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ รวมทั้งสิ่งของอำนวยความสะดวกแก่มนุษย์อีกมากมายหลายชนิด
        เมื่อเรามองเห็นสิ่งใด เรามักต้องการที่จะถ่ายทอดภาพที่เห็นรวมทั้งความรู้สึกนึกคิดที่อยู่ในใจให้ผู้อื่นรับรู้ การถ่ายทอดทำได้หลายทาง เช่น การบอกเล่า การเขียน และการวาด เป็นเครื่องมือในการสื่อความหมาย
         รูปภาพที่เขียนขึ้น เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดต่างๆ นี้ มีหลายลักษณะ บางภาพเหมือนจริง บางภาพไม่เหมือนจริง

Thai Painting
In each day of our lives, countless images are memorized into our sophisticated brain,from those of the dinning tableto the clear blue sky, the sun, flowers, animals, houses, roads, etc. It is our very nature to share the experiences and the images we have seen with others. There are many ways this communication can be done e.g. by verbal, in writting, or by reportducing the images in a painting.
Paintings are not necessary portraits of images but rather the ways the painters see them. And that is why it is regarded as one kind of arts.
What make paintings are lines and colors of different weights. Color not only adds dimensions to a painting but also emotion and feeling. Paint used was normally made from something available in around the house such as soil, rocks, plants, and even animals. Thai painters in the past mostly used powder paint with glue to paint temple walls. The painters would first dehydrate the raw material and grind it to fine particle. Mixed with glue made out of animal skin and water they were ready to paint.
All of the ancient Thai mural paintings were done on dry plastered walls different to the western style, so called "Fresco", which was to be performed while it was still wet. Ancient Thai paintings were mostly related to Buddhism and hence they generally could be found on tempele walls. Unfortunately as Thailand climate is very humid, the walls, made from bricks, absorbed the humidity and corroded and inevitably the paintings were damaged. Moreover, high humidity is also a perfect condition for fungi which ate into the materials made up the color and hence also ruined the paintings. For these reasons Thai ancient painting can rarely be found in good conditions and the renovation is very difficult task.
Thai paintings also painted on textiles and papers using the powder paint. The forst oil painting in Thailand was produced during the reign od King Rama VI. Since then it has become more and more popular as it is more durable than the powder paint. Nowadays,paints are industrially produced from chemicals and various kinds of material and hence the art of painting has again evolved.

Art and Society
Since the beginning of mankind our society has been contiously changed, at times for the better and at the other for the worse. We learn about our histories and our ancestors from what they have left, painting is one of the artifacts. From them, we can learn about environment, the behaviors and the way of thinking of our ancestors in the period and hence the paintings are probably the best records of our histories.
Studying the paintings, it has become obvious that changes in style of painting do correlate with evolutions of human societies and environment. In the civilizations where there have been continuous developments, paintings do as well vary, while on the other hand in am isolated group there is almost no change in itsart. With that said, the contemporary art of Thai painting does in certain way reflect the essence of our society.
 

Art and Religions
Buddhism is one of the most important basic of Thai society. Most of the cultures, traditions and arts including paintings are rooted in Buddhism philosophy. The beliefs are passed on through generations by monks, teacheres as well families.
In Thai society, where people are very dependent and highly socialized. temple have been traditionally the center of all the activities. Primary education is also one of the things offered to Thai youths and hence painting, which is another medium of conveying the knowledge, can be normally found in temples.
Paintings on the wall of the consecreated halls are normally depicting interesting stories the painters wanted th impatr to the rest of the society. They are also evident of great teamwork starting from the architect who built the hall, to the sculpture Buddha image is outright the most important piece in the hall and thus sculpture the image and its foundation is the most significant duty. The profile and size of the hall subsequently have to be properly deigned to match the image. Lastly, content, size, pattern and color composition of the painting then have to be carefully planned to complement and promote the beauty of the principle Buddha image. That is why the paintings normally look very peaceful.
Mural painting is time-consuming task, some took decades to complete. The master painter who manages the whole project will supervise his team of painters and at the same time teach them his techniques so that they can assist him in finishing the masterpiece. Each painting is then practically a school of art. The protgs start out helping their mentor on miscellaneous matters such as grinding paints, prime coating, etc.till they possed adequate skill and more importantly the respect. Only then will they be allowed to handle the brushes. The lesson continues until they are proficient before getting a chance to participate in actual painting. The art of Thai painting has always been passed on through generations via this process. It is then to no surprise that Thai painters have the utmost respect for their teachers as they did not only learn from them the skills but also the values and virtues.
There is generally no record of names and histories of most of early Thai painters as there is no name or signature left on the paintings. The reason is that most the paintings were religious and hence painters would do their endeavors for free as their good deeds. This also shows their values in the beauty and the meaning of the painting above their own recognitions.From what was gathered, most of the early Thai painters lived in temples. Some were actually monks who interested in the art and learned from the expert till they were skillful.
In addition to mural painting, Thai painters also powder-painted on papers. Most of the paintings were illustrations of either traditional novels or occupational textbooks such as house-building, medication, massage and traditional medicine. These were found both in primitive form, used only simple lines and colors, and sophisticated art masterpiece.
The traditional Thai painting in temples were mostly 2 dimensional. Style and charactor of colors varied from periods, for example paintings from Ayuthayaperiod were generally more colorful as paints were imported from China, japan and Europe. They were besides frequently gilded for additional glow and beauty.
Emotions of a painting can be conveyed through its colors as well as composition and gestures of the images in the painting. Position, arrangement and gesture of humans, creature and angles all attract theviewers to the contents. Traditional Thai painters put their best efforts into these details to make sure that the passiona were properly and creatively presented.
Influences of Eastern and Western culture on each other.
Art and culture evolve constantly, transfer from one civilization to another. When the western culture arrived the eastern lands, the eastern culture once again changed and inevitably the style of painting was influenced, both philosophically and methodologically. Paintings obviously changedfrom being mostly idealistic, in which figures were realistic with 3 dimensioning, lighting and shading. Human figures were painted more physically accurate and scenery more perceptively correct.
On the other hand,the exhibitions of African Tribal arts in Europe in 20ththe century initiatedchanges in western arts, especially inFrances. Artists adopted the concept of materials, effects of illumination and color on objects and relationship of patterns and created their own styles. Among those were the well-known names like Frances' Paul Cezanne(1839 - 1906) and George Braque (1882 - 1963) and Spain' Pablo Picasso(1881 -1972)
Theseexchanges of influences between cultures have been happening and will continue to take place. Consequently, the art of painting will continue to evolve.
Influences of Western cultures on traditional Thai painting
Westerntechniques were first used in traditional Thai painting in the reign of King Rama IV by paint master In Khong, also know as Krua In Khong. He, in his monkhood residing at Raja Burana temple, adopted into his traditional Thai painting rules of prespective which added dimensions to his paintings and uses of illumination and color for atmostpheric impact. He also appliedwestern compositions and architechtures in his works. Some of his works even depicted western climate.
        Thai traditional painting on paper or canvas was traceable back to the period of King Rama V, reference to watercolor painting by His Highness Prince Narisara Nuwattiwong. The first Thai oil painting on canvas, a portrait of King RamaII, was done by Phra Soraluk Likhit. Phraya Anusart Jitrakorn was another famous traditional Thai painter to be studied about.

 






 

edit @ 31 Jul 2011 20:46:39 by cheeranan

วิวัฒนาการของศิลปะสากล

posted on 21 Nov 2005 00:20 by cheeranan  in History

 

                       วิวัฒนาการของศิลปะสากล                      

ในที่นี้จะขอกล่าวถึงวิวัฒนาการของศิลปะสากลตั้งแต่สมัยกลาง (Middle Age)
ถึง สมัยใหม่( Modern Art ) ทั้งด้านจิตรกรรม ประติมากรรมและสถาปัตยกรรม
พอสังเขป เพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้ที่สนใจ
และสำหรับนักเรียนที่จะศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้
รายวิชา ศิลปะ 5 รหัสวิชา ศ43101  (พื้นฐาน) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
ภาคเรียนที่ 1โรงเรียนสตรีสมุทรปราการ

ท้าวความไปยัง.......สถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่ของกรีก-โรมัน
1.หัวเสาแบบกรีก มี 3 แบบ ได้แก่

      

       ดอริก ( Doric )        ไอออนิก ( Ionic )         คอรินเทียน ( Corinthian )

 

2.
วิหารพาร์เธนอน ( Parthenon ) ในกรุงเอเธนส์ สร้างขึ้นตามแบบสถาปัตยกรรมดอริก

  
 3.วิหารแพนธีออน ( Pantheon ) เก่า ของชาวโรมัน
เป็นวิหารที่มีการใช้หลังคาโค้งทำให้อาคารมีขนาดกว้าง
มากกว่าในสมัยกรีก

      
          วิหารแพนธีออน ( Pantheon ) ของโรม อิตาลี


        Ancient Roman Architecture : Arch of Constantine (โรมัน)
         ซุ้มโค้งแบบโรมัน ช่วยแก้ปัญหาการรับน้ำหนักของอาคารขนาดใหญ่

 ศิลปะสมัยกลาง ( Middle Age )

1.) ศิลปะไบเซนไทน์ ( Bizentine )
การสร้างสรรค์เพื่อพระผู้ไถ่บาปให้แก่มวลมนุษย์  
( ค.ศ.330 - 1453 หรือ พ.ศ.873 - 1996 )

1. โบสถ์เซนต์โซเฟีย St.Sophia   ค.ศ.532-537
เป็นสถาปัตยกรรมแห่งการผสมผสาน
นับเป็นแหล่งรวมลักษณะความโดดเด่น
ของกรีก โรมันและลักษณะตะวันออก
แบบอาหรับ หรือเปอร์เซีย
ไว้ในผลงานชิ้นเดียวกันได้อย่างกลมกลืน

 

       


2. ภาพขบวนแถวของนักบวช ประมาณปี ค.ศ.560
เป็นภาพ โมเซอิค ( Mosaic )
คือใช้กระเบื้องเคลือบชิ้นเล็กๆ มาประกอบกัน
  

                                      

3. ภาพพระแม่แห่งวลาดิเมียร์ Vladimir   ประมาณปี ค.ศ.1125
เป็นงานจิตรกรรมที่เขียนสีลงบนแผ่นไม้ไว้สำหรับเคารพบูชาในบ้าน
เรียกว่า ไอคอน
(Icon)

                                 
2.) ศิลปะโกธิค ( Gothic )
คริสต์ศตวรรษที่ 12-15 ในประเทศฝรั่งเศสเป็นหลัก
ลักษณะเด่นของสถาปัตยกรรม
สมัยโกธิค คือ มีลักษณะสูงชลูด และส่วนที่สูงที่สุดของโบสถ์
จะเป็นที่ตั้งของกางเขนอันศักดิ์สิทธิ์
เพื่อจะเป็นที่ติดต่อกับพระเจ้าบนสรวงสวรรค์ ได้แก่
1.วิหารโนเตรอ-ดาม ( Notre-Dame) กรุงปารีส ฝรั่งเศส
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
โปรดให้ถ่ายแบบแล้วนำมาสร้างไว้ที่
วัดนิเวศธรรมประวัติ บางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
   

The west front at sunset. วิหารนอเตรอ-ดาม

(ภาพจาก www.scared-destinations.com )

                                  

                  ด้านหน้าของวิหารนอเตรอ-ดาม 



The North Rose Window. ภาพประดับกระจกสี (Stain Glass)  
(ภาพจาก www.hiru.com )
      
วัดนิเวศธรรมประวัติ ราชวรวิหาร ตำบลบ้านเลน อำเภอบางปะอิน พระนครศรีอยุธยา 
2.ถนนไปสู่รูปเคารพ โดย ไซมอน มาตินี ค.ศ.1340 พ.ศ.1883
เป็นงานจิตรกรรมที่ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับคริสต์ศาสนา
ในรูปแบบของภาพวาดแบบเหมือนจริง   

3. ภาพคนดีแห่งซามาเลีย เป็นภาพกระจกสีที่ตกแต่งวิหารโนเตรอ-ดาม
(Notre-Dam)เล่าเรื่องราวความเป็นมาของอาดัมกับอีฟในคัมภีร์เก่า
ภาพกระจกสีนับเป็นส่วนหนึ่งของอาคารทางสถาปัตยกรรมของศาสนาคริสต์ 
หากแสงส่องในเวลากลางวันผู้ที่อยู่ภายในอาคารก็จะสัมผัสกับสีสันอันสดใส
ส่งเสริมบรรยากาศให้แลดูศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้นเฉกเช่นในเวลากลางคืนที่แสงสว่าง
จากภายในก็จะสะท้อนแสงสีอันงดงามมลังเมลืองแก่ผู้พบเห็นที่อยู่ภายนอก              
  
4. รูปเซนต์แฟร์แมง St.Fermin ( ค.ศ. 1225 ) 
เป็นประติมากรรมตกแต่งวิหารอาเมียงส์ 
สะท้อนเรื่องราวทางศาสนา และลักษณะโครงสร้างที่สูงชะลูด
                                                

3.) ยุคฟื้นฟูศิลปะและวิทยาการ ( Renaissance )

คริสต์ศตวรรษที่ 14
ยุโรปมีความตื่นตัวทางด้านการพาณิชย์และแสวงหาดินแดนในโลกใหม่

อันนำมาซึ่งลัทธิการล่าอาณานิคม ส่วนในทางศิลปะนั้น
ศิลปินมีความกล้าที่จะแหวกวงล้อมของอิทธิพลศิลปะโกธิค

ไปสู่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ส่วนในทางวิทยาศาสตร์และการประดิษฐ์
มีการค้นพบระบบสุริยจักรวาลของโคเปอร์นิคัส

การค้นพบกระบวน การพิมพ์หนังสือของ กูเตนเบอร์กและฟุสท์ 

อิตาลี ถือว่าเป็นศูนย์กลางของความเจริญก้าวหน้าที่สำคัญ
โดยเฉพาะในเรื่องของศิลปกรรม

ศิลปะในสมัยฟื้นฟูศิลปะและวิทยาการ
เป็นยุคสมัยที่มีคุณค่ายิ่งต่อวิวัฒนาการทางจิตรกรรมของโลก

 คือ ความมีอิสระในการสร้างสรรค์ศิลปะของมนุษย์
ความมีลักษณะเฉพาะตัวของศิลปิน
กล้าที่จะคิดและแสดงออกตามแนวความคิดที่ตนเองชอบ
และต้องการแสวงหา
 

นับเป็นบันไดก้าวแรกที่จะนำทาง
ไปสู่การสร้างสรรค์งานจิตรกรรมสมัยใหม่ในเวลาต่อมา
งานจิตรกรรมมีความตื่นตัวและเจริญก้าวหน้า

ทางเทคนิควิธีการเป็นอย่างมาก
ได้มีการคิดค้นการเขียนภาพลายเส้นทัศนียภาพ
( Linear Perspective )
ซึ่งนำไปสู่การเขียนภาพทิวทัศน์ที่งดงาม

นอกจากนี้ศิลปินได้พยายามศึกษากายวิภาค
ด้วยการผ่าตัดศพ พร้อมฝึกวาดเส้น
 

สรีระและร่างกายมนุษย์อย่างละเอียด

แสดงกระดูกและกล้ามเนื้อที่ถูกต้อง     

ความเจริญก้าวหน้าในงานจิตรกรรมสีน้ำมัน
ประสบความสำเร็จอย่างสูงในยุคนี้ด้วย

1. โบสถ์เซนต์ปีเตอร์ (St.Peter) ค.ศ.1506-1546

บรามานเต  เป็นสถาปนิกผู้ออกแบบและคุมการก่อสร้าง
แต่บรามานเตถึงแก่กรรมก่อนงานจะเสร็จ
จึงเป็นภาระหน้าที่ของสถาปนิกอีกหลายคน
จนกระทั่ง ค.ศ.1546 
 
มิเคลันเจโล Michelangelo  Buonarrotii
ได้รับการติดต่อจากสันตะปาปาจอห์นปอลที่ 3
ให้เป็นสถาปนิกรับผิดชอบออกแบบก่อสร้างต่อไป 
โดยเฉพาะอาคารที่อยู่ตรงกลาง
 
มิเคลันเจโลได้แรงบันดาลใจมาจากวิหารแพนธีออน
ของจักรวรรดิโรมัน



 พระที่นั่งอนันตสมาคม

2. ภาพกำเนิดอาดัม (ค.ศ.1508-1512 )
มิเคลันเจโล  บูโอแนร์โรตี 
Michelangelo  Buonarrotii

เป็นงานจิตรกรรมฝาผนังที่เขียนไว้ตกแต่งเพดานโบสถ์ซิสทีน 
ด้วยวิธีการวาดภาพปูนเปียก 
 
Fresco คือเขียนภาพในขณะที่ปูนยังไม่แห้ง 
 
เพื่อสีจะได้ซึมเข้าไปในเนื้อปูน อันมีผลต่อความคงทน  

 3. ภาพโมนา ลิซา Mona Lisa (ค.ศ.1503-1505)
เลโอนาร์โด ดา วินชี Leonardo Da Vinci

เป็นภาพเขียนสีน้ำมันบนผ้า ขนาด 30.5 X 21 นิ้ว 
แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการถ่ายทอดแบบเลียนแบบธรรมชาติ  
การพิถีพิถันเรื่องการจัดวางมือที่งดงาม 
แววตาและรอยยิ้มอย่างมีเลศนัย 
การนำธรรมชาติมาเป็นฉากหลังและสร้างมิติใกล้ไกลแบบวิทยาศาสตร์
การเห็น (ทัศนียภาพหรือPerspective) 
เลโอนาร์โด ดา วินชี เป็นผู้ริเริ่มการเขียนภาพแบบ
แสดงค่าตัดกันระหว่างความมืดกับความสว่าง 
ที่เรียกว่า คิอารอสกูโร( Chiaroscuro )          
 
ภาพอาหารมื้อสุดท้าย The Last Supper
เป็นงานจิตรกรรมที่มีชื่อเสียงอีกภาพหนึ่งของเลโอนาร์โด ดา วินชี
 4. ดาวิด David  ( ค.ศ.1501-1504 ) มิเคลันเจโล           
รูปสลักรูปดาวิด เป็นหินอ่อน 
 
มีความสูงถึง 13 ฟุต 5 นิ้ว เป็นการถ่ายทอดรูปแบบ 
ที่มีกรีกและโรมันเป็นแนวทาง
จึงทำให้รูปดาวิดมีลักษณะทางกายภาพสอดคล้องกับอุดมคติ
ของกรีกและโรมัน
 
ที่เน้นความสมบูรณ์ทางสรีระ 
การจัดท่วงท่าที่งดงาม ด้วยการใช้ขาข้างหนึ่งรับน้ำหนัก 
 
อีกข้างหนึ่งงอพัก แขนข้างหนึ่งห้อยขนาน 
อีกข้างหนึ่งยกขึ้นในอิริยาบถที่ไม่ซ้ำกับแขนอีกข้างรูปดาวิด 
 
ให้ความรู้สึกที่สง่างาม มีท่วงท่าที่เด็ดเดี่ยวกล้าหาญ 
 
   
 
                

ปิเอต้า (Pieta) เป็นผลงานประติมากรรมของมิเคลันเจโลที่สวยงามมากอีกชิ้นหนึ่ง

The School of Athens
 
4.) ศิลปะบาโรก ( Baroque ) ค.ศ.1580 - 1750
เป็นยุคที่มีการสร้างสรรค์งานศิลปะเพื่อการแสดงออกที่เรียกร้องความสนใจ
มากเกินไปมุ่งหวังความสะดุดตาราวกับจะกวักมือเรียกผู้คนให้มาสนใจศาสนา 
การประดับตกแต่งมีลักษณะฟุ้งเฟ้อเกินความพอดี 
      1. พระราชวังแวร์ซายล์ส Versailles (ค.ศ.1661 - 1691) 
ร้างขึ้นด้วยหินอ่อน ในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14  ของประเทศฝรั่งเศส 
ใช้เงินไปประมาณ 500 ล้านฟรังส์ จุคนได้ประมาณ 10,000 คน 
เพื่อประกาศให้นานาประเทศได้เห็นถึงอำนาจและบารมีของพระองค์






   2. ความปลาบปลื้มยินดีของเซนต์เทเรซา 
 
St.Theresa  (ค.ศ.1645 - 1652) ศิลปิน เบอร์นินี
 
เป็นงานประติมากรรมที่แสดงอาการความรู้สึกเคลื่อนไหวมีชีวิต
 
ประหนึ่งว่ามีลมหายใจ  ผลงานชิ้นนี้บ่งบอกถึงการทำงาน
อย่างมีการวางแผน
เพื่อให้ผลงานและพื้นที่ทั้งหมดอยู่ร่วมกันได้อย่างงดงามและกลมกลืน
      3. ภาพยามกลางคืน In the night ( ค.ศ.1664 ) 
โดย เรมบรานด์ท แวน ไรน์ Rembrandt van Rijn 
เป็นงานจิตรกรรมที่มีการใช้แสงเงากำหนดพื้นที่สว่างบนเงาเข้มได้อย่างยอดเยี่ยม
		    
5.) ศิลปะโรโคโค ( Rococo ) ค.ศ. 1700 - 1789
เป็นผลงานศิลปะที่สะท้อนความโอ่อ่า หรูหรา 
 
ประดับประดาตกแต่งที่วิจิตรละเอียดละออส่งเสริมความรื่นเริง ยินดี 
ความรัก กามารมณ์
1. ภาพกำเนิดวีนัส ( ค.ศ.1754 ) โดย บูเชร์   
เป็นศิลปินผู้มีฐานะและบทบาทสำคัญโดยเป็นผู้นำที่รับผิดชอบทางด้านจิตรกรรม
ของราชสำนักผลงานจิตรกรรมของเขาแสดงสีสันที่สวยงาม 
สอดคล้องกลมกลืนกับเรื่องราว 
เสนอเรื่องราวที่ให้ความรื่นเริง ชวนฝัน อิ่มสุข ซึ่งรสนิยมดังกล่าวมีปรากฏให้เห็น
อยู่ในพระราชวังแวร์ซายล์ส
 2. การตกแต่งภายในโบสถ์ที่บาวาเรีย  ( ค.ศ.1767 หรือ พ.ศ.2310 ) 
 
ศิลปะการตกแต่งพัฒนาไปสู่ความวิจิตรมากยิ่งขึ้น 
โดยได้รับการสนับสนุนจากราชสำนัก
 ตลอดจนชนชั้นสูงเป็นพิเศษ การตกแต่งห้องจะสะท้อนให้เห็นถึง ความละเอียดละออ 
ประณีต สีสันของบรรยากาศที่เปี่ยมสุขจนแทบไม่มีที่ว่างแห่งความเศร้าหมอง
เข้าสอดแซม
            
3. แบจิอัส  โดย ฟอลโคเนท์  Etienne Maurica Falconet 
( ค.ศ.1760-1780 )  
เป็นประติมากรรมหินอ่อน ที่ใช้ตกแต่งมีขนาดสูงเพียง 38 ซม.
ลักษณะบ่งบอกถึงการเป็นส่วนหนึ่งของกรีก-โรมัน
สมัยฟื้นฟูศิลปะและวิทยาการ จนถึงสมัยบาโรก 
ซึ่งนิยมแสดงออกในรูปแบบที่เลียนแบบจากธรรมชาติ 
นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความกลมกลืนกับคตินิยมของสมัยโรโคโค 
โดยเฉพาะทางด้านเรื่องราวและการจัดท่าทาง
ที่มุ่งหวังทำให้เกิดความรู้สึกชื่นชมในสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้กับมนุษย์
                                             
6.) ศิลปะคลาสสิกใหม่ ( Neoclassic )  ค.ศ. 1780 - 1840
เป็นลัทธิทางศิลปะที่เก่าแก่ที่สุด 
ได้ฟื้นฟูศิลปะคลาสสิกอันงดงามของกรีกและโรมันกลับมาสร้างใหม่
 
ปรัชญาที่ว่าศิลปะ คือ ดวงประทีปของเหตุผล  
โดยเน้นความประณีต ละเอียดอ่อน นุ่มนวล และเหมือนจริง
ด้วยสัดส่วนและแสงเงา   
เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของศิลปะสมัยกลางและศิลปะสมัยใหม่ 
เป็นประตูของประวัติศาสตร์บานสำคัญที่ทำหน้าที่แง้มไปสู่โลกแห่งเสรีภาพ
อันมีผลต่อการคิดค้นสร้างสรรค์ศิลปะอย่างกว้างขวางในเวลาต่อมา
      1. ภาพความตายของโซคราติส  โดย ดาวิด David   ค.ศ.1787 
 แสดงให้เห็นความสมจริงตามแบบตามองเห็น การกำหนดมิติ 
น้ำหนัก แสงเงา ยังอาศัยอิทธิพลดั้งเดิมของศิลปะสมัยกลาง
มีการนำลักษณะโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมสมัยกรีกและโรมัน
มาสร้างเป็นภาพพื้นหลังแสดงเรื่องราวในสมัยกรีกและโรมัน
ซึ่งจะแฝงไว้ด้วยความรักชาติ ความเสียสละ สำนึกรับผิดชอบต่อประชาชน
       	
2. ภาพคำสาบานของพวกฮอราติไอ โดย ดาวิด David  ค.ศ.1784
เป็นเรื่องราวความรักชาติของนักรบโรมัน 3 คนที่รับดาบจากบิดา เพื่อสู้รบกับศัตรู 
โดยยึดถือผลประโยชน์ของรัฐ เป็นหลัก ส่วนครอบครัว 
คนรักและความผูกพันระหว่างพี่น้องเป็นผลประโยชน์ด้านรอง
	  
                           ศิลปะสมัยใหม่ ( Modern Art )
1.) ศิลปะจินตนิยม ( Romanticism )
ประมาณ ค.ศ. 1800
1900
ก่อเกิดในอังกฤษและฝรั่งเศสช่วงระยะเวลาที่ใกล้เคียงกัน
มีทรรศนคติที่ต้องการความเป็นอิสระ
ในการแสดงออกที่ศิลปินต้องการมากกว่าการเดินตามกฏเกณฑ์
และแบบแผนทางศิลปะ
ดังที่ศิลปินลัทธิคลาสสิกใหม่ยังยึดถืออยู่
เป็นศิลปะ
ที่เน้นอารมณ์อยู่เหนือเหตุผล
มุ่งสร้างสรรค์งานที่ตื่นเต้น เร้าใจ ก่อให้เกิดอารมณ์สะเทือนใจแก่ผู้ชม
1. ภาพ 3 พฤษภาคม 1808
โดย โกยา Francisco Goya ( ค.ศ.1814 )
เป็นภาพแสดงเหตุการณ์ปฏิวัติในฝรั่งเศส
       
2. ภาพ เสรีภาพนำหน้าประชาชน 
 
โดย เดอลาครัวซ์ Eugene Delacroix ( ค.ศ.1830 )
 
เดอลาครัวซ์เป็นศิลปินชาวฝรั่งเศสที่พัฒนาตนเองมาจากการศึกษาศิลปะ
ในอดีตจนกลายเป็นผู้นำลัทธิจินตนิยม 
 
งานจิตรกรรมชิ้นนี้เป็นภาพที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์การปฏิวัติในฝรั่งเศส 
 
จะเห็นว่าภาพนี้สามารถส่งผลกระทบต่อความรู้สึกได้อย่างน่าตื่นเต้น
นับตั้งแต่การเลือกเรื่องราว 
 
การจัดภาพ การกำหนดแสงเงาที่ตัดกันเอกภาพของทิศทางของกลุ่มคนยืน
 
ขัดแย้งกับทิศทางของผู้บาดเจ็บล้มตาย 
การให้ความสำคัญในท่าทางอิริยาบถของทุกคน 
 
การถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกผ่านท่าทาง ใบหน้า และดวงตา
 
 
3. ภาพ การอับปางของแพเมดูซา โดย เจริโคท์ 
Theodore Gericault ( ค.ศ.1819)
 เรื่องราวที่เขียนเกิดจากการได้รับทราบเหตุการณ์
การประสบอุบัติเหตุเรือแตกของเรือลำหนึ่ง 
โดยมีผู้รอดชีวิตจำนวนหนึ่งต้องเผชิญกับภัยอย่างอ้างว้างบนแพอันจำกัด
กลางท้องทะเลแห่งคลื่นลมและความหิวมีวิธีการจัดภาพ
โดยการกำหนดแสงเงาแบบสว่างจัดมืดจัดตัดกันอย่างรุนแรงอิริยาบถของผู้คน
ได้รับการจัดท่าทางอย่างสมบทบาทการแสดงออกบนใบหน้าและท่าทาง
ทำให้เกิดความรู้สึกที่หลากหลายนับตั้งแต่ลีลาที่อ่อนล้าโรยแรง
จนถึงความตื่นเต้นเมื่อแลเห็นเกาะอยู่ลิบๆ
 4. ภาพ พายุหิมะ โดย เจ เอ็ม ดับบลิว เทอร์เนอร์ 
Joseph Mallord William Turner ( ค.ศ. 1841 - 1842 )
 
เทอร์เนอร์เป็นศิลปินชาวอังกฤษที่ทำงานด้านปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ
และทิวทัศน์
 ในภาพพายุหิมะเป็นการถ่ายทอดบรรยากาศของเรือกลไฟที่ใกล้จะอับปาง
ท่ามกลางคลื่นลมกลางทะเล  
                     
2.) ศิลปะสัจนิยม ( Realisticism ) กลางคริสต์ศตวรรษที่ 19
      ศิลปินในยุคนี้ได้แก่ กุสตาฟ คูร์เบท์,ฌอง ฟรังซัวส์ มิล์เลท์
1. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ ภาพร่อนข้าวโพด 
The Corn Sifters     วาดโดย กุสตาฟ  คูร์เบท์ 
Gustave Courbet ค.ศ.1855  
  
 2. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ ภาพคนเก็บข้าวตก  
The Gleaners    วาดโดย ฌอง ฟรังซัวส์  มิล์เลท์
 Jean-Francois Millet ค.ศ.1857
          
3.) ศิลปะลัทธิประทับใจ ( Impressionism ) ศิลปะแห่งความงดงาม
ของประกายแสงและสี
ศิลปะลัทธิประทับใจ  จะแสดงภาพทิวทัศน์บก ทะเล ริมฝั่ง 
เมืองและชีวิตประจำวันที่รื่นรมย์ เช่น 
การสังสรรค์ บัลเลต์ การแข่งม้า สโมสร นิยมเขียนภาพนอกห้องปฏิบัติงาน 
รูปแบบของศิลปะลัทธิประทับใจ 
พยายามแสดงคุณสมบัติของแสงสี อันเป็นผลมาจากความรู้ 
เกี่ยวกับแสงจากสเปกตรัมและสี
 ซึ่งเป็นผลผลิตจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ 
โดยพยายามบันทึกการสะท้อนแสงบนพื้นผิวของวัตถุ
รวมทั้งสภาพบรรยากาศในแต่ละช่วงเวลา 
ไม่สนใจต่อการแสดงรูปทรงให้โดดเด่นใช้สีสดใสตามสีของสเปกตรัม 
 
ระบายด้วยรอยแปรงหยาบๆทับซ้อนกันหลายครั้ง 
 ศิลปินนิยมใช้สีเหลืองในบริเวณแสง สีม่วงในบริเวณเงา 
ไม่นิยมใช้สีดำหรือสีน้ำตาล เพราะเป็นสีที่ไม่อยู่ในสเปกตรัม
ศิลปินในยุคนี้ได้แก่ มาเนท์,โคลด  โมเนท์, เรอนัวร์ ,เดอร์กาส์,
พีส์ซาร์โร,ซิสเลย์ รวมทั้งประติมากร โรแดง และ รอสโซ
 1. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ อาหารกลางวันบนสนามหญ้า 
Lunch on the Grass        
 าดโดย มาเนท์ Edouard Manet  ค.ศ.1863
เป็นภาพที่สร้างความแปลกและตื่นตระหนกให้แก่ชาวฝรั่งเศสเป็นอันมาก
เพราะเป็นภาพที่ผู้ชายแต่งกายเรียบร้อยและผู้หญิงเปลือยกาย
 
                 
  2. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ ความประทับใจเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น
 Impression Sunrise    
 วาดโดย โคลด  โมเนท์ Claude Monet  ค.ศ.1872
เป็นภาพที่เป็นที่มาของคำว่า " ประทับใจ " ซึ่งทำให้เกิดเป็นศิลปะลัทธิประทับใจขึ้น
                           
 3. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ สวนที่จิแวร์นี  Garden at Giverny         
 วาดโดย โคลด  โมเนท์ Claude Monet  
                           
4. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ ห้องเรียนเต้นรำ The Dancing Class 
วาดโดย เดอร์กาส์ Edgar Degas
    
          
5. ภาพผลงานประติมากรรมชื่อ นักคิด The Thinker  
โดย โรแดง Auguste Rodin
 
เป็นงานประติมากรรมที่แสดงพื้นผิวที่ขรุขระ
แสดงถึงอารมณ์เก็บกดและทรมานภายในใจ
                                   
4.) ศิลปะลัทธิประทับใจใหม่ ( Neo - Impressionism )
สีจากแสงสเปกตรัมมาสู่อนุภาค
เกิดเทคนิคการระบายสีเป็นจุด ( Pointilism ) 
ซึ่งเป็นผลมาจากความเชื่อทางฟิสิกส์ว่า 
แสง คือ อนุภาค  โดยการระบายสีให้เกิดริ้วรอยพู่กันเล็กๆ ด้วยสีสดใส 
จุดสีเล็กๆ นี้จะผสานกันในสายตา
ของผู้ดู มากกว่าการผสมสีอันเกิดจากการผสมบนจานสี
 ศิลปินคนสำคัญในยุคนี้ ได้แก่ จอร์จส์   เซอราท์,คามิลล์ พีส์ซาร์โร,พอล ซิยัค
1. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ บ่ายวันอาทิตย์บนเกาะลากรองด์แจตท์  
Sunday Afternoon on the Island of La Grande Jatte
โดย จอร์จ  เซอราท์ Georges Seurat ค.ศ.1886
                      
 2. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ ถนนมองท์มาร์ทยามพลบค่ำ  
Boulevard Montmartre in the Evening  
 
โดย คามิลล์ พีส์ซาร์โร Camille Pissaro ค.ศ.1897
                   
  4. ศิลปะลัทธิประทับใจยุคหลัง ( Post - Impressionism )
  ศิลปินในยุคนี้ ได้แก่ พอล   เซซานน์,วินเซนต์   ฟานโกะ,พอลโกแกง
 และ ทูลูส - โลเทรค
  1. ภาพผลงานจิตรกรรม ชื่อ ห้องนอนที่อาลส์ 
The Bedroom at Arles  
วาดโดย วินเซนต์  ฟานโกะ Vincent van Gogh
                
  2. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ ณ มูแลง รูจ 
วาดโดย ทูลูส - โลเทรค Henri de Toulouse-Lautrec 
                        
3. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ ราตรีประดับดาว The Starry Night                           
วาดโดย วินเซนต์ ฟานโกะ Vincent van Gogh ค.ศ.1889




Wheat Crows
 
4. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ หุ่นนิ่งกับแอปเปิ้ล Still Life with Apples 
โดย พอล   เซซานน์ Paul  Cexanne  ค.ศ.1890 - 1900
        
5. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ เมื่อไรเธอจะแต่งงาน 
When are You to be Married โดย  พอล   โกแกง  
Paul Gauguin ค.ศ. 1892
                               
  6.) ศิลปะลัทธิบาศกนิยม ( Cubism )  ค.ศ. 1907 - 1910 
ศิลปินคนสำคัญในยุคนี้ ได้แก่ พาโบล   ปิคาสโซ,จอร์จส์   บราคและ
 เฟอร์นานด์   เลเจร์
1.  ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ  หญิงสาวแห่งอาวิยอง 
Les Demoiselles d'Avignon          
โดย พาโบล   ปิคาสโซ  Pablo Picasso ค.ศ. 1807
               
 2. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ  ชาวโปรตุเกส The Portuguese  
โดย จอร์จส์   บราค Georges Braque   
                                
 3. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ  ผู้หญิงสามคน โดย  เฟอร์นานด์ เลเจร์ 
Fernand  Leger  ค.ศ. 1921
                          
   7.) ศิลปะลัทธิเหนือจริง ( Surrealism ) 
ศิลปกรรมที่เปิดเผยความฝันและจิตใต้สำนึก
 การแสดงออกทางจิตรกรรมของศิลปินลัทธิเหนือจริงมีหลายแนวทางเช่น
การสร้างสรรค์รูปทรงจากจิตใต้สำนึก 
การใช้รูปทรงจากโลกที่มองเห็นได้เป็นตัวสื่อในการแสดงออก
อาจเป็นเรื่องของความฝันฝันร้าย อารณ์เก็บกด  
เรื่องราวจากตำนาน  เรื่องเร้นลับ  การท้าทาย  ศาสนา 
 การเปรียบเทียบสิ่งที่แปลกแตกต่างกัน แสดงออกในสภาพที่เพ้อฝัน  
น่าตื่นตระหนก  น่าหวาดกลัว  แดนสนธยา 
 เป็นการใช้สีและสร้างบรรยากาศที่ลึกลับ
      1. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ  วันเกิด Birthday  
 โดย  มาร์ค     ชากาลล์ Marc  Chagall  ค.ศ 1915
        
     2. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ  เทศกาลตลก โดย โยฮัน   มิโร 
Joan  Miro ค.ศ 1924 - 25
             
      3. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ  ความทรงจำที่ฝังแน่น
The Persistence of Memory  
โดย  ซัลวาดอร์   ดาลี Salvador  Dali ค.ศ. 1931
             
  8.) ศิลปะลัทธินามธรรม ( Abstractism ) ศิลปะไร้รูปลักษณ์
 ศิลปินแสดงออกโดยการสกัดรูปทรงจากธรรมชาติให้ง่ายปล่อยให้รูปทรงปรากฏขึ้น
ตามลีลาหรือกลวิธีในการแสดงออก 
 บางครั้งก็สร้างรูปทรงให้ปรากฏขึ้นจากความคิดอันเป็นนามธรรม
 ศิลปินสร้างเส้น รูปทรง สี จากการใช้ญาณวินิจฉัย โดยไม่ต้องพึ่งเส้นรูปทรง สี 
จากธรรมชาติ
 การแสดงออกเป็นผลจากพลังจิตใต้สำนึก ตามเส้นทางของจิตวิทยา
 กลวิธีของการแสดงออก ได้แก่ การใช้สีราด หยด หยอด ใช้แปรงละเลง
 ระบายอย่างหยาบกร้านการสาดสี เป็นต้น
 ศิลปินคนสำคัญ ได้แก่ แจคสัน   พอลลอค,วาสสิลี   แคนดินสกี, พีท   มองเดรียง
     1. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ  องค์ประกอบสีแดง เหลือง และน้ำเงิน 
โดย พีท   มองเดรียง Piet  Mondrian  ค.ศ.1921
                 
      2.  ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ เอกนัย  Convergence 
โดย  แจคสัน   พอลลอคJackson  Pollock ค.ศ.1952
             
     3. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ  ความปิติ Small Pleasure 
โดยวาสสิลี  แคนดินสกี Wassili  Kandinsky ค.ศ. 1913
                                                         
                             " เฮ่อ...จบซะที!"
 
 

เอกสารอ้างอิง

วิรุณ  ตั้งเจริญ.(2542) สารานุกรมสำหรับเยาวชนชุดศิลปะและงานสร้างสรรค์  ทัศนศิลป์

             ตะวันตกสมัยเก่า กรุงเทพ : บริษัท ต้นอ้อ ๑๙๙๙ จำกัด

อำนาจ  เย็นสบาย.(2542) สารานุกรมสำหรับเยาวชนชุดศิลปะและงานสร้างสรรค์  ทัศนศิลป์

             ตะวันตกสมัยใหม่ กรุงเทพ : บริษัท ต้นอ้อ ๑๙๙๙ จำกัด

 
นักเรียนทำใบงานเสร็จแล้ว ลองทบทวนความรู้ด้วยการตอบคำถามต่อไปนี้ดูซิคะ!
                                  แบบฝึกหัด
1. ศิลปะไบแซนไทน์ เป็นจักรวรรดิที่อยู่ระหว่าง ค.ศ.เท่าไร?
2. การสร้างงานศิลปะโมเซอิก(Mosaic) เป็นศิลปะที่อยู่ในยุคสมัยใด?
3. เกิดจากการนำกระเบื้องเคลือบสีแผ่นเล็กๆ มาประกอบกันเป็นภาพ?
4. เป็นภาพงานจิตรกรรมที่เขียนลงบนแผ่นไม้เพื่อเคารพบูชาในบ้าน?
 5. ศิลปะโกธิค เกิดขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่เท่าไร?
6. เป็นสถาปัตยกรรมที่มีลักษณะสูงชลูด?
7. วิหารนอเตรอดาม อยู่ในประเทศอะไร?
8. เป็นโบสถ์ที่ ร.5 ทรงนำแบบมาสร้างที่วัดนิเวศธรรมประวัติ จ.พระนครศรีอยุธยา?
9. เป็นภาพกระจกสีที่บอกเรื่องราวความเป็นมาของอาดัมกับอีฟ
10. ศิลปะยุคฟื้นฟูศิลปะและวิทยาการ อยู่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่เท่าไร? 
 11. เป็นสถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นในยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ?
12. เป็นสถาปนิกที่ออกแบบและก่อสร้างโบสถ์เซนต์ปีเตอร์?
13. โบสถ์เซนต์ปีเตอร์ตั้งอยู่ที่ประเทศใด?
14. เป็นภาพที่วาดบนเพดานโบสถ์ซิสทีนโดย มิเคลันเจโล?
15. เป็นภาพผู้หญิงสาว ที่ทำให้ เลโอนาโด ดา วินชี มีชื่อเสียงโด่งดัง?
16. เป็นสิ่งที่เกิดจากการค้นคว้าทดลองของศิลปิน ในสมัยเรอนาซองส์
17. เป็นบันไดก้าวแรกต่อการสร้างสรรค์งานจิตรกรรมสมัยใหม่
18. เป็นสีที่คิดค้นและนำมาใช้วาดภาพในสมัยเรอนาซองส์
19. เป็นประติมากรรมลอยตัว รูปเด็กหนุ่ม อยู่ในสมัยฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ
 แสดงความสมบูรณ์ของสรีระ ความสง่างามของท่ายืนและความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว?
20. ศิลปะบาโรก อยู่ในช่วง ค.ศ.เท่าไร?
21. เป็นสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่ในสมัยบาโรก ใช้เวลาสร้างประมาณ 30 ปี?
22. เป็นประติมากรรมสมัยบาโรก ที่แสดงอาการเคลื่อนไหว ให้ความรู้สึกมีชีวิต?
23. เป็นสมัยที่มีการสร้างงานศิลปะที่มุ่งแสดงถึงความรัก การเสพสุข?
24. ภาพร่อนข้าวโพด วาดโดย?
25. ภาพภาพการอัปปางของแพเมดูซา วาดโดย?
26. ศิลปะยุคโรแมนติก ศิลปินมีแนวคิดในการสร้างสรรค์อย่างไร?
27. ศิลปะยุคสัจนิยม ศิลปินสร้างสรรค์ผลงานด้วยแนวคิดอะไร?
28. ยุคอิมเพรสชั่น เกิดเทคนิคอะไรและวิธีการเขียนภาพโดยนำหลักการใดมาใช้?
29. ศิลปินที่สร้างประวัติศาสตร์ของการเขียนภาพแบบทิ้งรอยแปรงใน ยุคโพสท์อิมเพรสชั่น คือใคร?
30. ศิลปินที่หลงใหลในความบริสุทธิ์และจริงใจของหญิงสาวชาวพื้นเมืองคือใคร? 
                                     .....................................................................
                
ขอให้นักเรียนทุกคนโชคดีในการสอบนะคะ !_____________อ.แต๊กค่ะ
                                             
 

 
  

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1893  ในยามเย็นวันหนึ่ง เมื่ออาทิตย์ใกล้อัสดง

Edvard Munch จิตรกรชาวนอรเวย์ กำลังเดินเล่นอยู่กับเพื่อนของเขาอีก  2 คน

อยู่ๆท้องฟ้าก็เปลี่ยนเป็นสีเลือด อะไรบางอย่างทำให้เขารู้สึกหมดเรี่ยวหมดแรง

จนต้องยืนพิงรั้วข้างทาง บนฟากฟ้าเต็มไปด้วยสีแดงฉานดั่งเปลวไฟ

เพื่อนของเขาเดินกันต่อไป ในขณะที่เขายืนตัวสั่นเทาด้วยความกังวลใจ

ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกถึงเสียงกรีดร้องของธรรมชาติดังลั่นบาดลึกไปถึงขั้วหัวใจ

และนั่นคือสิ่งที่  Munch ได้สัมผัสมา จนเป็นแรงบันดาลใจให้เขาถ่ายทอดความรู้สึก

ออกมาเป็นภาพวาดแนว  Expressionist

ที่จับเอาอารมณ์ความรู้สึกจากเส้นประสาทมาตรวัดแปลงเป็นภาพพิศได้อย่างถึงพริกถึงขิง

ท้องฟ้าเปื้อนแสงสีแดงอมเหลืองเจือเขียวนิดๆ ส่อให้เห็นเข้าไปถึงความรู้สึกของมนุษย์

(ที่ไม่สามารถระบุเพศได้) ผู้ที่ยืนตกใจอยู่กลางภาพ วิวเบื้องหลังบิดเบือน

เหมือนจะละลายไปกับความสับสนกระวนกระวาย สอดคล้องกับสภาพของฟ้าเบื้องบน

ที่แปรปรวนใช่เล่น ตาของคนในภาพอยู่ในสภาพตกใจสุดขีด มือทั้งสองพยายามอุดหู

เหมือนต้องการจะปิดกั้นตัวเองจากเสียงร้องอันรันทดนั้น

ให้วิเคราะห์คนในภาพคงจะเป็นตัวผู้วาดเอง ส่วนอากัปกิริยาเป็นอาการของคนวิตกจริต

เนื่องมาจากเสียงรบกวน ที่ไม่มีคนอื่นได้ยิน เสียงที่ว่ายังกัดกินแก้วหูของเขาอย่างเลือดเย็น

ในขณะที่เพื่อนๆผู้ไม่ได้ยินอะไร เดินห่างออกไปเรื่อยๆ ทิ้งให้เขาในสภาพช๊อค

ยืนอยู่อย่างเดียวดาย ส่วนท้องฟ้านั้น ที่เป็นสีแดงแปลกๆ อาจเป็นเรื่องจริง

ที่  Munch เห็นกับตาจนมโนเสียงเอาเองได้ เพราะในช่วงเดียวกันนั้น

ภูเขาไฟแห่งเกาะ Krakatoa ประเทศอินโดนีเซีย ได้เกิดระเบิดครั้งใหญ่ขึ้น

เป็นเหตุให้เถ้าถ่านภูเขาไฟพวยพุ่ง สร้างผลกระทบบรรยากาศฟ้าไปทั่วทั้งโลก

ดีไม่ดีอาจเป็นได้ว่าจิตรกรก็อาจมีหูวิเศษ ได้ยินเสียงระเบิดจากดินแดนอันห่างไกล

จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้วาดภาพThe Scream

น่าเสียดายที่ปัจจุบัน ภาพนี้ถูกมือดีจารกรรมไปครั้งล่าสุดเมื่อปี 2004

ค้นหากันอยู่นานสามารถนำกลับมาได้ พร้อมลากคอทีมปล้นเข้าไปวาดรูปเล่นในคุก

แต่หลังจากได้ภาพคืนกลับมาแล้ว พบว่าภาพอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรม

เนื่องมาจากการเก็บรักษาผิดวิธีของโจรโฉด

ความชื้นเข้าแทรกทำให้สีเสียหายเกินที่จะบูรณะให้กลับมาเหมือนต้นฉบับได้

เป็นเรื่องน่าเศร้าน่าตกอกตกใจเสียยิ่งกว่าอารมณ์ในภาพเสียอีก

 



 

 

 

 

edit @ 24 Jul 2008 15:09:04 by cheeranan

edit @ 26 May 2009 23:12:34 by cheeranan

edit @ 6 Jun 2009 22:58:20 by cheeranan

edit @ 30 Aug 2009 20:50:35 by cheeranan

edit @ 24 May 2010 22:43:08 by cheeranan

edit @ 5 May 2011 01:01:04 by cheeranan

edit @ 22 May 2011 00:09:03 by cheeranan

เว็ปนี้สำหรับผู้ที่รักงานโฆษณาโดยเฉพาะค่ะ! http://www.thaiegazine.com

      มนุษย์มีความแตกต่างจากสัตว์อื่นๆ คือ การรู้จักสร้างสรรค์ สร้างความคิด หรือที่เรียกว่า มีสติปัญญา  สามารถแสดงความรู้สึกนึกคิดแห่งตนได้อย่างสร้างสรรค์กว้างไกล โดยมีสื่อนำหลายๆ รูปแบบ เช่น การแสดง การออกท่าทาง การแสดงทางเสียง การสร้างภาพที่เป็นสัญลักษณ์ ตลอดจนการผสมผสานและอาศัยสิ่งแวดล้อมต่างๆ มาประกอบกัน ทำให้เกิดเป็นสิ่งที่มีคุณค่าแก่ชีวิตและสามารถนำมาใช้สอยให้เกิดประโยชน์ตามความเหมาะสมในการดำเนินชีวิต เช่น การแต่งกาย การประดับประดา การตกแต่งที่อยู่อาศัย สถานที่ทำงาน อาคาร ร้านค้า ถนนหนทางและสิ่งแวดล้อม  เพื่อให้เกิดความรื่นรมย์ เกิดความสุขทางใจ เป็นการคลายเครียด ซึ่งก่อนที่จะได้สร้างสรรค์ประดิษฐ์ตกแต่งทั้งร่างกายตนเอง และสิ่งแวดล้อมทั้งหลายนั้น จะต้องเริ่มด้วยการออกแบบ ซึ่งจำเป็นต้องเข้าใจถึงความเป็นมา การพัฒนาทางการออกแบบ หลักของการออกแบบ รวมทั้งหน้าที่ประโยชน์ใช้สอยและความงาม สิ่งดังกล่าวเหล่านี้ รวมเรียกว่า "การสร้างสรรค์ศิลปะ"

                                               ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการออกแบบ 
         
การสร้างความคิดและการแสดงออกของมนุษย์เกี่ยวกับการออกแบบ มีความแตกต่างกันไปตามศักยภาพในกระบวนการคิด และสติปัญญาของแต่ละบุคคล ทั้งนี้จะต้องสร้างสรรค์งานรูปแบบใหม่ๆ ขึ้นมา ภายใต้แรงบันดาลใจของผู้ออกแบบ โดยจะต้องคำนึงถึงความต้องการ ความสวยงาม ความกลมกลืนของรูปทรง สี รวมทั้งสะท้อนให้เห็นถึงรสนิยมที่มีจินตนาการ มีสีสัน สามารถเปลี่ยนแปลง และนำไปใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งมีความแตกต่างกันออกไปในแต่ละด้าน เช่น สถาปัตยกรรม การตกแต่ง และงานวิจิตรศิลป์ เป็นต้น แต่โดยพื้นฐานสำคัญแล้ว จะต้องทำให้การออกแบบตกแต่งมีสุนทรียภาพและมีความสอดคล้องลงตัว ซึ่งผู้สร้างสรรค์ผลงานจะต้องเข้าใจถึงหลักการและเกิดความซาบซึ้งต่อผลงานทางศิลปะ หากปราศจากความรู้สึกเหล่านี้ ผลงานทางศิลปะจะมีขึ้นอย่างสมบูรณ์ไม่ได้

ความหมายและความสำคัญของการออกแบบ
           การออกแบบ หมายถึง การสร้างสรรค์สิ่งใหม่เพื่อประโยชน์และความงามด้วยการนำทัศนธาตุทางศิลปะและหลักการจัดส่วนประกอบของงานออกแบบมาใช้ รวมไปถึงการปรับปรุงของเดิมที่มีอยู่แล้วดัดแปลงให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
           ดังนั้น การสร้างสิ่งใดๆ ก็ตาม สิ่งแรกจะต้องเริ่มด้วย การออกแบบ อาจจะออกแบบโดยการคิด หรือมีความคิดอยู่ในสมอง ซึ่งเป็นแนวคิดของผู้สร้างเพียงคนเดียว และสามารถอธิบายให้คนอื่นเข้าใจได้ ซึ่งก็เป็นการออกแบบเหมือนกันแต่อาจจะยังไม่สมบูรณ์นัก การออกแบบที่ถูกต้องจะต้องสามารถให้มองเห็นแบบ อาจจะเป็นภาพหรือแบบจำลองที่มีขนาดสัดส่วนให้สามารถมองเห็นผลงานที่จะสร้างได้ชัดเจน
           เมื่อวิเคราะห์ถึงความหมายและความสำคัญของการออกแบบแล้ว อาจสรุปสาระสำคัญของการออกแบบว่าจะมีลักษณะดังนี้

๑. ความสามารถในการปรับปรุงผลผลิตหรือผลงานที่มีอยู่เดิมให้แปลกใหม่มากขึ้น

๒. โครงสร้างของการออกแบบต้องคำนึงถึง
                 (๑) ต้องสอดคล้องกับประโยชน์และหน้าที่ของการใช้สอย
                 (๒) มีความกลมกลืน มัสัดส่วนที่เหมาะสม มัลักษณะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
                 (๓) มีความงดงามของโครงสร้างกับวัสดุ
                 (๔) มีความเรียบง่าย แข็งแรง เด่นชัด ทั้งนี้ต้องมีจินตนาการในการจัดองค์ประกอบคุณค่า และความมุ่งหมายของการออกแบบ   ๓. ความสามารถในการวางแผนดำเนินการให้ตรงกับวัตถุประสงค์ที่กำหนดขึ้น ตั้งแต่การเลือกวัสดุตามคุณสมบัติให้สอดคล้องกับรูปแบบตามที่คิดสร้างสรรค์ไว้
๔. การใช้ประสบการณ์ ความชำนาญ และความรู้ การตอบสนองให้แก่ผู้บริโภคในด้านการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์และรูปแบบมีความงดงามตามประโยชน์ใช้สอย
๕. เพื่อให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของผลงานแต่ละยุคสมัยของศิลปะการออกแบบและแสดงศักยภาพความสามารถเฉพาะตัวของแต่ละคนในการออกแบบ

   

แนวคิดในการออกแบบ

          การสร้างสรรค์ผลงานของมนุษย์นั้น มีสิ่งต่างๆ ที่เป็นส่วนเกี่ยวข้องทำให้เกิดแนวคิดในการออกแบบ ซึ่งประกอบด้วยเรื่องดังต่อไปนี้

           ๑. ธรรมชาติ
๒. ประสบการณ์
๓. การนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ในการออกแบบ

หลักการออกแบบ
            
           จุดมุ่งหมายของการออกแบบมุ่งเน้นประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก แต่ต้องคำนึงถึงความงามควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้เกิดความประทับใจ (Form Follow Function) ดังนั้น หลักการที่จะเป็นแนวทางสำหรับการออกแบบเพื่อให้มีคุณค่าทางความงาม จะต้องพิจารณาจากประเด็นต่อไปนี้
            ๑. โครงสร้างทั้งหมด
            ๒. ความเป็นเอกภาพ (Unity)
            ๓
. ความสมดุล (Balance)
            ๔. ความกลมกลืน (Harmony)
            ๕
. การเน้น (Emphasis)
            ๖. ความขัดแย้ง (Contrast)
            ๗. การซ้ำ (Repetition)
            ๘. จังหวะ (Rhythm)
            ๙ สัดส่วน (Proportion)

ประเภทของงานออกแบบ

การออกแบบประยุกต์ศิลป์ (Applied Art) เป็นงานศิลปะที่มุ่งเน้นการนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน และยึดเอาประโยชน์ใช้สอยเป็นสำคัญ ซึ่งแบ่งออกเป็น ๔ ประเภท คือ
              ๑. การออกแบบตกแต่ง (Decoration Design)
              ๒. การออกแบบพาณิชย์ศิลป์ (Commercial Design)
              ๓. การออกแบบผลิตภัณฑ์ (Product Design)
              ๔. การออกแบบสื่อสาร (Communication Design)

งานออกแบบสมัยใหม่
              การออกแบบสมัยใหม่ มีลักษณะของการเปลี่ยนแปลงแต่ละช่วงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งมีการสร้างแนวคิดที่ขัดแย้ง ตรงข้าม จนถึงขั้นลบล้างแนวทางดั้งเดิมที่เคยมีมาในอดีต มีลักษณะเฉพาะตัว มีความประณีตในฝีมือมากขึ้น โดยงานออกแบบสมัยใหม่ได้รับอิทธิพลจาก ๒ ปัจจัย   คือ
              ๑.  การพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่มีการประดิษฐ์คิดค้นอย่างต่อเนื่อง
              ๒. มีการใช้ระบบมาตรฐาน มีแนวทางในการออกแบบรูปทรงภายนอก ที่มีอิสระหลุดพ้นจากรูปแบบดั้งเดิม แสดงออกถึงสภาพสังคมสมัยใหม่และพัฒนาการทางเทคโนโลยียุคใหม่
               การออกแบบสมัยใหม่ มีลักษณะการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งสามารถสรุปได้อย่างสังเขป ดังนี้
 ๑. ช่วง พ.ศ. ๒๔๖๓ - พ.ศ. ๒๔๗๓
      ช่วงนี้ได้มีการเสนอลักษณะรูปแบบที่แสดงถึงความบริสุทธ์ของรูปทรงเรขาคณิต ที่ปราศจากการตกแต่งประดับประดา โดยการแยกพื้นผิวแต่ละส่วนของภาพเป็นรูปเรขาคณิต ๒ มิติวางซ้อนกันเป็นจำนวนมาก อันเป็นผลมาจากการตใช้มุมมองหลายๆ ด้าน ใช้หลักความเรียบง่าย บริสุทธิ์ องค์ประกอบทางการออกแบบมีเพียงเส้นตั้ง เส้นนอน สีขาว สีดำ การจัดองค์ประกอบใช้แบบไม่สมดุล เพื่อให้เกิดความเคลื่อนไหว
๒. ช่วง พ.ศ. ๒๔๗๓ - พ.ศ. ๒๔๙๘
     ในระยะนี้งานออกแบบเต็มไปด้วยสีสัน โดยเฉพาะการใช้โลหะผสมและพลาสติกเข้ามาช่วยในการสร้างงานออกแบบใหม่ๆ ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวในการสร้างสรรค์งานแนวใหม่
๓. ช่วง พ.ศ. ๒๔๙๘ - พ.ศ. ๒๕๑๘ 
       เป็นระยะสงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่สหรัฐอเมริกามีบทบาทมากยิ่งขึ้นต่อภูมิภาคต่างๆของโลก การออกแบบจึงมีความหลากหลาย เพราะการออกแบบเพื่อประโยชน์ใช้สอยอย่างเดียวอย่างในอดีตไม่เพียงพอ ทำให้ต้องมีรูปแบบต่างๆ ให้เลือก และมีการพัฒนาวิธีการออกแบบให้มีลักษณะมุ่งเข้าสู่ปัญหาอย่างเป็นระบบ และสอดคล้องกับการจัดการทางธุรกิจ  ซึ่งขยายความรับผิดชอบด้านต่างๆ ที่จะเกิดในอนาคต การออกแบบจึงมักต้องเรียบง่าย บริสุทธิ์ โดยการใช้รูปทรงเรขาคณิตพื้นฐานอย่างตรงไปตรงมา แต่อาจไม่สอดคล้องกับรสนิยมและความชื่นชอบของกลุ่มเป้าหมายทุกกลุ่ม

๔.ช่วง พ.ศ.๒๕๒๓ - ๒๕๓๒
       ผลงานที่ออกแบบ มีทั้งความหลากหลาย ความคิดสร้างสรรค์ และมีความสวยงาม เต็มไปด้วยจินตนาการและอารมณ์ ดังนั้น ข้อมูลและการสร้างบุคลิกภาพให้แก่ตัวผลิตภัณฑ์ จึงเป็นสิ่งสำคัญ การแก้ปัญหาโดยการใช้วัสดุที่สามารถหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ เพื่อป้องกันมลภาวะ  จึงเป็นสิ่งสำคัญและมีบทบาทอย่างมากต่อการออกแบบในช่วงนี้                                            
๕. ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๓ - ปัจจุบัน
      แนวทางการออกแบบผสมผสานทั้งเหตุผลและจินตนาการสร้างสรรค์ มีรูปแบบหรือสไตล์ที่หลากหลาย จึงเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อเลือกสินค้าได้ตามความพอใจ โดยเน้นความเป็นอิสระมากขึ้น
                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                          
                                            สิ่งพิมพ์ ( Graphic )

ศิลปะการพิมพ์หรือสิ่งพิมพ์ ( Graphic ) เป็นเรื่องของการส่งข่าวสารทางสายตา ซึ่งมีความสัมพันธ์และมีความจำเป็นต่อชีวิตประจำวัน เช่น ตัวอักษร สัญลักษณ์ เครื่องหมาย ป้ายโฆษณา โปสเตอร์ หนังสือพิมพ์ หนังสือ สัญญาณจราจร เป็นต้น
ศิลปะแขนงนี้ เรียกว่า " นิเทศศิลป์ "

" การออกแบบสิ่งพิมพ์ หรือ Graphic Design "
คือ การออกแบบเพื่อการเผยแพร่ เป็นงานออกแบบที่มุ่งชักชวน เรียกร้อง หรือเผยแพร่ ผลิตภัณฑ์ บริการ และความคิดต่างๆ ซึ่งเป็นงานในลักษณะการพิมพ์ งานออกแบบบรรจุภัณฑ์ งานโฆษณา ภาพถ่ายภาพยนตร์ วีดิทัศน์ โทรทัศน์ นิทรรศการ เป็นต้น
การออกแบบสิ่งพิมพ์ เป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบสื่อสาร ( Communication Design ) สิ่งที่ควรคำนึงถึงอย่างมาก คือ ผู้ออกแบบจะต้องมีทักษะเกี่ยวกับการทำงาน มีแนวคืดที่ก้าวหน้าทันสมัย ทั้งความรู้และประสบการณ์ รวมทั้งเทคนิคต่างๆ

หลักการดำเนินงานการออกแบบ
ผู้ออกแบบควรมีหลักการและข้อควรคำนึงถึงก่อนการเริ่มทำงาน เพื่อการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง รัดกุม และวางแผนการดำเนินงานให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ตลอดจนสามารถดำเนินตามกระบวนการโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อย ๆ

หลักการดำเนินงานและการวางแผนขั้นตอนของการออกแบบสิ่งพิมพ์ที่ดีต้องคำนึงถึงสิ่งต่างๆดังต่อไปนี้
1. เป้าหมายของการออกแบบคืออะไร ( Objective )
ผู้ออกแบบต้องรู้เป็นอันดับแรกว่าจะบอกกล่าวเรื่องราวข่าวสารอะไรแก่ผู้รับ เช่น ทฤษฎี หรือหลักการ การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ หรือ แนวคิดเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ เป็นต้น รวมทั้งต้องรู้วิธีการนำเสนอว่วมีวัตถุประสงค์อะไร เช่น ส่งเสริมการขาย ให้ความรู้ หรือความบันเทิง เป็นต้น

2. กลุ่มเป้าหมายที่รับข่าวสารคือใคร ( Target )
ผู้ออกแบบควรระบุให้ได้ว่ากลุ่มเป้าหมายเป็นหญิง เป็นชาย หรือบุคคลทั่วไป และมีช่วงอายุเท่าไร เพื่อนำไปสู่การนำเสนอให้ตรงจุดกับกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ

3. สิ่งที่ต้องการจะสื่อคืออะไร
วิธีการที่จะสื่อความหมายกับผู้รับที่มีการกำหนดกลุ่มเป้าหมายไว้แล้ว ทำให้ผู้ออกแบบสื่อความหมายได้ง่ายขึ้น เช่น การใช้ภาษา ข้อความและสื่อที่เป็นนามธรรม หรือสัญลักษณ์และเครื่องหมาย ภาพประกอบต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมตามระดับความสามารถในการรับรู้ ทำให้เกิดความเข้าใจ และจดจำข่าวสารนั้นๆ ได้ดี

4. จะนำพาข่าวสารไปด้วยกรรมวิธีใด
ผู้ออกแบบจะต้องคำนึงถึงสื่อในการนำเสนอข่าวสารว่า ควรใช้รูปแบบใดจึงจะได้ผลและควรจะใช้วิธีการอย่างไร จึงจะสามารถโน้มน้าวจิตใจ และสื่อความหมายต่อผู้รับได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ใช้ป้ายโฆษณา โปสเตอร์ หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ ภาพยนตร์

BOARD ในความหมาย คือ ป้ายขนาดใหญ่ ใช้ในการแจ้งข่าวสาร,ประชาสัมพันธ์ หรือการโฆษณา

สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด คือ
1. WALL BOARD คือ BOARD มีไว้ประชาสัมพันธ์ แจ้งข่าวสารต่าง ๆ มีทั้งแบบติดผนังหรือมีขาตั้งกับพื้น และมีขนาดไม่ใหญ่มาก
2. CUT BOARD คือ BOARD ที่ใช้บอกทิศทางหรือสถานที่,แจ้งข่าวสารต่างๆ จะติดตั้งหรือพิงกับผนังก็ได้
3. BILL BOARD คือ ป้ายขนาดใหญ่ สามารถมองเห็นได้ในระยะไกลๆ มักติดตั้งกลางแจ้ง มักใช้กับงานโฆษณา

   

ส่วนประกอบ
1. ตัวอักษร

- หัวเรื่องหรือพาดหัว ( HEADING ) ต้องมีขนาดใหญ่เหมาะสม สามารถมองเห็นได้ชัดเจน
-หัวเรื่องรอง ( SUB HEADING ) ต้องมีขนาดเล็กกว่าหัวเรื่องและช่วยต่อเติมรายละเอียด
- เป็นข้อความ ( COPY ) ต้องไม่เล็กจนเกินไป บอกความได้ครบถ้วน
2. ภาพ
- รูปถ่าย ( PHOTOGRAPH ) ต้องจัดวางให้เกิดความน่าสนใจ และไม่แน่นจนเกินไป
- รูปประกอบ (ILLUSTRATION ) ควรมีขนาดที่เหมาะสมสวยงามและสอดคล้องกับหัวเรื่อง

ข้อคำนึงในการออกแบบ
1. ตัวอักษรต้องมีขนาดใหญ่พอมองเห็นในระยะที่ต้องการ ถ้าเป็นป้ายขนาดใหญ่มาก ตัวอักษรต้องห่างกันพอสมควร
2. ถ้าเป็น BILL BOARD ต้องมีข้อความน้อย เพราะยากแก่การอ่าน
3. ไม่จำเป็นต้องเป็นการออกแบบพื้นราบ (2 มิติ)เสมอไป สามารถทำให้เป็น 3 มิติได้
4. ต้องมีพื้นที่ว่างให้พักสายตา ไม่มีรายละเอียดมากจนเกินไป

ลักษณะของการนำเสนอในงานโฆษณา ( Advertising Format )
1. Testimonial การยืนยันให้เกิดความน่าเชื่อถือจากผู้มีชื่อเสียง
2. Humourous ในแง่ขำขัน
3. Cartoonการ์ตูน คือใช้ภาพวาดแทนภาพถ่าย เน้นอารมณ์
4. Straight Sell ขายตรงๆ บอกตรงๆ
5. Slice of Lifeเล่าเรื่องนิยาย,เรื่องสั้นหรือชีวิตประจำวัน
6. Verseร้อยกรอง
7. Newsข่าว,ข้อเท็จจริง,ความใหม่และทันสมัย
8. Educational ให้ความรู้ ผลประโยชน์
9. Demonstration ให้เห็นภาพจริงของสินค้าอย่างลึกซึ้ง
10.Adverstorial ข้อความหรือบทความ

 

องค์ประกอบของสิ่งพิมพ์โฆษณา
1. Headline,Sloganพาดหัว/หัวเรื่อง มีความสามารถดึงดูดความสนใจของกลุ่มเป้าหมายได้ และนำความสนใจไปถึงภาพ
    หรือรายละเอียดด้วย
2. Illustration,Photo ภาพประกอบ ต้องสวยงามและสะดุดตา เหมาะกับสินค้า
3. Body Text,Body Copy ข้อความโฆษณา ต้องชี้แจงรายละเอียดได้
4. Brand,Logo,Symbol,Trademark ชื่อสินค้า ทำให้เกิดความจดจำ

หัวเรื่องที่ดี
1. Brevityสั้น,กระชับ
2. Clarityกระจ่างชัดเจน
3. Aptnessความเหมาะสมกับสินค้าและกลุ่มเป้าหมาย
4. Interestมีความน่าสนใจ

เกณฑ์การสร้างภาพ
1. รูปภาพควรบอกคุณสมบัติของสินค้า
2. เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย
3. รู้จักเอาความเด่นของสินค้ามาใข้
4. สะดุดตา ไม่ควรเกินความจริง
5.การสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัว
6. การสร้างความสัมพันธ์ของสินค้ากับเหตการณ์

 

Campaign(แคมเปญ) คือ งานโฆษณาที่เป็นชุด ซึ่งจะถูกเรียกว่าเป็นงานประเภท Campaign จะต้องประกอบด้วยลักษณะใดลักษณะหนึ่งต่อไปนี้ 
 

1. การจัดวางภาพแบบเดียวกัน
คือไม่ว่าจะเป็นการจัดวางรูปแบบ,ตัวอักษร,สีสัน หรือว่าภาพประกอบ จะต้องมีลักษณะที่ดูแล้วรู้ว่าเป็นงานชุด
เดียวกัน อยู่ด้วยกันหรือมาจากที่เดียวกัน

2. การใช้คำพูดหรือสำนวนเดียวกัน
คือไม่ว่าจะเป็น Slogan สำนวน คำพูดที่ใช้ในงานแต่ละชิ้น จะต้องมีบุคลิกส่งเสริมตัวงานชุดนั้นให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

3. การใช้เสียงเดียวกัน
คือไม่ว่าจะเป็นการใช้เพลงประกอบเสียงของผู้ประกาศ หรือแม้แต่เสียงที่ใช้เทคนิคพิเศษใดๆ ก็ตาม จะต้องสามารถสื่อให้รู้ได้ว่าโฆษณาที่ได้ยินนั้นเป็นชุดเดียวกัน มาจากสินค้าหรือบริการเดียวกัน

4. การใช้ทัศนคติเดียวกัน
คืองานโฆษณาในชุดนั้นๆ จะต้องสามารถบ่งบอกพรือตอบสนองจุดประสงค์หลัก หรือ Concept หลักของสินค้าในแนวทางเดียวกันให้ได้

คงพอเข้าใจหรือนึกภาพความหมายของคำว่า Campaignโฆษณาขึ้นมาได้บ้างแล้วนะคะ หากมีโอกาสได้พบเห็นงานประเภทนี้ไม่ว่าจะเป็นสิ่งพิมพ์,วิทยุ,โทรทัศน์ ฯลฯ ก็จะได้เข้าใจและเรียกได้ถูกคะ !

ความหมายของตราสัญลักษณ์ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี

อักษรพระปรมาภิไธย ภปร สีเหลืองนวลทอง อันเป็นสีประจำพระชนมวารขลิบรอบตัวอักษรด้วยสีทองบนพื้นสีน้ำเงินเจือทอง อันเป็นสีประจำพระราชวงศ์ล้อมด้วยเพชรอันเป็นเอกแห่งรัตนะหมายว่าเหล่านักปราชญ์ ราชกวีสำคัญอีกบรรดาช่างอันมีชื่อ พระยาช้างสำคัญ นางงาม เหล่าทแกล้วทหารข้าราชราชบริพารอันยอดฝีมือในการปฏิบัติราชการอย่างสุจริตยิ่งเหล่านี้เปรียบด้วยเพชรอันชื่อว่ารัตนะแวดล้อมประดับพระเกียรติยศแห่งพระมหากษัตริยาธิราชพระองค์นั้นอันเหนือยิ่งกว่าเพชรอันได้ชื่อว่ารัตนะทั้งปวงคือพระมหากษัตริย์ผู้ทรงสถิตเป็นเพชรอันยอดค่ายิ่งในดวงใจราษฏร์ทรงบำบัดทุกข์ผดุงสุขเป็นที่พึ่งอันเกษมสุขร่มเย็นแก่ปวงพสกนิกรซึ่งต่างเชื้อชาติศาสนาในพระราชอาณาจักรของพระองค์

อนึ่งอักษรพระปรมาภิไธย ภปร นี้ประดิษฐานบนพระที่นั่งภัทรบิฐภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎประกอบพระอุณาโลมอันเป็นหนึ่งในเครื่องเบญจสิริราชกกุธภัณฑ์แวดล้อมด้วยพระแสงขรรค์ชัยศรีและพระแส้หางช้างเผือกทอดสอดอยู่ในกงพระที่นั่งภัทรบิฐเบื้องซ้ายแห่งพระมหาพิชัยมงกุฎมีธารพระกรและพัชนีฝักมะขามทอดสอดอยู่เบื้องขวาแห่งกงพระที่นั่งภัทรบิฐอันประดิษฐานบนฐานเขียงซึ่งทอดฉลองพระบาทประดิษฐานอยู่ เหล่านี้รวมเรียกว่าเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ประกอบด้วยสิ่งอันแสดงความเป็นกษัตริย์ทั้ง 5 คือ พระมหาพิชัยมงกุฎ 1 พระแสงขรรค์ชัยศรี 1 ธารพระกร 1 พัดวาลวิชนีและพระแส้ 1 ฉลองพระบาท 1 หมายถึงปีแห่งการเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติล่างลงมาเป็นแพรแถบสีชมพูขลิบทองเขียนอักษรสีทอง ความว่า ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี พุทธศักราช 2549 ปลายแห่งแพรแถบผูกเป็นภาพกระบี่ธุชเป็นวานรกายขาวมือถือก้านลายซุ้มอันเป็นกรอบลายของตราสัญลักษณ์ ฯ อยู่ด้านขวาส่วนด้านซ้ายปลายแพรแถบผูกเป็นภาพพระครุฑพ่าห์ เป็นครุฑหน้าขาวกายสีเสนปนทองมือถือก้านลายกรอบแห่งตราสัญลักษณ์ ฯ พื้นภาพตราสัญลักษณ์ ฯเฉลิมพระเกียรติทั้งหมดสีเขียวปนทอง อันหมายถึงสีอันเป็นเดชแห่งวันพระบรมราชสมภพและยังหมายถึงสีของความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์แห่งผืนภูมิประเทศที่ทรงปกครองทำนุบำรุงอย่างหนักยิ่งมาตลอดระยะเวลาที่ทรงครองสิริราชสมบัติมาณ บัดนี้ถึงมหามงคลสมัยที่จะฉลองเฉลิมพระเกียรติในการครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีอันยาวนานที่สุดยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์องค์ใดในพระราชพงศาวดารในสยามประเทศ

 

                      การออกแบบสัญลักษณ์และเครื่องหมาย                                         

สัญลักษณ์หรือเครื่องหมาย เป็นการกำหนดเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างหนึ่งขององค์กรหรือแทนค่าอะไรสักอย่าง เพื่อง่ายแก่การจดจำหรือเป็นเอกลักษณ์แทนได้

เครื่องหมาย ( Marks ) เครื่องหมายที่พระราชบัญญัติ

เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2543 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า ( ฉบับที่ 2 ) พ.ศ.2543 ให้คุ้มครอง 4 ประเภท ได้แก่

1.เครื่องหมายการค้าที่ใช้หรือจะใช้เครื่องหมายเกี่ยวข้องกับสินค้า ( Trade Mark )
เป็นเครื่องหมายเพื่อแสดงว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายของเจ้าของสินค้านั้นแตกต่างจากสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น เช่น Coca-Cola,Pepsi,BMW,National......

2. เครื่องหมายบริการ ( Service Mark )

เป็นเครื่องหมายที่เกี่ยวข้องกับบริการ เพื่อแสดงว่าบริการที่ใช้เครื่องหมายนั้นแตกต่างจากบริการที่ใช้เครื่องหมายของบุคคลอื่น เช่น บริษัทการบินไทย,ธนาคารต่างๆ......

 

3. เครื่องหมายรับรอง ( Certification Mark )
เป็นเครื่องหมายที่ใช้รับรองหรือเกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการอื่น เพื่อเป็นการรับรองกี่ยวกับแหล่งกำเนิด ส่วนประกอบ วิธีการผลิต คุณภาพ คุณลักษณะ เช่น เชลล์ชวนชิม.....

4. เครื่องหมายร่วม ( Collective Mark )
เป็นเครื่องหมายการค้าหรือบริการที่ใช้โดยบริษัทหรือรัฐวิสาหกิจในกลุ่มเดียวกันหรือโดยสมาชิกของสมาคม สหกรณ์ สหภาพ สมาพันธ์ กลุ่มบุคคลหรือองค์กรอื่นใดของรัฐหรือเอกชน เช่น บริษัทเครือซีเมนต์ไทย,UNESCO,UCOM group.......



สัญลักษณ์และเครื่องหมายแบ่งออกได้ 6 ลักษณะ ได้แก่

1. ภาพสัญลักษณ์ตัวแทน ( SYMBOLS )- เครื่องหมายที่เป็นสัญลักษณ์ภาพ
เป็นภาพสัญลักษณ์ตัวแทนเพื่อสื่อความหมายถึงบริษัทหรืออาจสื่อปรัชญาการดำเนินงานของบริษัทก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับภาพลักษณ์ที่บริษัทต้องการจะสื่อถึงกลุ่มเป้าหมาย

2. ตราสัญลักษณ์อักษรย่อ ( LETTER MARKS ) - เครื่องหมายที่เป็นตัวอักษรย่อ
การออกแบบลักษณะนี้เป็นที่นิยมสำหรับชื่อบริษัทที่ยาวและจดจำได้ยาก ดังนั้นการย่อตัวอักษรจัเป็นผลดีที่มำให้จดจำได้ง่ายและมีเอกลักษณ์ที่เด่น ไม่เหมือนใคร

3. เครื่องหมายการค้าประเภทตัวอักษรชื่อเต็ม ( LOGOS )- เครื่องหมายที่เป็นอักษรและอ่านได้เป็นการออกแบบตัวอักษรที่ปรากฏชื่อเรียกเต็มของบริษัทผู้ผลิต

4. เครื่องหมายการค้าประเภทภาพร่วมกับตัวอักษร ( COMBINATION MARKS )- เครื่องหมายที่มีทั้งภาพและตัวอักษรเป็นการออกแบบภาพสัญลักษณ์เครื่องหมายการค้า และชื่อเรียกเครื่องหมายการค้าเต็ม การใช้การออกแบบในลักษณะนี้เหมาะสำหรับบริษัทใหม่ที่เพิ่งเปิดตัว เพื่อให้ง่ายต่อการเรียกชื่อและจดจำ

5. ภาพสัญลักษณ์แทนคำ ( PICTOGRAPH )- ป้ายแสดงสถานที่ ตำแหน่ง ฯลฯ
ภาพสัญลักษณ์ที่ใช้สื่อความหมายถึงคำหนึ่งคำ เช่น ภาพสัญลักษณ์แทนคำว่า ห้องน้ำหญิง ห้องน้ำชาย หรือทางหนีไฟ เป็นต้น การใช้ภาพแทนคำดังกล่าวถูกสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อการสื่อสารที่ต้องการข้ามเส้นพรมแดนของความแตกต่างระหว่างภาษาในสังคมได้เป็นอย่างดี บางครั้งภาพสัญลักษณ์แทนคำก็ได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องหมายการค้าได้เช่นเดียวกัน

6. เครื่องหมายการค้า 3มิติ (THREE DIMENSIONS TRADEMARKS) - สิ่งที่มีรูปทรง 3 มิติ
เป็นเครื่องหมายที่ประเทศไทยให้การคุ้มครองประเภทการค้า 3 มิติซึ่งบางครั้งสามารถเป็นรูปทรงของบรรจุภัณฑ์ได้ เช่น ขวดน้ำหอมและชวดเครื่องดื่มโค้ก เป็นต้น

 Symbol

Letter Mark

Logo

   Combination Mark

 

หลักการออกแบบเครื่องหมาย
1. เป็นภาพตัดทอนที่ง่ายแก่การเข้าใจ
2. เด่น สะดุดตา สื่อความหมายได้ชัดเจน
3. เป็นเอกภาพ คือ เป็นเรื่องราวของเรื่องๆ เดียว
4. ลักษณะของเส้นและรูปทรง แสดงได้ตามลักษณะงาน
5. มีรายละเอียดน้อยจะดูได้ดีกว่ามีรายละเอียดมาก
6. การคิด ควรมีความคิดหลักแล้วกระจายออกไป ไม่ควรคิดหลายรูปแบบ ควรจะพัฒนาจากรูปแบบเดียวจะง่าย

  การออกแบบโปสเตอร์ (POSTER DESIGN)



Poster ( ใบปิด ) เป็นสิ่งพิมพ์โฆษณาที่สื่อความหมายได้สะดวกรวดเร็ว ติดตั้งง่าย ใช้พื้นที่ไม่มากนัก สามารถมองเห็นได้ในระยะใกล้

  color="#cc0000">Concept ในการออกแบบโปสเตอร์

1. ใช้ถ้อยคำที่มีเนื้อหาชัดเจน เห็นได้ชัด
2. เสนอข่าวสาร
3. เตือนใจลูกค้า เพื่อให้รู้ว่าสินค้ายังมีจำหน่ายอยู่

4.แนะนำสิ่งที่แตกต่างจากสินค้าอื่นในท้องตลาด
5.แสดงการเปรียบเทียบว่าสินค้าแต่ละชนิดมีคุณสมบัติต่างกันอย่างไร

โปสเตอร์ควรประกอบด้วย

1. รูปของผลิตภัณฑ์ที่เราจะเสนอบริการ ( Image )
2. คำพูดที่จะโฆษณา ต้องได้ใจความชัดเจน กระทัดรัด ( Letter )
3. ชื่อผลิตภัณฑ์ บริษัทเจ้าของสินค้า ( Trade Mark )

เทคนิคในการออกแบบโปสเตอร์

ภาพพิมพ์ ( Printing Graphic )

การจัดวางอักษร ( Typography )

ภาพถ่าย ( Photography )

ภาพตัดต่อ ตัดแปะ ( Collage )

ภาพลวงตา ( Illusion,Optical Art )

ภาพเขียนประกอบ ( Illustration )

ภาพสามมิติ ( Three Dimension Poster )

  การออกแบบโปสเตอร์กลางแจ้ง,ป้ายโฆษณากลางแจ้ง
สามารถดูได้ทั้งใกล้และไกล ส่วนใหญ่จะมีขนาดใหญ่มาก จึงต้องมีรายละเอียดน้อยและชัดเจน เพราะเวลาผ่านไปผ่านมา จะได้สื่อความหมายได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากป้ายขนาดใหญ่มักจtติดตั้งตามริมถนน หรือบนทางด่วน ซึ่งมีรถแล่นผ่านไปมาอย่างรวดเร็ว

โปสเตอร์ ชนิดนี้จะประกอบด้วย

คำพูดสั้น ๆ หรือ รูปที่ใช้โฆษณา
เครื่องหมายการค้า หรือสัญลักษณ์ของบริษัท
หมายเลขโทรศัพท์,ที่ตั้ง, ข้อความไม่ควรยาวเกินไป อ่านเข้าใจง่าย
-ไม่ควรใช้ตัวอักษรที่สูงเกินไปหรือผอมเกินไป เพราะจะอ่านยาก มองไม่ชัดเจน

ควรจัดช่องไฟระหว่างตัวหนังสือและระหว่างบรรทัดให้เหมาะสมกับแผ่นโปสเตอร์และต้องคำนึงถึงระบบการมองด้วย color="#0000ff">-ตัวอักษรต้องมีการลดหลั่นกันตามความเหมาะสมหรือความสำคัญของข้อความแต่ไม่ควรมีหลากหลายแบบ  และหลายขนาดเกินไป เพราะจะทำให้ดูยุ่งเหยิง อ่านยาก

<ตัวอย่างสีที่ใช้กับตัวอักษรและพื้นหลังแล้วได้ผลดี

 สีตัวอักษร สีพื้นหลัง


สีที่อ่านง่ายที่สุด คือ น้ำเงินบนพื้นเหลือง หรือ เหลืองบนพื้นน้ำเงิน อักษรที่มีน้ำหนักแก่
บนพื้นอ่อนจะอ่านง่ายกว่าสีอ่อนบนพื้น
เข้ม นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงความสวยงาม
และทฤษฎีสีประกอบด้วย

การโฆษณา ( Advertising ) คือ

* การเผยแพร่ข่าวสารสู่สาธารณะในวิธีต่างๆ

* การสื่อสารถึงความหมาย คุณภาพ คุณสมบัติ ลักษณะของสินค้า

* ไม่เป็นเรื่องส่วนตัว

* มีผู้สนับสนุนอย่างเด่นชัด เช่นเจ้าของผลิตภัณฑ์หรือบริการ

* การสื่อสารมวลชน ซึ่งชักจูงผู้บริโภคให้พอใจในสินค้า

เป็นการสื่อสารมวลชนที่มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว ตรงกลุ่มเป้าหมาย และประหยัด
color="#0033ff">เป็นองค์ประกอบสำคัญทางระบบเศรษฐกิจ ทำให้มีการซื้อขาย เงินตราหมุนเวียน
- ทำให้ระบบการสื่อสารมวลชนดำเนินไปได้

 

 

วัตถุประสงค์ในงานโฆษณา

1.เพื่อให้ข่าวสารแก่กลุ่มชนว่ามีสินค้าหรือบริการอะไร อย่างไร
2.
คุณสมบัติของสินค้าหรือบริการ เป็นอย่างไร
3.
สร้างทัศนคติ ภาพพจน์ที่ดีให้สินค้า

4.กระตุ้นให้เกิดการซื้อ

5.เพื่อแข่งขันในด้านการขาย การตลาดกับคู่แข่งอื่นๆ

 

 

พึงจำไว้ว่า ตัวการสำคัญที่จะชักจูงให้ผู้ใช้กลับมาใช้สินค้าหรือบริการนั้นอีก
ก็คือตัวสินค้าหรือบริการนั้นๆ นั่นเอง
การโฆษณามีบทบาทสำคัญในชีวิต
ประจำวันทั้งทางเศรษฐกิจ การตลาด สื่อมวลชน และยังสัมพันธ์กันอย่างมากกับคำว่า
นิเทศศิลป์


การโฆษณามีบทบาทอย่างไร

-เป็นการสื่อสารมวลชนที่มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว ตรงกลุ่มเป้าหมาย และประหยัด
-เป็นองค์ประกอบสำคัญทางระบบเศรษฐกิจ ทำให้มีการซื้อขาย เงินตราหมุนเวียน
-
ทำให้ระบบการสื่อสารมวลชนดำเนินไปได้

สี กับงานโฆษณาประชาสัมพันธ์ ( Colour)

1.สีโทนร้อน ( Warm Tone ) เช่น แดง เหลือง ส้ม ม่วงแดง ชมพู ให้ความรู้สึกร้อนรุนแรง กระคุ้นอารมณ์ ดึงดูดสายตา สะดุดตา เหมาะกับงานที่ต้องการความตื่นเต้น เร้าใจ สนุกสนาน รุนแรง วัยรุ่น

 

 

 

 

 

 

2. สีโทนเย็น ( Cool Tone ) เช่น เหลือง เขียว น้ำเงิน ฟ้า ม่วงน้ำเงิน ให้ความรู้สึกสด ชื่นแจ่มใส มีชีวิตชีวา ความร่มรื่น การพักผ่อน ความเจริญเติบโต ความปลอดโปร่งเหมาะกับงานที่ต้องการ แสดงความร่มรื่น สดใส ความมีชีวิตชีวา ความสะอาดความโล่งโปร่ง สื่อถึงการพักผ่อนอย่างแท้จริง

 

 

 

 

 

3.สีอ่อน ( Tint ) เป็นสีที่ผสมด้วยสีขาวมากๆ เช่น ครีมอ่อน ม่วงอ่อน ชมพูอ่อน
ฟ้าอ่อน ให้ความรู้สึกนุ่มนวลอ่อนหวาน อบอุ่น ความเป็นเด็ก สะอาดมีอนามัย
เหมาะกับงานที่ต้องการแสดงความสะอาด ความบริสุทธิ์ ไร้เดียงสา ซื่อตรง นุ่มนวล

 

 

 

 

 

4. สีเข้ม ( Shade ) เป็นสีที่ผสมด้วยสีดำ ให้ความรู้สึกสุภาพ เป็นผู้ใหญ่ น่าเชื่อ

ถือมีหลักการสง่า มั่นคง เหมาะกับงานที่ต้องการความเชื่อถือ งานที่เป็นทาง

การ เป็นจริงเป็นจัง

 

 

 

5.สีเอิร์ธโทน ( Earth Tone ) เช่น น้ำตาล ครีม เขียวขี้ม้า โอ๊ค เทา เหลือง
ให้ความรู้สึกสงบ เศร้า หดหู่ ตาย เก่า โบราณ อนุรักษ์นิยมเหมาะกับงานรณรงค์
งานอนุรักษ์ต่างๆ งานแสดงช่วงเวลา อายุ

 

 

 

6.สีขาว-ดำ ( Black & White ) ให้ความรู้สึกเรียบง่าย ตรงไปตรงมา

ลึกลับ( ขึ้นอยู่กับการจัดวาง ) ประหยัด เหมาะกับงานที่ต้องการสื่อสาร

แบบตรงไปตรงมาหรือเน้นความรู้สึกอย่างหนึ่งอย่างใดโดยเฉพาะ

 

 

 

 

7.สีเงิน,สีทอง ( Silver , Gold ) ให้ความรู้สึกศรัmธา ศาสนา อลังการ ยิ่งใหญ่ มีคุณค่าเหมาะกับงานที่ต้องการเสนอเรื่องราวความศรัทธา เรื่องที่เน้นคุณค่าทางจิตใจ ความเชื่อ ศาสนา

 


อย่างไรก็ตาม อิทธิพลของสีต่ออารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ก็หาใช่กฏเกณฑ์ตายตัวไม่บางครั้งเราอาจประยุกต์ใช้ชุดสีที่ผสมผสานกันเพื่อความเหมาะสมในการใช้งานได้ การแบ่งโทนสีเป็นหมวดหมู่ ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเลือกชุดสีใดสีหนึ่งในงานโฆษณาประชาสัมพันธ์ แต่ หมายถึง ภาพรวมของงานชิ้นนั้น ๆ อาจจะเน้นชุดสีใดชุดหนึ่งตามหลักข้างต้น แต่ในตัวของงานเอง ก็อาจจะมีสีชุดอื่น ๆ แทรกอยู่ด้วย เพื่อไม่ให้ภาพดูน่าเบื่อเกินไป

หลักการใด ๆ ในการเลือกหรือตัดสินใจใช้ชุดสีในงานโฆษณาประชาสัมพันธ์ ขอแนะนำวิธีง่ายและได้ผลดีที่สุดคือ หลัก 20 : 80 คือ ให้คิดพื้นที่โดยรวมของสื่อโฆษณาเป็น 100 % แล้วใช้โทนสีที่เลือกประมาณ 80 % ของพื้นที่ และใช้สีอื่น ๆ เข้ามาผสมผสานอีก 20 % เพื่อเป็นลูกขัด ( Contrast )จะช่วยให้งานดูสมบูรณ์ น่าสนใจ และมีเสน่ห์มากยิ่งขึ้น

 

สรุป งานโฆษณาประชาสัมพันธ์ ถือเป็นงานสื่อสารที่กินพื้นที่กว้างไปในหมู่ประชาชน
ทุกระดับชั้น ดังนั้นการตัดสินใจเลือกใช้สีในงานดังกล่าว จึงจำเป็นต้องมองถึงความเป็นส่วน รวมให้
มากกว่าความรู้ส่วนตัวของนักออกแบบโฆษณาเอง เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดในการสื่อสารที่คลาด เคลื่อนและเพื่อการโฆษณาที่ได้ผล การพยายามสร้างความแปลกแหวกแนวเป็นสิ่งดีและสร้างสรรค์
แต่โดยหน้าที่แล้ว นักออกแบบโฆษณาจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำเสนอในสิ่งที่ถูกต้อง เหมาะสม
และความเป็นจริง เพื่อประโยชน์ของประชาชนผู้บริโภคเป็นสำคัญ

 

 

 

 

 

 



 

 




 

 

 

 

........ขอโทษนะคะ ภาพนี้ไม่ใช่โปสเตอร์ค่ะ!!!!ฮิฮิ



edit @ 30 Jan 2009 23:32:07 by cheeranan

edit @ 22 Jun 2011 00:12:23 by cheeranan