เรื่องย่อกำเนิดพระคเณศ
posted on 03 Feb 2009 15:18 by cheeranan in storyboardedit @ 3 Feb 2009 15:24:53 by cheeranan
edit @ 16 Feb 2009 23:33:10 by cheeranan
edit @ 25 Mar 2009 10:52:35 by cheeranan
edit @ 3 Feb 2009 15:24:53 by cheeranan
edit @ 16 Feb 2009 23:33:10 by cheeranan
edit @ 25 Mar 2009 10:52:35 by cheeranan
ขอเชิญชมภาพยนตร์โฆษณา (Shortfilm) ผลงานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
โรงเรียนสตรีสมุทรปราการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนเรื่อง การออกแบบนิเทศศิลป์(Communication Design) รายวิชาศิลปะ6 รหัส ศ43102 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550
เพื่อร่วมรณรงค์รักษาสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมการออกกำลังกาย
ภาพยนตร์สั้นเพื่อรณรงค์การรักษาสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงาน
เรื่อง "Let's us keep up environment" โดย นักเรียนชั้น ม.6/2
ภาพยนตร์สั้นเพื่อการรณรงค์รักษาความสะอาดของสิ่งแวดล้อม
เรื่อง "Bye Bye Plastic" โดย นักเรียนชั้น ม.6/7
ภาพยนตร์สั้นเพื่อการรณรงค์รักษาความสะอาดของสิ่งแวดล้อมและ
สาธารณะสมบัติ เรื่อง "ลิงน้อยรักษาสิ่งแวดล้อม" โดย นักเรียนชั้น ม.6/7
ภาพยนตร์สั้นเพื่อส่งเสริมการออกกำลังกาย
เรื่อง Bhuddharanger ตอน กำจัดปีศาจขี้เกียจ โดย นักเรียนชั้น ม.6/3
ภาพยนตร์สั้นเพื่อส่งเสริมการออกกำลังกาย
เรื่อง "หนึ่งในหลายวิธีของการออกกำลังกาย" โดย นักเรียนชั้น ม.6/4
ภาพยนตร์โฆษณาสั้นเพื่อส่งเสริมการออกกำลังกาย
เรื่อง "My Girl Friend" โดย นักเรียนชั้น ม.6/10
ภาพยนตร์สั้นเพื่อส่งเสริมการออกกำลังกาย
เรื่อง "Let's us keep exercise" โดยนักเรียน ม.6/4
ภาพยนตร์สั้นเพื่อส่งเสริมการออกกำลังกาย
เรื่อง "Exercise for All" โดย นักเรียนชั้น ม.6/3
ภาพยนตร์สั้นเพื่อส่งเสริมการออกกำลังกาย
เรื่อง "Berfore & After" โดย นักเรียนชั้นม.6/1
ขอเชิญลูกเขียว-ขาว ชาวสตรีสมุทรปราการทุกคน ร่วมใจกันรักษาสิ่งแวดล้อม
ทั้งภายในโรงเรียน ในบ้าน ในชุมชน ในจังหวัด ในประเทศของเรา เพื่อโลกของเรา
กรุณาแสดงความคิดเห็นลงในกล่องความคิดเห็น โดยคลิกไปที่ด้านล่าง
ของเนื้อเรื่องตรงที่เขียนว่า comment เพื่อการสร้างสรรค์และปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นค่ะ
edit @ 31 Jan 2009 00:22:48 by cheeranan
edit @ 25 Mar 2009 10:52:09 by cheeranan
ยินดีต้อนรับคณาจารย์ นักเรียนและผู้เยี่ยมชมทุกท่าน welcome to my blog....
Homepage นี้จะมีอยู่ด้วยกัน 2 หน้านะคะ หน้าที่ปรากฏนี่เป็นหน้า 2 ค่ะ จะประกอบไปด้วยหัวข้อต่างๆ หลายหัวข้อนะคะ ถ้าท่านต้องการเข้าไปหน้าแรก ให้เลื่อนหน้าจอลงไปจนจบเนื้อหา คลิก Previous คือไปหน้าก่อน (หน้า 1) ก็จะพบเนื้อหาที่เหลือค่ะ
หรืออีกวิธีหนึ่งคือ เลื่อนหน้าจอลงไปจนถึงกรอบแสดงความคิดเห็น ท่านจะพบว่าในกรอบด้านซ้ายมือจะมีหัวข้อของหน้า 1 ปรากฏอยู่ คลิกไปที่หัวข้อที่สนใจก็จะทำให้ท่านไปยังหน้า 1 ได้ค่ะ..กรุณาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ home page นี้ เพื่อการพัฒนาและปรับปรุงค่ะ
การวิเคราะห์วิจารณ์งานศิลปะ
ความหมาย
การวิเคราะห์งานศิลปะ หมายถึง การพิจารณาแยกแยะศึกษาองค์รวมของงานศิลปะออกเป็นส่วนๆ ทีละประเด็น ทั้งในด้านทัศนธาตุ องค์ประกอบศิลป์ และความสัมพันธ์ต่างๆ ในด้านเทคนิคกรรมวิธีการแสดงออก เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาประเมินผลงานศิลปะว่ามีคุณค่าทางด้านความงาม ทางด้านสาระ และทางด้านอารมณ์ความรู้สึกอย่างไร
การวิจารณ์งานศิลปะ หมายถึง การแสดงออกทางด้านความคิดเห็นต่อผลงานทางศิลปะที่ศิลปินสร้างสรรค์ขึ้นไว้ โดยผู้วิจารณ์ให้ความคิดเห็นตามหลักเกณฑ์และหลักการของศิลปะ ทั้งในด้านสุนทรียศาสตร์และสาระอื่นๆ ด้วยการติชมเพื่อให้ได้ข้อคิดนำไปปรับปรุงพัฒนาผลงานศิลปะ หรือใช้เป็นข้อมูลในการประเมินตัดสินผลงาน และเป็นการฝึกวิธีดู วิธีวิเคราะห์ คิดเปรียบเทียบให้เห็นคุณค่าในผลงานศิลปะชิ้นนั้น ๆ
คุณสมบัติของนักวิจารณ์
1. ควรมีความรู้เกี่ยวกับศิลปะทั้งศิลปะประจำชาติและศิลปะสากล
2. ควรมีความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ศิลปะ
3. ควรมีความรู้เกี่ยวกับสุนทรียศาสตร์ ช่วยให้รู้แง่มุมของความงาม
4. ต้องมีวิสัยทัศน์กว้างขวาง และไม่คล้อยตามคนอื่น
5. กล้าที่จะแสดงออกทั้งที่เป็นไปตามหลักวิชาการและตามความรู้สึกและประสบการณ์
ทฤษฎีการสร้างงานศิลปะ จัดเป็น 4 ลักษณะ ดังนี้
1. นิยมการเลียนแบบ (Imitationalism Theory) เป็นการเห็นความงามในธรรมชาติแล้วเลียนแบบไว้ให้เหมือนทั้งรูปร่าง รูปทรง สีสัน ฯลฯ
2. นิยมสร้างรูปทรงที่สวยงาม (Formalism Theory) เป็นการสร้างสรรค์รูปทรงใหม่ให้สวยงามด้วยทัศนธาตุ (เส้น รูปร่าง รูปทรง สี น้ำหนัก พื้นผิว บริเวณว่าง) และเทคนิควิธีการต่างๆ
3. นิยมแสดงอารมณ์ (Emotional Theory) เป็นการสร้างงานให้ดูมีความรู้สึกต่างๆ ทั้งที่เป็นอารมณ์อันเนื่องมาจากเรื่องราวและอารมณ์ของศิลปินที่ถ่ายทอดลงไปในชิ้นงาน
4. นิยมแสดงจินตนาการ (Imagination Theory) เป็นงานที่แสดงภาพจินตนาการ แสดงความคิดฝันที่แตกต่างไปจากธรรมชาติและสิ่งที่พบเห็นอยู่เป็นประจำ
แนวทางการวิเคราะห์และประเมินคุณค่าของงานศิลปะ
การวิเคราะห์และการประเมินคุณค่าของงานศิลปะโดยทั่วไปจะพิจารณาจาก 3 ด้าน ได้แก่
1. ด้านความงาม
เป็นการวิเคราะห์และประเมินคุณค่าในด้านทักษะฝีมือ การใช้ทัศนธาตุทางศิลปะ และการจัดองค์ประกอบศิลป์ว่าผลงานชิ้นนี้แสดงออกทางความงามของศิลปะได้อย่างเหมาะสมสวยงามและส่งผลต่อผู้ดูให้เกิดความชื่นชมในสุนทรียภาพเพียงใด ลักษณะการแสดงออกทางความงามของศิลปะจะมีหลากหลายแตกต่างกันออกไปตามรูปแบบของยุคสมัย ผู้วิเคราะห์และประเมินคุณค่าจึงต้องศึกษาให้เกิดความรู้ ความเข้าใจด้วย เช่น
ภาพแม่พระมาดอนนา พระเยซู และเซนต์จอห์น
(The Madonna and Child with The infant St. John)
เทคนิคสีน้ำมันบนแผ่นไม้
ผลงานของราฟาเอล (Raphael)
แสดงรูปแบบความงามของภาพโดยใช้รูปคนเป็นจุดเด่น
มีความเวิ้งว้างของธรรมชาติเป็นฉากหลังแสดงความตื้นลึกใกล้ไกล
โดยใช้แนวทางของทัศนียวิทยาและการจัดองค์ประกอบภาพในแนวกรอบสามเหลี่ยม
ซึ่งเป็นลักษณะความงามในการจัดองค์ประกอบศิลป์ที่ศิลปินในสมัย
ฟื้นฟูศิลปวิทยานิยมทำกัน
ภาพองค์ประกอบศิลป์ (Composition)
เทคนิคสีน้ำมันบนผ้าใบ (พ.ศ.2472)
ผลงานของ พีต มอนดรีอัน (Piet Mondrian)
เน้นการออกแบบโดยเส้นที่ตัดกันเป็นมุมฉากระหว่างเส้นนอนกับเส้นตั้ง
เกิดเป็นบริเวณว่างให้มีความสัมพันธ์กันภายในกรอบสี่เหลี่ยม
ด้วยการใช้สีแดง เหลือง น้ำเงินที่สดใส รวมทั้งสีขาว ดำ และเทา
ในแบบนามธรรมที่ใช้เส้นเรขาคณิตเป็นหลัก
สรุปการวิเคราะห์และการประเมินคุณค่าของงานศิลปะในด้านความงามจะตัดสินกันที่รูปแบบการจัดองค์ประกอบศิลป์ให้เกิดคุณค่าทางสุนทรียศาสตร์ หรือการเห็นคุณค่าทางความงามนั่นเอง
2. ด้านสาระ
เป็นการวิเคราะห์และประเมินคุณค่าของผลงานศิลปะแต่ละชิ้นว่ามีลักษณะส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ตลอดจนจุดประสงค์ต่างๆ ทางจิตวิทยาว่าให้สาระอะไรกับผู้ชมบ้าง ซึ่งอาจเป็นสาระเกี่ยวกับธรรมชาติ สังคม ศาสนา การเมือง ปัญญา ความคิด จินตนาการ และความฝัน เช่น

ภาพวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ.2351 (The Third of May 1808)
ผลงานของฟรันซิสโก โคเซ เด โกยา (Francisco Jose de Goya) จิตรกรชาวสเปน
แสดงคุณค่าด้านสาระให้เห็นถึงความเจ็บปวดจากการถูกย่ำยีและเข้ายึดครองประเทศสเปนของทหารฝรั่งเศส ในสมัยนโปเลียนที่มีการสังหารประชาชนผู้แสวงหาอิสรภาพอย่างเลือด็น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่มีคุณธรรมในการปกครองบ้านเมือง
3. ด้านอารมณ์ความรู้สึก
เป็นการคิดวิเคราะห์และประเมินคุณค่าในด้านคุณสมบัติที่สามารถกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกและสื่อความหมายได้อย่างลึกซึ้งของวัสดุ ซึ่งเป็นผลของการใช้เทคนิคแสดงออกถึงความคิด พลัง ความรู้สึกที่ปรากฏอยู่ในผลงาน เช่น
ภาพฝูงกาเหนือทุ่งข้าวสาลี (Wheatfield with Crows)
เทคนิคสีน้ำมันบนผ้าใบ
ผลงานของ ฟินเซนต์ ฟาน ก็อก (Vincent Van Gogh)
แสดงพลังความรู้สึกของศิลปินแทรกอยู่ในรอยฝีแปรงของเส้นสี ซึ่งบ่งบอกถึงความรู้สึกภายในได้อย่างชัดเจน เป็นภาพเขียนชิ้นสุดท้ายในชีวิตที่อาภัพและรันทดของ ฟินเซนต์ ฟาน ก็อก ซึ่งเขียนภาพนี้ขึ้นก่อนยิงตัวตาย
ประติมากรรมชื่อ ปิเอตา ( Pieta )
ผลงานของ มิเคลันเจโล (Michelongelo Buonarroti)
แสดงคุณค่าด้านความงามขององค์ประกอบศิลป์ที่จัดไว้ในแนวกรอบของรูปสามเหลี่ยม
ซึ่งเป็นการจัดองค์ประกอบศิลป์ที่นิยมกันมากในผลงาน ศิลปะสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา
(Renaissance) นอกจากนั้นยังแสดงความงามของแนวเส้นโค้งของพระเศียรพระแม่มาเรีย
ที่ก้มพระพักตร์ลงกับแนวเส้นโค้งของพระวรกายองค์พระเยซูที่นอนพาดอยู่บนตัก
อย่างงดงามกลมกลืน ได้คุณค่าทางอารมณ์ความรู้สึกเป็นอย่างดี ทำให้มองเห็นถึงความรู้สึกของแม่
ผู้มีความรักความผูกพันต่อลูก รวมทั้งยังได้คุณค่าสาระทางด้านศาสนาอีกด้วย
กระบวนการวิจารณ์งานศิลปะตามหลักการและวิธีการ
1. ขั้นระบุข้อมูลของผลงาน
เป็นข้อมูลรายละเอียดสังเขปเกี่ยวกับประเภทของงาน ชื่อผลงาน ชื่อศิลปิน ขนาด วัสดุ เทคนิค วิธีการ สร้างเมื่อ พ.ศ.ใด ปัจจุบันติดตั้งอยู่ที่ไหน รูปแบบการสร้างสรรค์เป็นแบบใด
2. ขั้นตอนการพรรณนาผลงาน
เป็นการบันทึกข้อมูลจากการมองเห็นภาพผลงานในขั้นต้นว่าเป็นภาพอะไร เช่น ภาพคน ภาพสัตว์ ภาพทิวทัศน์ ภาพหุ่นนิ่ง เป็นต้น มีเทคนิคในการสร้างสรรค์แบบใด
3. ขั้นวิเคราะห์
เป็นการดูลักษณะภาพรวมของผลงานว่าจัดอยู่ในประเภทใด พิจารณารูปแบบการถ่ายทอดเป็นแบบใด จำแนกทัศนธาตุและองค์ประกอบศิลป์ออกจากภาพรวมเป็นส่วนย่อยให้เห็นว้มีหลักการจัดภาพที่กลมกลืนหรือขัดแย้งอย่างไร
4. ขั้นตีความ
เป็นการค้นหาความหมายของผลงานว่า ศิลปินหรือผู้สร้างสรค์ต้องการสื่อให้ผู้ชมผลงานได้รับรู้เกี่ยวกับอะไร เช่น สภาพปัญหาในชุมชน สังคม และภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นต้น
5. ขั้นประเมินผล
เป็นการประเมินคุณค่าของผลงานศิลปะชิ้นนั้นจากการพิจารณาทุกข้อในเบื้องต้น สรุปให้เห็นข้อดีและข้อด้อยในด้านเนื้อหาและเรื่องราว หลักทัศนธาตุและหลักการจัดองค์ประกอบศิลป์ ทักษะ ฝีมือ และการถ่ายทอดความงาม เพื่อการพัฒนาหรือตัดสินผลงานชิ้นนั้น
ตัวอย่างการวิจารณ์งานศิลปะ
1. ขั้นระบุข้อมูลของผลงาน
ประเภทงาน : จิตรกรรม
ชื่อผลงาน : โมนาลิซา ( Mona Lisa )
ชื่อศิลปิน : เลโอนาร์โด ดา วินชี ( Leonado da Vinci ) ศิลปินชาวอิตาเลียน
ขนาดผลงาน : 77 x 53 ซม.
เทคนิค วัสดุ : สีน้ำมันบนแผ่นไม้
ผลงานสร้างเมื่อปี : พ.ศ.2046 - 2049 ( ค.ศ.1503 - 1506 )
ปัจจุบันอยู่ที่ : พิพิธภัณฑ์ลูฟว์ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
รูปแบบการสร้างสรรค์ : เป็นงานศิลปะตะวันตก การถ่ายทอดรูปแบบเหมือนจริงตามลักษณะแบบอย่าง
ของศิลปะสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ( Renaissance )
2. ขั้นพรรณนาในผลงาน
เป็นภาพเขียนครึ่งตัว ( Portrait ) สุภาพสตรีผมยาวมีผ้าคลุม หวีผมแสกกลาง เสื้อคลุมด้วยสีดำเรียบ เห็นใบหน้าเกือบตรง ลำตัวบิดเบี้ยวเล็กน้อย มือขวาวางคว่ำสัมผัสข้อมือซ้ายที่วงาราบอยู่บนที่วางแขนของเก้าอี้ เบื้องหลังเป็นภาพของทิวทัศน์สงบเงียบ บรรยากาศเร้นลับ ชวนฝัน

ภาพส่วนขยายนัยน์ตาและรอยยิ้ม ของโมนาลิซา ที่แสดงออกถึง
ความรู้สึกที่ต้องการค้นหาบางสิ่ง ซ่อนเลศนัยและปริศนาให้ผู้ดู
บังเกิดความรู้สึกและตั้งคำถามว่า โมนาลิซากำลังคิดอะไรอยู่
3. ขั้นวิเคราะห์
เป็นงานจิตรกรรมที่มีคุณค่าในการแสดงออกทั้งในด้านความงาม ด้านสาระ และด้านอารมณ์ความรู้สึก
ด้านความงาม เป็นภาพที่สร้างสรรค์โดยยึดทฤษฎีการเลียนแบบตามธรรมชาติ คือ การเลียนแบบความ งามตั้งแต่รูปร่าง รูปทรง สีสัน และน้ำหนักแสงเงา
เป็นภาพที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของเลโอนาร์โด ดา วินชี ในการเขียนภาพผู้หญิง คือ นิยมเขียนคิ้วบางเลือนราง และมีรอยยิ้มมุมปากที่คล้าย ๆ กันกับภาพอื่น ๆ ของเขา
เป็นภาพที่มีเอกลักษณ์ในการจัดภาพตามแบบอย่างของศิลปะสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance) คือ มีบุคคลเป็นประธานของภาพและมีฉากหลังเป็นทิวทัศน์แสดงบรรยากาศตามจินตนาการ เพราะศิลปินในสมัยนั้นมีความเชื่อว่ามนุษย์เป็นศูนญ์กลางของจักรวาล เป็นผู้ควบคุมธรรมชาติ ยึดมั่นในเหตุผล คุณค่าของความเป็นมนุษย์อยู่ที่ความคิด ความรู้ และความสามารถ
ด้านสาระ เป็นภาพที่แสดงให้เห็นวัฒนธรรมการแต่งกายของคนชั้นสูงในสมัยนั้น ทั้งด้านเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม และความนิยมในการไว้ผมยาวหวีแสกกลางตามสมัยนิยม ในแฟชั่นแบบฟลอเรนไทน์ในอิตาลี นอกจากที่ปรากฏให้เห็นในภาพโมนาลิซา ยังเห็นได้ในภาพอื่นๆ ของเขาอีก
นอกจากนี้ ภาพโมนาลิซายังเป็นภาพที่เลโอนาร์โด ดา วินชี ถ่ายทอดบุคลิกของตนเองแฝงไว้ในใบหน้าของโมนาลิซา ซึ่งจะมีลักษณะเค้าโครงรูปหน้าที่คล้ายกัน
ด้านอารมณ์ความรู้สึก เป็นภาพที่แสดงออกให้เห็นถึงอารมณ์ความรู้สึกภายในของโมนาลิซาที่แฝงอยู่ในท่าทาง และสะท้อนให้เห็นได้จากนัยน์ตาและรอยยิ้มปริศนา รวมทั้งความรู้สึกที่รับรู้ได้จากบรรยากาศในม่านหมอกของฉากหลัง
การวิเคราะห์ทัศนธาตุ
เส้น แสดงการใช้เส้นโค้งและเส้นลักษณะอื่นๆ ได้สัมพันธ์กลมกลืนกัน ทั้งในส่วนของใบหน้า เส้น
ผม ผ้าคลุม รอยยับของผ้า นิ้วมือ แนวเส้นของทางเดิน และสายน้ำลำธารของฉากหลัง
รูปร่าง รูปทรง แสดงรูปร่าง รูปทรง ลักษณะธรรมชาติของคน และทิวทัศน์ได้อย่างสวยงาม
สี แสดงภาพสีส่วนรวมเป็นโทนสีน้ำตาลอมเขียวและดำ เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ในการสื่อความ
หมาย สีน้ำตาลหมายถึงธรรมชาติหรือโลก สีน้ำตาลออกดำหมายถึงความสุขุม ความลึกลับซ่อน
เร้น และสีเขียวหมายถึงชีวิต ขนาด สัดส่วน แสดงขนาดของคนได้เหมาะสมกับขนาดภาพ
และแสดงสัดส่วนทางกายวิภาคได้ถูกต้อง งดงามตามธรรมชาติ
แสงเงา แสดงการใช้แสงเงาที่กลมกลืนเหมือนธรรมชาติ แสงเงาส่วนรวมของภาพมีน้ำหนักเข้มมืด
บริเวณใบหน้าและมือให้แสงสว่างมาก และมีน้ำหนักเงาอ่อน
บริเวณว่าง แสดงบริเวณว่างรอบตัวโมนาลิซาเป็นทิวทัศน์อยู่ฉากหลัง นอกจากจะทำพให้ภาพดูโปร่งตาไม่
ทึบตันเกินไป ยังทำให้ภาพมีระยะใกล้ไกล มีมิติตื้นลึก และเหมือนจริง
ลักษณะผิว แสดงการใช้ลักษณะผิวในส่วนของใบหน้าและมือด้วยการเกลี่ยสีให้นุ่มนาลสอดคล้อง สมวัย
และเหมือนจริง โดยเฉพาะมือขวาให้ความรู้สึกเหมือนมีเลือดเนื้อจริงๆ
การวิเคราะห์หลักองค์ประกอบศิลป์
เอกภาพ การจัดภาพโดยรวมมีความเป็นเอกภาพด้วยเส้น รูปร่าง รูปทรง สี แสงเงาที่สัมพันธ์กลมกลืน
กันทั้งรูปคนและธรรมชาติ ทำให้ทั้งภาพดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ดุลยภาพ แสดงภาพโมนาลิซาตรงแกนกลาง วางท่าอยู่ในแนวรูปสามเหลี่ยม จัดวางทิวทัศน์ไว้ในบริเวณ
ว่าง มัลักษณะของดุลยภาพแบบซ้ายขวาเท่ากัน ซึ่งให้ความรู้สึกสงบทางกายภาพ
จุดเด่น แสดงจัดเด่นอยู่บนใบหน้า มีดวงตาที่ให้ความรู้สึกเหมือนมองผู้ดูผลงานอยู่ตลอดเวลาและรอย
ยิ้มที่เป็นปริศนา
ความกลมกลืน แสดงการจัดภาพของส่วนประกอบต่างๆ ทางทัศนธาตุ ทั้งรูปแบบของเส้น รูปร่าง รูปทรง สี
ขนาด สัดส่วน แสงเงา บริเวณว่าง และพื้นผิวได้อย่างสัมพันธ์กลมกลืนกันทั้งเทคนิค วิธีการสร้าง
สรรค์ ซึ่งสอดประสานกับอารมณ์ ความรู้สึกของภาพได้อย่างงดงาม
ความขัดแย้ง แสดงความขัดแย้งในด้านน้ำหนัก สี แสงเงา ส่วนรวมของภาพมีความเข้มคล้ำ ต่างกับส่วนใบ
หน้าที่ใช้น้ำหนักสี สงเงาอ่อนกว่า แต่มีผลดีคือช่วยส่งเสริมบริเวณส่วนใบหน้าให้มีความเจิด
จ้า เด่นชัด และงดงามยิ่งขึ้น
4. ขั้นตีความ
เป็นงานจิตรกรรมภาพเหมือน (Portrait) ที่มีชื่อเสียงมาก เป็นภาพของหญิงสาวในท่านั่ง แต่งกายตามสมัยนิยมในแฟชั่นแบบฟลอเรนไทน์ในอิตาลี เบื้องหลังเป็นภาพทิวทัศน์ภูเขาที่ดูนุ่มเบา แสดงออกทางอารมณ์ความรู้สึกบนใบหน้า โดยเฉพาะแววตาและรอยยิ้มที่เป็นปริศนา ไม่สามารถจะบอกได้ว่าเธอกำลังยิ้ม หัวเราะ ร้องไห้ หรือเธอต้องการบอกอะไรบางอย่างกันแน่ ผู้ที่ได้ชมภาพนี้จะเกิดจินตนาการในการสร้างความรู้สึกหรืออารมณ์เข้าไปในภาพด้วย
5. ขั้นประเมินผล
หลักทัศนธาตุและหลักการจัดองค์ประกอบศิลป์
ศิลปินนำหลักทัศนธาตุและการจัดองค์ประกอบศิลป์มาใช้ให้เกิดความสัมพันธ์กันทั้งในส่วนประธานและส่วนรองของภาพ ทำให้ผลงานมีเอกภาพ ดุลยภาพ จุดเด่น ความกลมกลืนและความขัดแย้งได้งดงามตามกรรมวิธีการจัดองค์ประกอบศิลป์แบบศิลปะสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance)
edit @ 28 Dec 2008 22:13:40 by cheeranan
ยินดีต้อนรับสู่ห้องแสดงงานศิลปะและแหล่งการเรียนรู้
@ ชมผลงานการสร้างสรรค์ของนักเรียนโรงเรียนสตรีสมุทรปราการ
http://seegang.exteen.com
@ มูลนิธิหอศิลปะแห่งรัชกาลที่ 9
http://www.rama9art.org
@ เป็นศูนย์รวมผลงานศิลปะ
http://www.bangkokgallery.com
@ แหล่งรวมข้อมูลเกร็ดความรู้และเทคนิคเกี่ยวกับการเขียนภาพ
http://www.artofcolor.com
@ แหล่งสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ทางศิลปะในประเทศไทย
http://www.era.su.ac.th
@ นิตยสาร idesign ในรูปแบบของ e-book การออกแบบและการสร้างสรรค์
http://ebook.trueworld.net
@ นิตยสาร thaiegazine นิตยสารของการรออกแบบโฆษณา
http://www.thaiegazine.com
@ เว็ปไซต์ศิลปะออนไลน์
http://www.artbangkok.com
@ การออกแบบด้วยคอมพิวเตอร์
http://www.thaicad.com
นิทรรศการ "ศิลปะหลังกำแพง" Art for All
22 - 30 พฤศจิกายน 2550
ณ ชั้น 2 ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน

ผลงานนักเรียน(นักโทษ)

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จเป็นองค์ประธานเปิดงาน

บรรยากาศภายในห้องเรียนศิลปะ ภายในเรือนจำกลาง บางขวาง จ.นนทบุรี
อ.จีรนันทน์ เป็นวิทยากรสอนวาดเส้น

นักเรียนสร้างสรรค์งานศิลปะอย่างมีความสุขท่ามกลางบรรยากาศที่ร่มรื่น ริมสระน้ำข้างห้องเรียน

ผลงานสื่อผสมของนักเรียน

edit @ 27 Dec 2008 01:05:42 by cheeranan
ชื่อ นางจีรนันทน์ รื่นเริง ชื่อเล่น แต๊ก (Tag) เกิดวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ.2510
ภูมิลำเนา ต.บ้านพร้าว อ.บ้านนา จ.นครนายก
ปัจจุบัน อาศัยอยู่ที่ 267 ซ.อ่อนนุช66 ถ.สุขุมวิท77 แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง กรุงเทพฯ
คุณพ่อตอนหนุ่มๆ กับ saxophone คู่ใจ
ถ่ายภาพกับคุณพ่อ-คุณแม่ สามีและลูกคนที่2-3
บิดา นายธรรมนูญ สิงหนาท ข้าราชการบำนาญ
มารดา นางจำลองลักษณ์ สิงหนาท ข้าราชการบำนาญ
คู่สมรสนายภูมิใจ รื่นเริง ผู้ประดิษฐ์เครื่องดนตรีไทย "รื่นเริงการดนตรี"
และเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาดุริยางค์ไทย คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
http://thaimusic.exteen.com http://www.freewebs.com/ruenroeng
บุตรคนที่ 1 เด็กหญิงชนะใจ รื่นเริง (สีน้ำ) เกิดวันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ.2536
บุตรคนที่ 2 เด็กหญิงประทับใจ รื่นเริง (สีไม้) เกิดวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ.2538
บุตรคนที่ 3 เด็กชายสบายใจ รื่นเริง (สีเทียน) เกิดวันที่ 28 กันยายน พ.ศ.2542

การศึกษา
- ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 - 6 ที่โรงเรียนชุมชนบ้านวังไทร (วังไทรวิทยาคม) จ.นครนายก
- ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ที่โรงเรียนบ้านนา"นายกพิทยากร" จ.นครนายก
- ปวช. แผนกวิจิตรศิลป์ที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา กรุงเทพฯ ปี 2526 - 2528
- ปริญญาตรี ศิลปกรรมศาสตรบัณฑิต วิชาเอก จิตรกรรม คณะศิลปกรรมศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2529 - 2532
- สอบชิงทุนของรัฐบาลญี่ปุ่น (JICA) หลักสูตร"Ceramic Kiln and Firing Technology"
อบรม ณ เมืองนาโงย่า ประเทศญี่ปุ่น 17 กันยายน 2539 - 28 กุมภาพันธ์ 2540
และได้เรียนการสนทนาภาษาญี่ปุ่น จึงได้เปิดเป็นชุมนุมภาษาญี่ปุ่นขึ้นในโรงเรียน
ร่วมโครงการแลกเปลี่ยนกิจกรรม ผู้บำเพ็ญประโยชน์ ไทย-ญี่ปุ่น
ระหว่างวันที่ 28 มีนาคม 2551 ถึง 3 เมษายน 2551ณ เมืองไซตามะ ประเทศญี่ปุ่น
Activities Exchanging Project of Girl Guides Thailand & Saitama,Japan
28th March - 3rd April 2008
สมาชิกผู้บำเพ็ญประโยชน์ประทศไทยและญี่ปุ่นถ่ายภาพร่วมกับผู้ว่าราชการเมืองไซตามะ
ถ่ายภาพร่วมกันหลังเสร็จจากกิจกรรมแลกเปลี่ยนนิทรรศการแลการแสดงวัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น ในวันที่ 30 มีนาคม 2551
ณ Ageo Sport Center เมืองไซตามะ
อ.จีรนันทน์ รื่นเริง(แถวหลังคนที่3จากขวามือ),อ.รุ่งทิวา วรรณชาลี(แถวหน้าแต่งชุดไทยคนที่3จากขวามือ)
และอ.พรทิพา พานิชาชีวะกุล(แถวก่อนหลังสุดคนที่4จากขวามือ) แสดงระบำชุด"สัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น"
ถ่ายภาพร่วมกันที่Nikko, Toshougu shrine เมืองมรดกโลก วันที่ 1 เมษายน 2551
ขอ zoom นิดนึงนะคะ
อ.จีรนันทน์ และ อ.รุ่งทิวา ที่ Nikko
ที่ Tokyou Disneyland
อาชีพ
- รับราชการครู ในสังกัดกรมสามัญศึกษา เริ่มรับราชการเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2534
ณ โรงเรียนมัธยมสาขาบัวแก้วเกษร วัดเจดีย์หอย ต.บ่อเงิน อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี
- ย้ายมาเป็นครูโรงเรียนสตรีสมุทรปราการ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2536 จนถึงปัจจุบัน
- ปัจจุบันปฏิบัติการสอนรายวิชา ศิลปะ (พื้นฐาน) ม.6, วิชาจิตรกรรม ม.2 และ ม.3
วิชา การเขียนภาพหุ่นนิ่ง (เพิ่มเติม) ม.6, วิชา ภาพพิมพ์ (เพิ่มเติม) ม.6 และสอนภาษาญี่ปุ่น ให้แก่สมาชิกชุมนุมภาษาญี่ปุ่น
ร.ร.สตรีสมุทรปราการ
- เป็นวิทยากรของมูลนิธิศิลปะเพื่อมวลมนุษย์ "Art for All" โครงการ "กิจกรรมประตูสู่จินตนาการ" : สอนศิลปะให้แก่นักโทษสูงชาย
ณ เรือนจำกลางบางขวาง จ.นนทบุรี และเป็นคณะทำงานในกิจกรรมต่างๆ ของมูลนิธิ ฯ เช่น เป็นกรรมการตัดสินภาพวาด เป็นต้น
http://www.artforall.or.th
- ออกแบบและสร้างสรรค์งานศิลปะตลอดเวลาเมื่อมีโอกาส
- สอนศิลปะให้แก่นักเรียนและผู้ที่สนใจ
- เล่นอีเลคโทนบ้าง ร้องเพลงบ้าง เต้นบ้างเป็นบางครั้ง
คณะกรรมการของชุมนุมภาษาญี่ปุ่น "Minasan wa kawai desu ne!"
Taku sensei to gukusei desu! "Watashitachi wa ureshii desu yo!"
สอนเสริมพิเศษตอนเย็น ให้แก่นักเรียน ร.ร.สตรีสมุทรปราการ ที่สนใจศิลปะและต้องการจะสอบเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา
สอนวาดเส้น ให้แก่นักเรียนชั้น ม.5 - ม.6
วาดเส้นหุ่นนิ่ง
นักเรียน ม.6 ทำเทียนเจล ในวิชา ศิลปะ 6 (พื้นฐาน)
คุณโศภิณ สุเริงฤทธิ์ วิทยากรรับเชิญ การทำเทียนเจล
นักเรียนชั้น ม.6 กำลังสอบปฏิบัติการเล่นกีตาร์
นักเรียนชั้น ม.6 กำลังสอบร้องเพลงประสานเสียง

จัดค่ายศิลปะ ภาคฤดูร้อน ให้แก่เด็กๆ ใน จ.สมุทรปราการ
การแสดงละคร ของนักเรียนชั้นม.6 ในรายวิชา ศิลปะ 6 (พื้นฐาน)
edit @ 8 Apr 2008 11:18:22 by cheeranan
edit @ 3 May 2008 18:11:59 by cheeranan
การเตรียมความพร้อมสำหรับการสอบเอ็นทรานซ์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
1. เรื่อง องค์ประกอบในการออกแบบ
2. เรื่อง การจัดองค์ประกอบและหลักการออกแบบ
3. เรื่อง ประวัติศาสตร์ศิลป์
4. เรื่อง สถาปัตยกรรมไทย
5. เรื่อง การวาดภาพทิวทัศน์
6. เรื่อง โครงสร้างของอาคาร
7. เรื่อง ทัศนียภาพ
8. เรื่อง Sketch Design
9. เรื่อง Obique & Isometric
10.เรื่อง สัญลักษณ์และเครื่องหมาย
11.เรื่อง การนำเสนอแนวคิดของการออกแบบ
นักเรียนพร้อมรึยังคะ.....งั้นเราไปตะลุยเนื้อหาด้วยกันนะบัดเดี๋ยวนี้.....ชะแว๊บ!
องค์ประกอบของการออกแบบ
( ELEMENT of DESIGN )
เป็นเรื่องที่เป็นพื้นฐานสำหรับนักเรียนและนักออกแบบทุกคน ควรทำความเข้าใจ เพื่อที่จะได้นำไปใช้ในการออกแบบได้อย่างถูกวิธีค่ะ องค์ประกอบของการออกแบบประกอบด้วย
1.จุด ( DOT,POINT ) เป็นองค์ประกอบพื้นฐานของรูปทรง ไม่มีความกว้าง
ความยาว ความสูง
- ใช้บอกตำแหน่ง ( POSITION )
- มีลักษณะมั่นคง ไม่หวั่นไหว ( STATIC )
- ไร้ทิศทาง ( DIRECTIONLESS )
2. เส้น ( LINE ) เกิดจากการนำจุดมาเรียงต่อกันเป็นแนวยาว มีลักษณะเป็น 2 มิติ
ซึ่งจะทำให้เกิดลักษณะพิเศษ คือ
- ทิศทาง( DIRECTION )
- เคลื่อนไหวในลักษณะต่างๆ ( MOVEMENT )
- มีตำแหน่งที่แน่นอน ( POSITION )
- เปลี่ยนแปลงได้ ( GROWTH )
เส้นต่างกัน จะให้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน เช่น
- เส้นตั้ง ( VERTICAL LINE )
ให้ความรู้สึก สง่างาม แข็งแรง
- เส้นนอน ( HORIZONTAL LINE )
ให้ความรู้สึก สงบ ราบเรียบ แน่นอน มั่นคง ปลอดภัย
พักผ่อน ปลอดภัย
- เส้นโค้ง ( CURVE )
ให้ความรู้สึก นุ่มนวล อ่อนไหวและเชื่องช้า
- เส้นเฉียงทแยง ( OBLIQUE )
ให้ความรู้สึก ตื่นเต้น สนุกสนาน ไม่มั่นคง ไม่
ปลอดภัย
อารมณ์และความรู้สึกของเส้น
การใช้เส้นแบบต่างๆ
1. แบบขัดแย้ง
2. แบบต่อเนื่อง
3. แสดงทิศทางในภาพ
3. รูปร่าง - รูปทรง ( SHAPE & FORM )
รูปร่าง เกิดจากการเอาเส้นมาประกอบกันในลักษณะ 2 มิติ โดยแบ่งเป็น....
1. รูปร่างเรขาคณิต ( GEOMETRIC SHAPE ) มีกฏเกณฑ์ตายตัว สามารถ
คำนวณหาพื้นที่ได้ เช่น สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม แปดเหลี่ยม วงกลม ฯลฯ
2. รูปร่างอิสระ ( FREEFORM ) มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ไม่มีกฏเกณฑ์
ตายตัว เช่น รูปร่างของสิ่งต่างๆ
รูปทรง เกิดจากการเอาเส้นมาประกอบกันในลักษณะ 3 มิติ ได้แก่
1. รูปทรงสม่ำเสมอ ( REGULAR FORM ) คือด้านแต่ละด้านจะคล้ายกัน
2. รูปทรงอิสระ ( IRREGULAR FORM ) แบ่งเป็น
- รูปทรงแข็ง ( STATIC FORM )
- รูปทรงอ่อน ( DYNAMIC FORM )
4. ระนาบ ( PLANE ) คือเส้นที่ขยายตัวออกไปในทิศทางเดียวกัน จนเกิดเป็นพื้นที่ขึ้น ซึ่ง
จะมีขอบเขตที่แน่นอน ระนาบมีหลายแบบ ได้แก่
- ระนาบพื้น
- ระนาบยกพื้น
- ระนาบลดพื้น
- ระนาบเหนือหัว
- ระนาบผนัง
5. ขนาด - สัดส่วน ( SIZE & PROPORTION )
- ขนาด เป็นการเปรียบเทียบวัตถุโดยใช้หน่วยวัดระยะเป็นเกณฑ์ ซึ่งอาจจะบอกถึงความใหญ่ - เล็กของวัตถุนั้นๆ
- สัดส่วน (PROPOTION)เป็นการเปรียบเทียบขนาดภายในตัวของวัตถุ ขนาดและสัดส่วนเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ภาพดูน่าสนใจ
ในงานออกแบบ สามารถเอาขนาดและสัดส่วนมาใช้ได้ดังนี้
กลมกลืน ขัดแย้งเคลื่อนไหว
HARMONY CONTRAST DYNAMIC
6.วัสดุและพื้นผิว ( MATERIALS AND TEXTURE )
วัสดุ ( MATERIALS ) คือ วัตถุดิบที่จะนำมาใช้ในการออกแบบ ซึ่งการนำมาใช้
ต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับลักษณะงานนั้นๆ ด้วย
พื้นผิว ( TEXTURE ) คือ ลักษณะผิววัสดุ เป็นลักษณะเฉพาะ รับรู้ได้โดยการสัมผัสและการมอง ลักษณะผิวที่ต่างกันจะให้ความหมายและความรู้สึกที่ต่างกันด้วย
- ผิวเรียบมัน ให้ความรู้สึก หรูหรา ละมุนละไม ไม่มั่นคง
- ผิวขรุขระสม่ำเสมอให้ความรู้สึก มั่นคง ปลอดภัย แข็งแรง
- ผิวแบบพรมขนสัตว์ให้ความรู้สึก นุ่ม เบา
7. น้ำหนัก ( TONE )
น้ำหนัก หมายถึง ความเข้ม - จาง,อ่อน - แก่ ที่เกิดขึ้นในภาพ และภาพที่ดูดีควรมีน้ำหนักอ่อนสุด-------เข้มสุด เพื่อให้ภาพเกิดความมืด - สว่าง ดูมีแสงเงา และเกิดมิติในภาพ
การจัดองค์ประกอบ ( COMPOSITION )
1. จุดสนใจในภาพ โดยใช้หลักการเน้น ( Emphasis ) ตำแหน่งที่ใช้วางจุดเด่นในภาพมี 4
จุด คือ
2.ดุลยภาพ คือความสมดุล ที่ไม่ทำให้ภาพหนักไปด้านใดด้านหนึ่ง
3. เอกภาพ( Unity ) ไม่จำเป็นต้องเป็นกลุ่มเป็นก้อนเสมอไป ให้มองแล้วเป็นอันหนึ่งอัน
เดียวกัน
หลักการออกแบบ ( PRINCIPLE OF DESIGN )
หลักการออกแบบมีอยู่ด้วยกัน 8 อย่าง คือ
1. ความสมดุล ( BALANCE ) แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่
- สมดุลแบบสองข้างเหมือนกัน ( SYMMETRICAL BALANCE ) คือ การเท่ากันขององค์ประกอบทางซ้ายและขวา สมดุลแบบนี้สามารถสร้างความรู้สึก มั่นคง หนักแน่น เอาจริงเอาจัง เป็นทางการ สงบ เช่น โรงเรียน โบสถ์
- สมดุลแบบสองข้างไม่เหมือนกัน ( ASYMMETRYCAL BALANCE ) คือ การที่ภาพมีองค์ประกอบทางซ้ายและขวาไม่เหมือนกัน แต่ดูภาพรวมแล้วเกิดความสมดุลได้ ความสมดุลแบบนี้ทำให้เกิดความน่าสนใจ
2. เอกภาพ ( UNITY ) คือ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อาจเป็นสิ่งที่เหมือนกันหรือไม่เหมือนกันก็ได้ นำมาจัดรวมกัน เกิดความกลมกลืนและสอดคล้องกัน สามารถทำให้เกิดความน่าสนใจได้ เอกภาพแบ่งออกเป็น 2 แบบ ได้แก่
- Static Unity คือ เอกภาพแบบหยุดนิ่ง ไม่เคลื่อนไหว ให้ความรู้สึกมั่นคง เข้มแข็ง
- Dynamic Unity คือ เอกภาพแบบเคลื่อนไหว มักเกิดจากการจัดองค์ประกอบด้วยรูปทรงอิสระ (Free Form ) สร้างความรู้สึกเคลื่อนไหว
วิธีการสร้างเอกภาพ
1. ใช้ เส้น รูปร่าง รูปทรงที่เหมือนกัน คล้ายกัน มาจัดรวมกัน
2. ใช้ เส้น รูปร่าง รูปทรงที่ต่างกัน หรือมีหลายๆ ชนิดมาจัดรวมกัน การสร้างเอกภาพแบบนี้สามารถสร้างความน่าสนใจได้มากกว่าแบบแรก
3. ความกลมกลืน ( HARMONY ) หมายถึง การจัดองค์ประกอบของสิ่งที่คล้ายกัน ใกล้เคียงกัน ทำให้เกิดความรู้สึก นุ่มนวล กลมกลืน มีความสัมพันธ์ต่อกัน สามารถนำไปสู่ความเป็นเอกภาพได้ มีหลักการจัดอยู่ 3 ลักษณะ ได้แก่
1. HARMONY OF FUNCTION ความกลมกลืนด้านประโยชน์ใช้สอย หมายถึง การนำสิ่งที่มีประโยชน์ใช้สอยคล้ายๆ กันมาไว้ด้วยกัน
2. HARMONY OF SYMBOL ความกลมกลืนกันด้านความหมาย หรือสัญลักษณ์ การนำสิ่งที่สื่อความหมายคล้ายๆ กัน อย่างเดียวกันมาไว้ด้วยกัน
3. HARMONY OF ELEMENT ความกลมกลืนกันทางองค์ประกอบ แบ่งเป็น
- ความกลมกลืนของเส้นและทิศทาง
- ความกลมกลืนของขนาดและสัดส่วน
- ความกลมกลืนของสี
- ความกลมกลืนของพื้นผิว
4. ความขัดแย้ง ( CONTRAST ) หมายถึง การออกแบบให้น่าสนใจ โดยการนำความแตกต่างขององค์ประกอบมาใช้ แต่หากขัดแย้งมากเกินไป อาจทำให้ผลงานขาด "เอกภาพ" ได้ ความขัดแย้งแบ่งออกได้ดังนี้
- ขัดแย้งโดยรูปทรง
- ขัดแย้งโดยขนาดและสัดส่วน
- ขัดแย้งโดยสีและพื้นผิว
- ขัดแย้งโดยเส้นและทิศทาง
วิธีการทำให้เกิดจุดเด่น
1. เน้นโดยการขัดแย้ง ( Contrast ) ของรูปทรง รูปร่าง สัดส่วน พื้นผิว และ
องค์ประกอบอื่นๆ
2. เน้นโดยการจัดกลุ่มที่ต้องการเน้น
3. เน้นโดยการใช้สี
4. เน้นโดยมีเส้นนำสายตา
5. สัดส่วน ( PROPORTION ) คือ ตัวบอกความสวยงามทางสถาปัตยกรรม โดยเป็นความสัมพันธ์ของแต่ละส่วนขององค์ประกอบ แบ่งออกได้ดังนี้
1. สัดส่วนในตัวเอง
2. สัดส่วนที่สัมพันธ์ซึ่งกันและกัน
edit @ 20 Jun 2009 21:53:46 by cheeranan
THE ART OF PAINTING & THE WORLD OFCOLORFUL
ศิลปะการวาดภาพและโลกของสีสัน
กิจกรรมศิลปะเพื่อมวลมนุษย์ "Art for All"
http://www.artforall.or.th
เรื่องราวเกี่ยวกับผลงานทัศนศิลป์ของศิลปินทั้งไทยและต่างประเทศ
http://www.fineart-magazine.com
ขอเชิญเข้าชมเรื่องราวเกี่ยวกับการออกแบบตกแต่ง
http://www.art4d.com
" Seenam Ban Sham #1"
Itwas an Art Summer Course at Streesmutprakan schoolthat started from March12nd-15th 2007. There were many teachers and students come from Streesmutprakan school and other schools wherearearound Smutprakan province joined together.We painted water colorin style ofLand-Scape,Sea Scape and Creationby the wonderful water color....
.....Cheeranan Ruenroeng
" สีน้ำบานฉ่ำ ครั้งที่ ๑"
เป็นกิจกรรมการอบรมศิลปะภาคฤดูร้อน ที่จัดขึ้นเพื่อให้คณะครู-นักเรียนและผู้ที่สนใจ ทั้งภายในและภายนอกโรงเรียนได้มีโอกาสฝึกทักษะการวาดภาพด้วยสีน้ำ สร้างความเพลิดเพลินและสามารถนำความรู้ไปใช้ในการผ่อนคลายความเครียดให้ตนเองได้ วิทยากรได้แก่ คุณครูจีรนันทน์ รื่นเริง การอบรมครั้งนี้จัดขึ้นในระหว่างวันที่๑๒-๑๕มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๐ ณ ห้องสมุดโรงเรียนสตรีสมุทรปราการ

"Art & Music Summer Course #1" (March - April 2005)
เปิดอบรมหลักสูตร "ศิลปะ-ดนตรี ครั้งที่ ๑" (มีนาคม - เมษายน ๒๕๔๘)
"See-Gang's Performing Art"
"Indian's Dance#2008"
Seephun is a dancer who is wearing red dress. Her name is Ayilya T. She is studying at Gulf Indianschool in Kuwait.She is on of our See-gang and she is a good dancer too.
edit @ 23 Feb 2008 18:45:20 by cheeranan
edit @ 2 Mar 2008 10:52:15 by cheeranan
การออกแบบตกแต่งภายใน
( INTERIOR DECORATION DESIGN )
วิธีการเขียนทัศนียภาพ ( PERSPECTIVE DRAWING )
ขั้นตอนการปฏิบัติงาน
1. การรู้ถึงจุดประสงค์ ( IDEA CONCEPT )
- เราต้องรู้และเข้าใจอยู่แล้วว่าจะออกแบบตกแต่งห้องอะไร เพื่อการใช้งานอย่างไร เช่น ห้องครัว
ห้องนอน ห้องรับแขก ห้องทำงาน ห้องรับประทานอาหาร ห้องสมุดหรือห้องนั่งเล่น ฯลฯ
- การจัดวางแปลนเฟอร์นิเจอร์ในแบบที่วางไว้ถูกต้อง ลงตัว รวมทั้งขนาดสัดส่วน สมบูรณ์หรือไม่
- รูปแบบที่จะนำมาใช้ออกแบบ ว่าเป็นรูปแบบใด เช่น ยุโรป ไทย จีน ญี่ปุ่น สมัยใหม่ ย้อนยุค หรืออื่นๆ
2. การทำภาพร่าง ( IMAGERY & SKETCH DESIGN )
-ร่างภาพความนึกคิดของรูปแบบ เครื่องเรือน ของใช้ต่างๆ รวมไปถึงสิ่งแวดล้อมและบรรยากาศโดยรวม
- ขึ้นโครงร่างมุมมองของภาพที่จะเขียน เป็นต้นว่า จะเน้นมองมุมไหน ใช้วิธีการเขียนภาพทัศนียภาพ1 จุด 2จุด หรือ 3 จุด หรืออื่นๆ
3.เขียนภาพจริง ( DRAWING )
ขั้นตอนนี้ต้องใช้หลักการของโครงสร้างทัศนียภาพที่ได้กล่าวข้างต้นมาอ้างอิง โดยขึ้นโครงร่างเป็น
ขั้นตอนดังต่อไปนี้
3.1 ขึ้นโครงร่างเป็นกล่องเรขาคณิตหรือแปลน
3.2 ร่างรูปแบบเครื่องเรือน ของประดับตกแต่งและบรรยากาศ
3.3 ตัดเส้นจริงทั้งหมด
3.4 ลงสีให้สวยงาม
3.5 ติดตั้งภาพลงบนแผ่นกรอบกระดาษ
ขั้นตอนการเขียนทัศนียภาพ ( STEP DRAWING )
1. ตรวจสอบความเรียบร้อย ความลงตัวสมบูรณ์ของแปลน การจัดวางให้เหมาะสมกับการใช้งานตรงตามความต้องการของเจ้าของและถูกต้องในเรื่องสัดส่วนมาตรฐาน
2. จินตนาการรูปลักษณ์ รูปแบบ มุมมองการจัดวางทัศนียภาพ มุมมองต่างๆ รูปแบบเครื่องเรือนเครื่องใช้ ของประดับตกแต่ง เพื่อการตรวจสอบและแก้ไขโดยการทำแบบร่างอาจจะทำเป็นลายเส้นหรือลงสี ระบุวัสดุที่ใช้ในการทำ
3. กำหนดจุดยืนมุมมองบนแปลนวัตถุตามที่จินตนาการในแบบร่าง ลากเส้นระดับตา (HL) บนรูปด้าน กำหนดจุดรวมสายตา (VP 1) ตรงตำแหน่งจุดยืนมองระดับความสูงจากพื้นประมาณ 1.50 เมตร ลดระยะความสูงจากเพดานประมาณ 0.50 เมตร เพื่อหาจุดรวมสายตาจุดที่ 2 (VP 2 )โดยลากเส้นจากมุมเพดานบน มุมผนังล่างของรูปทางด้านซ้าย ผ่านจุดตัดของจุดที่ลดระยะบนรูปด้านทางด้านขวา ไปตัดกับเส้นระดับตา (HL)ก็จะได้จุดนำสายตาจุดที่ 2(VP 2) เพื่อใช้ลากเส้นต่อไป
แบบภาพที่นิยมเขียนประกอบงานออกแบบตกแต่งมากที่สุด คือ ทัศนียภาพ เป็นภาพที่มองเห็น เหมือนภาพจริงมากที่สุด คล้ายกับภาพถ่าย การเขียนทัศนียภาพเป็นศิลปะรูปแบบหนึ่ง ซึ่งได้นำมาใช้ในวงการศิลปกรรมหลายแขนงมาตั้งแต่สมัยโบราณ ภาพเขียนและภาพสลักในสมัยอียิปต์มีความพยายาม จะแสดงทัศนียภาพ แต่ยังไม่สามารถจะหาหลักที่จะปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง เพราะยังขาดความรู้เกี่ยวกับแสง จึงต้องแสดงออกเป็นสัญลักษณ์แทน โดยเขียนภาพที่อยู่เบื้องหลังออกไปซ้อนขึ้นข้างบน ส่วนสิ่งของที่อยู่ ข้างหน้า ขนาดใหญ่หรือเล็กก็ไม่ได้หมายความว่าอยู่ข้างหน้า การคิดค้นวิธีการเขียนทัศนียภาพมีขึ้นเป็นครั้งแรก โดยศิลปินชาวอิตาเลียนในสมัยศตวรรษที่ 14 นับเป็นความพยายาม สร้างลักษณะการลวงตาอย่างเป็นระบบ โดยให้ด้านที่อยู่ลึกเป็นแนวสอบเข้าไปบรรจบกันช่วยให้ภาพปรากฏ เหมือนการมองเห็นด้วยตาหรือเหมือนภาพถ่ายมากขึ้น เทคนิคนี้ช่วยให้คนทั่วไปสามารถทำความเข้าใจงาน ออกแบบได้ง่ายขึ้น

ห้องนอน ( Bed Room )

ห้องนอน (Bed Room)

ห้องนอน ( Bed Room )

ห้องนอน ( Bed Room )

ห้องนอน ( Bed Room )

ห้องรับประทานอาหาร ( Dinning Room )

ห้องรับประทานอาหาร ( Dinning Room )

ห้องรับประทานอาหาร ( Dinning Room )

ห้องรับแขก ( Living Room )

ห้องรับรองแขก ( Living Room )

ห้องนั่งเล่น ( Living Room )

ห้องนั่งเล่น ( Living Room )

ห้องนั่งเล่น ( Living Room )

ห้องโถง ( Lobby )
ห้องโถง ( Lobby )

ห้องน้ำ ( Bath Room )
การออกแบบตกแต่งภายใน หมายถึง การออกแบบและจัดตกแต่ง โดยนำเอาวัตถุ เครื่องใช้ต่าง ๆ มาจัดวางตามหลักการจัดทางศิลปะ ทำให้เกิดคุณค่าทางความงามควบคู่กับประโยชน์ใช้สอย เช่น การออกแบบและประดิษฐ์เครื่องเรือน เช่น ตู้ โต๊ะ เตียง เก้าอี้ ไปจนถึง การออกแบบและประดิษฐ์เครื่องใช้เล็กๆ น้อยๆ เช่น ผ้ารองจาน ม่านหน้าต่าง เป็นต้น
การออกแบบตกแต่งภายใน จึงเป็นการจัดสิ่งแวดล้อมภายในบ้านและบริเวณบ้านให้มีประโยชน์ใช้สอยที่สมบูรณ์ ให้มีความสะดวกสบายประสานกับคุณค่าของความงามทางสุนทรียะ
"สวนสวยช่วยประหยัดพลังงาน"
มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ จึงมีจิตใจรักธรรมชาติ พยายามที่จะอยู่ใกล้ธรรมชาติตลอดมา โดยการจัดหาพันธุ์ไม้นานาชนิดมาปลูกประดับบริเวณบ้านเรือน วัด ปราสาท พระราชวัง เพื่อให้เกิดความร่มรื่นมีสีสันสวยงามหรือให้ทั้งผลเพื่อเป็นอาหารอีกด้วย และบางครั้งอาจจะจำลองแบบธรรมชาติจากธารน้ำตก น้ำตก ก้อนกรวด ก้อนหินและทราย มาประกอบกัน พื่อสร้างบรรยากาศแวดล้อมที่พักอาศัยให้งดงาม ร่มรื่น อากาศบริสุทธิ์ อีกทั้งยังช่วยโน้มน้าวจิตใจของผู้อาศัยให้กิดสุนทรียภาพได้
http://www.eppo.go.th/encon/suan/001.htm
edit @ 9 Jul 2008 20:59:30 by cheeranan
edit @ 20 Jun 2009 21:54:09 by cheeranan
edit @ 20 Jun 2009 22:20:05 by cheeranan
edit @ 21 Jun 2009 13:36:33 by cheeranan
ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี
Professor Silpa Bhirasri ( Corrado Feroci )
ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี มีนามเดิมว่า คอร์ราโด เฟโรจี ( Professor Corrado Feroci ) เป็นชาวนครฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี เกิดเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ.2435 ณ ตำบล San Giovanni บิดาชื่อ Artudo Feroci และมารดาชื่อ นาง Santina Feroci มีอาชีพค้าขาย เข้าศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษาเมื่อปี พ.ศ.2441 ภายหลังจบหลักสูตร 5 ปี จึงเข้าศึกษาในโรงเรียนมัธยมอีก 5 ปี จากนั้นจึงเข้าศึกษาด้านศิลปะในโรงเรียนราชวิทยาลัยศิลปะแห่งนครฟลอเรนซ์ จบหลักสูตรวิชาช่าง 7 ปี ในขณะที่มีอายุ 23 ปี และได้รับประกาศนียบัตรช่างปั้นช่างเขียน ซึ่งต่อมาได้สอบคัดเลือกรับปริญญาเป็นศาสตราจารย์ มีความรอบรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ศิลป์ วิจารณ์ศิลป์และปรัชญา โดยเฉพาะมีความสามารถทางด้านศิลปะ แขนงประติมากรรมและจิตรกรรม
ในสมัยรัชกาลที่ 6 มีพระประสงค์จะหาช่างปั้นมาช่วยปฏิบัติราชการเพื่อฝึกฝนให้คนไทยสามารถปั้นรูปได้อย่างแบบตะวันตกและสามารถมีความรู้ถึงเทคนิคต่างๆ ในงานประติมากรรมด้วย จึงได้ติดต่อกับรัฐบาลอิตาลีขอเลือกนักประติมากรที่มีชื่อเสียงเพื่อเข้ามาปฏิบัติราชการกับรัฐบาลไทย ทางรัฐบาลอิตาลีจึงเสนอนายคอร์ราโด เฟโรจีมาพร้อมทั้งคุณวุฒิและผลงาน ซึ่งรัฐบาลไทยก็ยินดีรับเข้าเป็นข้าราชการในตำแหน่งช่างปั้น กรมศิลปากร กระทรวงวัง เมื่อวันที่ 14 มกราคม
พ.ศ.2466 เมื่อย่างเข้า 32 ปี โดยได้รับเงินเดือน เดือนละ 800 บาท ค่าเช่าบ้าน 80 บาท
ต่อมาในปี พ.ศ.2469ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ได้ดำรงตำแหน่งอาจารย์ช่างปั้นหล่อ แผนกศิลปากรสถานแห่งราชบัณฑิตยสภา ได้รับเงินเดือนเดือนละ 900 บาท ต่อมาได้ย้ายมาเป็นช่างปั้น สังกัดอยู่ในกองประณีตศิลปกรรม กรมศิลปากร กระทรวงธรรมการ ท่านได้วางหลักสูตรอบรมกว้างๆ และทำการสอนให้แก่ผู้ที่สนใจในวิชาประติมากรรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ผู้ได้รับการอบรมรุ่นแรกๆ ส่วนมากสำเร็จการศึกษามาจากโรงเรียนเพาะช่าง ได้แก่ สาย ประติมาปกร,สุข อยู่มั่น,ชิ้น ชื่อประสิทธิ์,สวัสดิ์ ชื่นมะนา และแช่ม แดงชมพู
เมื่อทางราชการเห็นความสำคัญของการศึกษาตามแนวปัจจุบัน จึงได้ขอให้ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เป็นผู้วางหลักสูตรการศึกษาให้มีมาตรฐานเดียวกันกับโรงเรียนศิลปะในยุโรป
ท่านศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ได้สนับสนุนการอนุรักษ์ศิลปะโบราณและเป็นผู้บุกเบิกการสร้งสรรค์ศิลปะร่วมสมัย ศิลปะสมัยใหม่ของประเทศไทยมาตลอดเป็นระยะเวลาเกือบ 40 ปี จวชจนท่านได้ถึงแก่กรรมในขณะที่ดำรงตำแหน่ง คณบดี ปฏิมากรคนแรกของมหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งท่านได้เป็นผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร ท่านเปรียบเสมือนบิดาของวงการศิลปะร่วมสมัยของไทย ผลงานศิลปะของท่านก็เป็นที่รู้จักและกล่าวขานกันอยู่เสมอ ในการสร้างสรรค์งานาศิลปะที่เกี่ยวกับพระราชานุสาวรีย์ อนุสาวรีย์ และผลงานศิลปะอื่นๆ อีกมากมาย ได้แก่
- พระปฐมบรมราชานุสรณ์ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช กรุงเทพฯ
- พระราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สวนลุมพินี กรุงเทพฯ
- อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ( คุณหญิงโม ) นครราชสีมา
- อนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ดอนเจดีย์ สุพรรณบุรี
- อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสิน วงเวียนใหญ่ ธนบุรี
- อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ
และอนุสาวรีย์อื่นๆ อีกหลายแห่ง
พ.ศ. 2502 ศาสตราจารย์ศิลป์ ได้สมรสกับ น.ส.มาลินี เคนนี่ ซึ่งเป็นคนไทยที่มีส่วนช่วยเหลือท่านมากทั้งในชีวิตส่วนตัวและการงาน
พ.ศ. 2505 ท่านได้ร่างโครงการหอศิลป์สมัยใหม่ไว้ให้กับเมืองไทยในอนาคตและได้ถึงแก่กรรมด้วยการผ่าตัดมะเร็งในกระเพาะอาหาร ที่โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2505 ได้รับพระราชทานเพลิงศพ ณ เมรุหน้าพลับพลาอิสริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส เมื่อวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2506 เวลา 17.00 น.
Professor Silpa Bhirasri < Corrado Feroci > was a truly remarkable and unforgetable man fully deserving the sobriquet given him by his adopted land " THE FATHER OF MODERN ART IN THAILAND " He was born in Florence, Italy in 1892 and studied Art attheAcademy of Fine Arts of Florence, After graduating in 1914 he became a professor at the Academy and taught there until 1923 then came to Thailand at the invitation of the Rpyal Siam Government. He was appointed a sculptor of the Royal Fine Arts Department in 1924. He founded the School of Fine Arts < Silpakorn University > in 1943. He was a professor and dean of Faculty of Sculpture from 1943 until his death in 1962. After the World War II Professor Feroci changed his name to SILPA BHIRASRI and because a Thai citizen.
Among his many works of art,some of his best known are his statues of King Buddha Yod Fah < King Rama I >. King Vajiravudh < King Rama VI >. King Taksin Maharaj. Tao Suranaree and Prince Narisaranuwadtiwongse. His writing include many books and articles on ancient and modern art in Thailand as well as on general art history,sesthetic and theory of art. Professor Silpa Bhirasri will be remembered for his devotion and contribution to art in Thailand. He was held in respect, reverence, almost by his students who learned from him something of the discipline at the same time that without the truly human element, the love and passion for life and for people there can be no art. His influence upon Thailand is profound and permanent.
edit @ 14 Oct 2007 00:09:33 by cheeranan
edit @ 5 May 2009 23:17:24 by cheeranan
วิวัฒนาการของศิลปะสากล
ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี
ในที่นี้จะขอกล่าวถึงวิวัฒนาการของศิลปะสากลตั้งแต่สมัยกลาง (Middle Age)
ถึง สมัยใหม่( Modern Art ) ทั้งด้านจิตรกรรม ประติมากรรมและสถาปัตยกรรม
พอสังเขป เพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้ที่สนใจ
และสำหรับนักเรียนที่จะศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้
รายวิชา ศิลปะ 5 รหัสวิชา ศ43101 (พื้นฐาน) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
ภาคเรียนที่ 1โรงเรียนสตรีสมุทรปราการ
ท้าวความไปยัง.......สถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่ของกรีก-โรมัน
1.หัวเสาแบบกรีก มี 3 แบบ ได้แก่
ดอริก ( Doric ) ไอออนิก ( Ionic ) คอรินเทียน ( Corinthian )

2.วิหารพาร์เธนอน ( Parthenon ) ในกรุงเอเธนส์ สร้างขึ้นตามแบบสถาปัตยกรรมดอริก

3.วิหารแพนธีออน ( Pantheon ) เก่า ของชาวโรมัน
เป็นวิหารที่มีการใช้หลังคาโค้งทำให้อาคารมีขนาดกว้าง
มากกว่าในสมัยกรีก

วิหารแพนธีออน ( Pantheon ) ของโรม อิตาลี

Ancient Roman Architecture : Arch of Constantine (โรมัน)
ซุ้มโค้งแบบโรมัน ช่วยแก้ปัญหาการรับน้ำหนักของอาคารขนาดใหญ่
ศิลปะสมัยกลาง ( Middle Age )
1.) ศิลปะไบเซนไทน์ ( Bizentine )
การสร้างสรรค์เพื่อพระผู้ไถ่บาปให้แก่มวลมนุษย์
( ค.ศ.330 - 1453 หรือ พ.ศ.873 - 1996 )
1. โบสถ์เซนต์โซเฟีย St.Sophia ค.ศ.532-537
เป็นสถาปัตยกรรมแห่งการผสมผสาน
นับเป็นแหล่งรวมลักษณะความโดดเด่น
ของกรีก โรมันและลักษณะตะวันออก
แบบอาหรับ หรือเปอร์เซีย
ไว้ในผลงานชิ้นเดียวกันได้อย่างกลมกลืน

2. ภาพขบวนแถวของนักบวช ประมาณปี ค.ศ.560
เป็นภาพ โมเซอิค ( Mosaic )
คือใช้กระเบื้องเคลือบชิ้นเล็กๆ มาประกอบกัน
3. ภาพพระแม่แห่งวลาดิเมียร์ Vladimir ประมาณปี ค.ศ.1125
เป็นงานจิตรกรรมที่เขียนสีลงบนแผ่นไม้ไว้สำหรับเคารพบูชาในบ้าน
เรียกว่า ไอคอน (Icon)
![]()
The west front at sunset. วิหารนอเตรอ-ดาม
(ภาพจาก www.scared-destinations.com )
![]()
ด้านหน้าของวิหารนอเตรอ-ดาม

วัดนิเวศธรรมประวัติ ราชวรวิหาร ตำบลบ้านเลน อำเภอบางปะอิน พระนครศรีอยุธยา
2.ถนนไปสู่รูปเคารพ โดย ไซมอน มาตินี ค.ศ.1340 พ.ศ.1883
เป็นงานจิตรกรรมที่ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับคริสต์ศาสนา
ในรูปแบบของภาพวาดแบบเหมือนจริง
3. ภาพคนดีแห่งซามาเลีย เป็นภาพกระจกสีที่ตกแต่งวิหารโนเตรอ-ดาม(Notre-Dam)เล่าเรื่องราวความเป็นมาของอาดัมกับอีฟในคัมภีร์เก่าภาพกระจกสีนับเป็นส่วนหนึ่งของอาคารทางสถาปัตยกรรมของศาสนาคริสต์หากแสงส่องในเวลากลางวันผู้ที่อยู่ภายในอาคารก็จะสัมผัสกับสีสันอันสดใสส่งเสริมบรรยากาศให้แลดูศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้นเฉกเช่นในเวลากลางคืนที่แสงสว่างจากภายในก็จะสะท้อนแสงสีอันงดงามมลังเมลืองแก่ผู้พบเห็นที่อยู่ภายนอก
4. รูปเซนต์แฟร์แมง St.Fermin ( ค.ศ. 1225 )เป็นประติมากรรมตกแต่งวิหารอาเมียงส์สะท้อนเรื่องราวทางศาสนา และลักษณะโครงสร้างที่สูงชะลูด![]()
3.) ยุคฟื้นฟูศิลปะและวิทยาการ ( Renaissance )
คริสต์ศตวรรษที่ 14
ยุโรปมีความตื่นตัวทางด้านการพาณิชย์และแสวงหาดินแดนในโลกใหม่อันนำมาซึ่งลัทธิการล่าอาณานิคม ส่วนในทางศิลปะนั้น
ศิลปินมีความกล้าที่จะแหวกวงล้อมของอิทธิพลศิลปะโกธิคไปสู่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ส่วนในทางวิทยาศาสตร์และการประดิษฐ์
มีการค้นพบระบบสุริยจักรวาลของโคเปอร์นิคัสการค้นพบกระบวน การพิมพ์หนังสือของ กูเตนเบอร์กและฟุสท์
อิตาลี ถือว่าเป็นศูนย์กลางของความเจริญก้าวหน้าที่สำคัญ
โดยเฉพาะในเรื่องของศิลปกรรมศิลปะในสมัยฟื้นฟูศิลปะและวิทยาการ
เป็นยุคสมัยที่มีคุณค่ายิ่งต่อวิวัฒนาการทางจิตรกรรมของโลกคือ ความมีอิสระในการสร้างสรรค์ศิลปะของมนุษย์
ความมีลักษณะเฉพาะตัวของศิลปิน
กล้าที่จะคิดและแสดงออกตามแนวความคิดที่ตนเองชอบ
และต้องการแสวงหานับเป็นบันไดก้าวแรกที่จะนำทาง
ไปสู่การสร้างสรรค์งานจิตรกรรมสมัยใหม่ในเวลาต่อมา
งานจิตรกรรมมีความตื่นตัวและเจริญก้าวหน้า
ทางเทคนิควิธีการเป็นอย่างมาก
ได้มีการคิดค้นการเขียนภาพลายเส้นทัศนียภาพ
( Linear Perspective )
ซึ่งนำไปสู่การเขียนภาพทิวทัศน์ที่งดงาม
นอกจากนี้ศิลปินได้พยายามศึกษากายวิภาค
ด้วยการผ่าตัดศพ พร้อมฝึกวาดเส้นสรีระและร่างกายมนุษย์อย่างละเอียด
แสดงกระดูกและกล้ามเนื้อที่ถูกต้อง
ความเจริญก้าวหน้าในงานจิตรกรรมสีน้ำมัน
ประสบความสำเร็จอย่างสูงในยุคนี้ด้วย
1. โบสถ์เซนต์ปีเตอร์ (St.Peter) ค.ศ.1506-1546
บรามานเต เป็นสถาปนิกผู้ออกแบบและคุมการก่อสร้าง
แต่บรามานเตถึงแก่กรรมก่อนงานจะเสร็จ
จึงเป็นภาระหน้าที่ของสถาปนิกอีกหลายคน
จนกระทั่ง ค.ศ.1546
มิเคลันเจโล Michelangelo Buonarrotii
ได้รับการติดต่อจากสันตะปาปาจอห์นปอลที่ 3
ให้เป็นสถาปนิกรับผิดชอบออกแบบก่อสร้างต่อไป
โดยเฉพาะอาคารที่อยู่ตรงกลาง
มิเคลันเจโลได้แรงบันดาลใจมาจากวิหารแพนธีออน
ของจักรวรรดิโรมัน
![]()
![]()
![]()
พระที่นั่งอนันตสมาคม
2. ภาพกำเนิดอาดัม (ค.ศ.1508-1512 )
มิเคลันเจโล บูโอแนร์โรตี
Michelangelo Buonarrotii
เป็นงานจิตรกรรมฝาผนังที่เขียนไว้ตกแต่งเพดานโบสถ์ซิสทีนด้วยวิธีการวาดภาพปูนเปียกFresco คือเขียนภาพในขณะที่ปูนยังไม่แห้งเพื่อสีจะได้ซึมเข้าไปในเนื้อปูน อันมีผลต่อความคงทน![]()
3. ภาพโมนา ลิซา Mona Lisa (ค.ศ.1503-1505)
เลโอนาร์โด ดา วินชี Leonardo Da Vinciเป็นภาพเขียนสีน้ำมันบนผ้า ขนาด 30.5 X 21 นิ้วแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการถ่ายทอดแบบเลียนแบบธรรมชาติการพิถีพิถันเรื่องการจัดวางมือที่งดงามแววตาและรอยยิ้มอย่างมีเลศนัยการนำธรรมชาติมาเป็นฉากหลังและสร้างมิติใกล้ไกลแบบวิทยาศาสตร์การเห็น (ทัศนียภาพหรือPerspective)เลโอนาร์โด ดา วินชี เป็นผู้ริเริ่มการเขียนภาพแบบแสดงค่าตัดกันระหว่างความมืดกับความสว่างที่เรียกว่า คิอารอสกูโร( Chiaroscuro )
ภาพอาหารมื้อสุดท้าย The Last Supper
เป็นงานจิตรกรรมที่มีชื่อเสียงอีกภาพหนึ่งของเลโอนาร์โด ดา วินชี4. ดาวิด David ( ค.ศ.1501-1504 ) มิเคลันเจโลรูปสลักรูปดาวิด เป็นหินอ่อนมีความสูงถึง 13 ฟุต 5 นิ้ว เป็นการถ่ายทอดรูปแบบที่มีกรีกและโรมันเป็นแนวทางจึงทำให้รูปดาวิดมีลักษณะทางกายภาพสอดคล้องกับอุดมคติของกรีกและโรมันที่เน้นความสมบูรณ์ทางสรีระการจัดท่วงท่าที่งดงาม ด้วยการใช้ขาข้างหนึ่งรับน้ำหนักอีกข้างหนึ่งงอพัก แขนข้างหนึ่งห้อยขนานอีกข้างหนึ่งยกขึ้นในอิริยาบถที่ไม่ซ้ำกับแขนอีกข้างรูปดาวิดให้ความรู้สึกที่สง่างาม มีท่วงท่าที่เด็ดเดี่ยวกล้าหาญ![]()
ปิเอต้า (Pieta) เป็นผลงานประติมากรรมของมิเคลันเจโลที่สวยงามมากอีกชิ้นหนึ่ง
The School of Athens4.) ศิลปะบาโรก ( Baroque ) ค.ศ.1580 - 1750เป็นยุคที่มีการสร้างสรรค์งานศิลปะเพื่อการแสดงออกที่เรียกร้องความสนใจมากเกินไปมุ่งหวังความสะดุดตาราวกับจะกวักมือเรียกผู้คนให้มาสนใจศาสนาการประดับตกแต่งมีลักษณะฟุ้งเฟ้อเกินความพอดี1. พระราชวังแวร์ซายล์ส Versailles (ค.ศ.1661 - 1691)สร้างขึ้นด้วยหินอ่อน ในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ของประเทศฝรั่งเศสใช้เงินไปประมาณ 500 ล้านฟรังส์ จุคนได้ประมาณ 10,000 คนเพื่อประกาศให้นานาประเทศได้เห็นถึงอำนาจและบารมีของพระองค์
2. ความปลาบปลื้มยินดีของเซนต์เทเรซาSt.Theresa (ค.ศ.1645 - 1652) ศิลปิน เบอร์นินีเป็นงานประติมากรรมที่แสดงอาการความรู้สึกเคลื่อนไหวมีชีวิตประหนึ่งว่ามีลมหายใจ ผลงานชิ้นนี้บ่งบอกถึงการทำงานอย่างมีการวางแผนเพื่อให้ผลงานและพื้นที่ทั้งหมดอยู่ร่วมกันได้อย่างงดงามและกลมกลืน![]()
3. ภาพยามกลางคืน In the night ( ค.ศ.1664 )โดย เรมบรานด์ท แวน ไรน์ Rembrandt van Rijnเป็นงานจิตรกรรมที่มีการใช้แสงเงากำหนดพื้นที่สว่างบนเงาเข้มได้อย่างยอดเยี่ยม
5.) ศิลปะโรโคโค ( Rococo ) ค.ศ. 1700 - 1789เป็นผลงานศิลปะที่สะท้อนความโอ่อ่า หรูหราประดับประดาตกแต่งที่วิจิตรละเอียดละออส่งเสริมความรื่นเริง ยินดีความรัก กามารมณ์1. ภาพกำเนิดวีนัส ( ค.ศ.1754 ) โดย บูเชร์เป็นศิลปินผู้มีฐานะและบทบาทสำคัญโดยเป็นผู้นำที่รับผิดชอบทางด้านจิตรกรรมของราชสำนักผลงานจิตรกรรมของเขาแสดงสีสันที่สวยงามสอดคล้องกลมกลืนกับเรื่องราวเสนอเรื่องราวที่ให้ความรื่นเริง ชวนฝัน อิ่มสุข ซึ่งรสนิยมดังกล่าวมีปรากฏให้เห็นอยู่ในพระราชวังแวร์ซายล์ส
2. การตกแต่งภายในโบสถ์ที่บาวาเรีย ( ค.ศ.1767 หรือ พ.ศ.2310 )ศิลปะการตกแต่งพัฒนาไปสู่ความวิจิตรมากยิ่งขึ้นโดยได้รับการสนับสนุนจากราชสำนักตลอดจนชนชั้นสูงเป็นพิเศษ การตกแต่งห้องจะสะท้อนให้เห็นถึง ความละเอียดละออประณีต สีสันของบรรยากาศที่เปี่ยมสุขจนแทบไม่มีที่ว่างแห่งความเศร้าหมองเข้าสอดแซม![]()
3. แบจิอัส โดย ฟอลโคเนท์ Etienne Maurica Falconet( ค.ศ.1760-1780 )เป็นประติมากรรมหินอ่อน ที่ใช้ตกแต่งมีขนาดสูงเพียง 38 ซม.ลักษณะบ่งบอกถึงการเป็นส่วนหนึ่งของกรีก-โรมันสมัยฟื้นฟูศิลปะและวิทยาการ จนถึงสมัยบาโรกซึ่งนิยมแสดงออกในรูปแบบที่เลียนแบบจากธรรมชาตินอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความกลมกลืนกับคตินิยมของสมัยโรโคโคโดยเฉพาะทางด้านเรื่องราวและการจัดท่าทางที่มุ่งหวังทำให้เกิดความรู้สึกชื่นชมในสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้กับมนุษย์![]()
6.) ศิลปะคลาสสิกใหม่ ( Neoclassic ) ค.ศ. 1780 - 1840เป็นลัทธิทางศิลปะที่เก่าแก่ที่สุดได้ฟื้นฟูศิลปะคลาสสิกอันงดงามของกรีกและโรมันกลับมาสร้างใหม่ปรัชญาที่ว่าศิลปะ คือ ดวงประทีปของเหตุผลโดยเน้นความประณีต ละเอียดอ่อน นุ่มนวล และเหมือนจริงด้วยสัดส่วนและแสงเงาเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของศิลปะสมัยกลางและศิลปะสมัยใหม่เป็นประตูของประวัติศาสตร์บานสำคัญที่ทำหน้าที่แง้มไปสู่โลกแห่งเสรีภาพอันมีผลต่อการคิดค้นสร้างสรรค์ศิลปะอย่างกว้างขวางในเวลาต่อมา1. ภาพความตายของโซคราติส โดย ดาวิด David ค.ศ.1787แสดงให้เห็นความสมจริงตามแบบตามองเห็น การกำหนดมิติน้ำหนัก แสงเงา ยังอาศัยอิทธิพลดั้งเดิมของศิลปะสมัยกลางมีการนำลักษณะโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมสมัยกรีกและโรมันมาสร้างเป็นภาพพื้นหลังแสดงเรื่องราวในสมัยกรีกและโรมันซึ่งจะแฝงไว้ด้วยความรักชาติ ความเสียสละ สำนึกรับผิดชอบต่อประชาชน![]()
2. ภาพคำสาบานของพวกฮอราติไอ โดย ดาวิด David ค.ศ.1784เป็นภาพแสดงเหตุการณ์ปฏิวัติในฝรั่งเศส1. ภาพ 3 พฤษภาคม 1808เป็นเรื่องราวความรักชาติของนักรบโรมัน 3 คนที่รับดาบจากบิดา เพื่อสู้รบกับศัตรูโดยยึดถือผลประโยชน์ของรัฐ เป็นหลัก ส่วนครอบครัวคนรักและความผูกพันระหว่างพี่น้องเป็นผลประโยชน์ด้านรอง![]()
ศิลปะสมัยใหม่ ( Modern Art )1.) ศิลปะจินตนิยม ( Romanticism )
ประมาณ ค.ศ. 1800 1900
ก่อเกิดในอังกฤษและฝรั่งเศสช่วงระยะเวลาที่ใกล้เคียงกัน
มีทรรศนคติที่ต้องการความเป็นอิสระ
ในการแสดงออกที่ศิลปินต้องการมากกว่าการเดินตามกฏเกณฑ์
และแบบแผนทางศิลปะ
ดังที่ศิลปินลัทธิคลาสสิกใหม่ยังยึดถืออยู่เป็นศิลปะ
ที่เน้นอารมณ์อยู่เหนือเหตุผล
มุ่งสร้างสรรค์งานที่ตื่นเต้น เร้าใจ ก่อให้เกิดอารมณ์สะเทือนใจแก่ผู้ชม
โดย โกยา Francisco Goya ( ค.ศ.1814 )![]()
2. ภาพ เสรีภาพนำหน้าประชาชนโดย เดอลาครัวซ์ Eugene Delacroix ( ค.ศ.1830 )เดอลาครัวซ์เป็นศิลปินชาวฝรั่งเศสที่พัฒนาตนเองมาจากการศึกษาศิลปะในอดีตจนกลายเป็นผู้นำลัทธิจินตนิยมงานจิตรกรรมชิ้นนี้เป็นภาพที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์การปฏิวัติในฝรั่งเศสจะเห็นว่าภาพนี้สามารถส่งผลกระทบต่อความรู้สึกได้อย่างน่าตื่นเต้นนับตั้งแต่การเลือกเรื่องราวการจัดภาพ การกำหนดแสงเงาที่ตัดกันเอกภาพของทิศทางของกลุ่มคนยืนขัดแย้งกับทิศทางของผู้บาดเจ็บล้มตายการให้ความสำคัญในท่าทางอิริยาบถของทุกคนการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกผ่านท่าทาง ใบหน้า และดวงตา![]()
3. ภาพ การอับปางของแพเมดูซา โดย เจริโคท์Theodore Gericault ( ค.ศ.1819)เรื่องราวที่เขียนเกิดจากการได้รับทราบเหตุการณ์การประสบอุบัติเหตุเรือแตกของเรือลำหนึ่งโดยมีผู้รอดชีวิตจำนวนหนึ่งต้องเผชิญกับภัยอย่างอ้างว้างบนแพอันจำกัดกลางท้องทะเลแห่งคลื่นลมและความหิวมีวิธีการจัดภาพโดยการกำหนดแสงเงาแบบสว่างจัดมืดจัดตัดกันอย่างรุนแรงอิริยาบถของผู้คนได้รับการจัดท่าทางอย่างสมบทบาทการแสดงออกบนใบหน้าและท่าทางทำให้เกิดความรู้สึกที่หลากหลายนับตั้งแต่ลีลาที่อ่อนล้าโรยแรงจนถึงความตื่นเต้นเมื่อแลเห็นเกาะอยู่ลิบๆ
4. ภาพ พายุหิมะ โดย เจ เอ็ม ดับบลิว เทอร์เนอร์Joseph Mallord William Turner ( ค.ศ. 1841 - 1842 )เทอร์เนอร์เป็นศิลปินชาวอังกฤษที่ทำงานด้านปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและทิวทัศน์ในภาพพายุหิมะเป็นการถ่ายทอดบรรยากาศของเรือกลไฟที่ใกล้จะอับปางท่ามกลางคลื่นลมกลางทะเล![]()
2.) ศิลปะสัจนิยม ( Realisticism ) กลางคริสต์ศตวรรษที่ 19ศิลปินในยุคนี้ได้แก่ กุสตาฟ คูร์เบท์,ฌอง ฟรังซัวส์ มิล์เลท์1. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ ภาพร่อนข้าวโพดThe Corn Sifters วาดโดย กุสตาฟ คูร์เบท์Gustave Courbet ค.ศ.1855
2. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ ภาพคนเก็บข้าวตกThe Gleaners วาดโดย ฌอง ฟรังซัวส์ มิล์เลท์Jean-Francois Millet ค.ศ.1857
3.) ศิลปะลัทธิประทับใจ ( Impressionism ) ศิลปะแห่งความงดงามของประกายแสงและสีศิลปะลัทธิประทับใจ จะแสดงภาพทิวทัศน์บก ทะเล ริมฝั่งเมืองและชีวิตประจำวันที่รื่นรมย์ เช่นการสังสรรค์ บัลเลต์ การแข่งม้า สโมสร นิยมเขียนภาพนอกห้องปฏิบัติงานรูปแบบของศิลปะลัทธิประทับใจพยายามแสดงคุณสมบัติของแสงสี อันเป็นผลมาจากความรู้เกี่ยวกับแสงจากสเปกตรัมและสีซึ่งเป็นผลผลิตจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์โดยพยายามบันทึกการสะท้อนแสงบนพื้นผิวของวัตถุรวมทั้งสภาพบรรยากาศในแต่ละช่วงเวลาไม่สนใจต่อการแสดงรูปทรงให้โดดเด่นใช้สีสดใสตามสีของสเปกตรัมระบายด้วยรอยแปรงหยาบๆทับซ้อนกันหลายครั้งศิลปินนิยมใช้สีเหลืองในบริเวณแสง สีม่วงในบริเวณเงาไม่นิยมใช้สีดำหรือสีน้ำตาล เพราะเป็นสีที่ไม่อยู่ในสเปกตรัมศิลปินในยุคนี้ได้แก่ มาเนท์,โคลด โมเนท์, เรอนัวร์ ,เดอร์กาส์,พีส์ซาร์โร,ซิสเลย์ รวมทั้งประติมากร โรแดง และ รอสโซ1. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ อาหารกลางวันบนสนามหญ้าLunch on the Grassวาดโดย มาเนท์ Edouard Manet ค.ศ.1863เป็นภาพที่สร้างความแปลกและตื่นตระหนกให้แก่ชาวฝรั่งเศสเป็นอันมาก
เพราะเป็นภาพที่ผู้ชายแต่งกายเรียบร้อยและผู้หญิงเปลือยกาย![]()
2. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ ความประทับใจเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นImpression Sunriseวาดโดย โคลด โมเนท์ Claude Monet ค.ศ.1872เป็นภาพที่เป็นที่มาของคำว่า " ประทับใจ " ซึ่งทำให้เกิดเป็นศิลปะลัทธิประทับใจขึ้น
3. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ สวนที่จิแวร์นี Garden at Givernyวาดโดย โคลด โมเนท์ Claude Monet![]()
4. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ ห้องเรียนเต้นรำ The Dancing Classวาดโดย เดอร์กาส์ Edgar Degas![]()
5. ภาพผลงานประติมากรรมชื่อ นักคิด The Thinkerโดย โรแดง Auguste Rodinเป็นงานประติมากรรมที่แสดงพื้นผิวที่ขรุขระแสดงถึงอารมณ์เก็บกดและทรมานภายในใจ![]()
4.) ศิลปะลัทธิประทับใจใหม่ ( Neo - Impressionism )สีจากแสงสเปกตรัมมาสู่อนุภาคเกิดเทคนิคการระบายสีเป็นจุด ( Pointilism )ซึ่งเป็นผลมาจากความเชื่อทางฟิสิกส์ว่าแสง คือ อนุภาค โดยการระบายสีให้เกิดริ้วรอยพู่กันเล็กๆ ด้วยสีสดใสจุดสีเล็กๆ นี้จะผสานกันในสายตาของผู้ดู มากกว่าการผสมสีอันเกิดจากการผสมบนจานสีศิลปินคนสำคัญในยุคนี้ ได้แก่ จอร์จส์ เซอราท์,คามิลล์ พีส์ซาร์โร,พอล ซิยัค1. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ บ่ายวันอาทิตย์บนเกาะลากรองด์แจตท์Sunday Afternoon on the Island of La Grande Jatteโดย จอร์จ เซอราท์ Georges Seurat ค.ศ.1886![]()
2. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ ถนนมองท์มาร์ทยามพลบค่ำBoulevard Montmartre in the Eveningโดย คามิลล์ พีส์ซาร์โร Camille Pissaro ค.ศ.1897![]()
4. ศิลปะลัทธิประทับใจยุคหลัง ( Post - Impressionism )ศิลปินในยุคนี้ ได้แก่ พอล เซซานน์,วินเซนต์ ฟานโกะ,พอลโกแกงและ ทูลูส - โลเทรค1. ภาพผลงานจิตรกรรม ชื่อ ห้องนอนที่อาลส์The Bedroom at Arlesวาดโดย วินเซนต์ ฟานโกะ Vincent van Gogh
2. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ ณ มูแลง รูจวาดโดย ทูลูส - โลเทรค Henri de Toulouse-Lautrec
3. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ ราตรีประดับดาว The Starry Nightวาดโดย วินเซนต์ ฟานโกะ Vincent van Gogh ค.ศ.1889
Wheat Crows4. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ หุ่นนิ่งกับแอปเปิ้ล Still Life with Applesโดย พอล เซซานน์ Paul Cexanne ค.ศ.1890 - 1900
5. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ เมื่อไรเธอจะแต่งงานWhen are You to be Married โดย พอล โกแกงPaul Gauguin ค.ศ. 1892![]()
6.) ศิลปะลัทธิบาศกนิยม ( Cubism ) ค.ศ. 1907 - 1910ศิลปินคนสำคัญในยุคนี้ ได้แก่ พาโบล ปิคาสโซ,จอร์จส์ บราคและเฟอร์นานด์ เลเจร์1. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ หญิงสาวแห่งอาวิยองLes Demoiselles d'Avignonโดย พาโบล ปิคาสโซ Pablo Picasso ค.ศ. 1807
2. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ ชาวโปรตุเกส The Portugueseโดย จอร์จส์ บราค Georges Braque![]()
3. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ ผู้หญิงสามคน โดย เฟอร์นานด์ เลเจร์Fernand Leger ค.ศ. 1921
7.) ศิลปะลัทธิเหนือจริง ( Surrealism )ศิลปกรรมที่เปิดเผยความฝันและจิตใต้สำนึกการแสดงออกทางจิตรกรรมของศิลปินลัทธิเหนือจริงมีหลายแนวทางเช่นการสร้างสรรค์รูปทรงจากจิตใต้สำนึกการใช้รูปทรงจากโลกที่มองเห็นได้เป็นตัวสื่อในการแสดงออกอาจเป็นเรื่องของความฝันฝันร้าย อารณ์เก็บกดเรื่องราวจากตำนาน เรื่องเร้นลับ การท้าทาย ศาสนาการเปรียบเทียบสิ่งที่แปลกแตกต่างกัน แสดงออกในสภาพที่เพ้อฝันน่าตื่นตระหนก น่าหวาดกลัว แดนสนธยาเป็นการใช้สีและสร้างบรรยากาศที่ลึกลับ1. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ วันเกิด Birthdayโดย มาร์ค ชากาลล์ Marc Chagall ค.ศ 1915![]()
2. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ เทศกาลตลก โดย โยฮัน มิโรJoan Miro ค.ศ 1924 - 25![]()
3. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ ความทรงจำที่ฝังแน่นThe Persistence of Memoryโดย ซัลวาดอร์ ดาลี Salvador Dali ค.ศ. 1931
8.) ศิลปะลัทธินามธรรม ( Abstractism ) ศิลปะไร้รูปลักษณ์ศิลปินแสดงออกโดยการสกัดรูปทรงจากธรรมชาติให้ง่ายปล่อยให้รูปทรงปรากฏขึ้นตามลีลาหรือกลวิธีในการแสดงออกบางครั้งก็สร้างรูปทรงให้ปรากฏขึ้นจากความคิดอันเป็นนามธรรมศิลปินสร้างเส้น รูปทรง สี จากการใช้ญาณวินิจฉัย โดยไม่ต้องพึ่งเส้นรูปทรง สีจากธรรมชาติการแสดงออกเป็นผลจากพลังจิตใต้สำนึก ตามเส้นทางของจิตวิทยากลวิธีของการแสดงออก ได้แก่ การใช้สีราด หยด หยอด ใช้แปรงละเลงระบายอย่างหยาบกร้านการสาดสี เป็นต้นศิลปินคนสำคัญ ได้แก่ แจคสัน พอลลอค,วาสสิลี แคนดินสกี, พีท มองเดรียง1. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ องค์ประกอบสีแดง เหลือง และน้ำเงินโดย พีท มองเดรียง Piet Mondrian ค.ศ.1921![]()
2. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ เอกนัย Convergenceโดย แจคสัน พอลลอคJackson Pollock ค.ศ.1952![]()
3. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ ความปิติ Small Pleasureโดยวาสสิลี แคนดินสกี Wassili Kandinsky ค.ศ. 1913![]()
" เฮ่อ...จบซะที!"เอกสารอ้างอิง
วิรุณ ตั้งเจริญ.(2542) สารานุกรมสำหรับเยาวชนชุดศิลปะและงานสร้างสรรค์ ทัศนศิลป์
ตะวันตกสมัยเก่า กรุงเทพ : บริษัท ต้นอ้อ ๑๙๙๙ จำกัด
อำนาจ เย็นสบาย.(2542) สารานุกรมสำหรับเยาวชนชุดศิลปะและงานสร้างสรรค์ ทัศนศิลป์
ตะวันตกสมัยใหม่ กรุงเทพ : บริษัท ต้นอ้อ ๑๙๙๙ จำกัด
นักเรียนทำใบงานเสร็จแล้ว ลองทบทวนความรู้ด้วยการตอบคำถามต่อไปนี้ดูซิคะ!แบบฝึกหัด1. ศิลปะไบแซนไทน์ เป็นจักรวรรดิที่อยู่ระหว่าง ค.ศ.เท่าไร?2. การสร้างงานศิลปะโมเซอิก(Mosaic) เป็นศิลปะที่อยู่ในยุคสมัยใด?3. เกิดจากการนำกระเบื้องเคลือบสีแผ่นเล็กๆ มาประกอบกันเป็นภาพ?4. เป็นภาพงานจิตรกรรมที่เขียนลงบนแผ่นไม้เพื่อเคารพบูชาในบ้าน?5. ศิลปะโกธิค เกิดขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่เท่าไร?6. เป็นสถาปัตยกรรมที่มีลักษณะสูงชลูด?7. วิหารนอเตรอดาม อยู่ในประเทศอะไร?8. เป็นโบสถ์ที่ ร.5 ทรงนำแบบมาสร้างที่วัดนิเวศธรรมประวัติ จ.พระนครศรีอยุธยา?9. เป็นภาพกระจกสีที่บอกเรื่องราวความเป็นมาของอาดัมกับอีฟ10. ศิลปะยุคฟื้นฟูศิลปะและวิทยาการ อยู่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่เท่าไร?11. เป็นสถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นในยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ?12. เป็นสถาปนิกที่ออกแบบและก่อสร้างโบสถ์เซนต์ปีเตอร์?13. โบสถ์เซนต์ปีเตอร์ตั้งอยู่ที่ประเทศใด?14. เป็นภาพที่วาดบนเพดานโบสถ์ซิสทีนโดย มิเคลันเจโล?15. เป็นภาพผู้หญิงสาว ที่ทำให้ เลโอนาโด ดา วินชี มีชื่อเสียงโด่งดัง?16. เป็นสิ่งที่เกิดจากการค้นคว้าทดลองของศิลปิน ในสมัยเรอนาซองส์17. เป็นบันไดก้าวแรกต่อการสร้างสรรค์งานจิตรกรรมสมัยใหม่18. เป็นสีที่คิดค้นและนำมาใช้วาดภาพในสมัยเรอนาซองส์19. เป็นประติมากรรมลอยตัว รูปเด็กหนุ่ม อยู่ในสมัยฟื้นฟูศิลปะวิทยาการแสดงความสมบูรณ์ของสรีระ ความสง่างามของท่ายืนและความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว?20. ศิลปะบาโรก อยู่ในช่วง ค.ศ.เท่าไร?21. เป็นสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่ในสมัยบาโรก ใช้เวลาสร้างประมาณ 30 ปี?22. เป็นประติมากรรมสมัยบาโรก ที่แสดงอาการเคลื่อนไหว ให้ความรู้สึกมีชีวิต?23. เป็นสมัยที่มีการสร้างงานศิลปะที่มุ่งแสดงถึงความรัก การเสพสุข?24. ภาพร่อนข้าวโพด วาดโดย?25. ภาพภาพการอัปปางของแพเมดูซา วาดโดย?26. ศิลปะยุคโรแมนติก ศิลปินมีแนวคิดในการสร้างสรรค์อย่างไร?27. ศิลปะยุคสัจนิยม ศิลปินสร้างสรรค์ผลงานด้วยแนวคิดอะไร?28. ยุคอิมเพรสชั่น เกิดเทคนิคอะไรและวิธีการเขียนภาพโดยนำหลักการใดมาใช้?29. ศิลปินที่สร้างประวัติศาสตร์ของการเขียนภาพแบบทิ้งรอยแปรงใน ยุคโพสท์อิมเพรสชั่น คือใคร?30. ศิลปินที่หลงใหลในความบริสุทธิ์และจริงใจของหญิงสาวชาวพื้นเมืองคือใคร?.....................................................................ขอให้นักเรียนทุกคนโชคดีในการสอบนะคะ !_____________อ.แต๊กค่ะ![]()
ย้อนกลับไปเมื่อปี 1893 ในยามเย็นวันหนึ่ง เมื่ออาทิตย์ใกล้อัสดง
Edvard Munch จิตรกรชาวนอรเวย์ กำลังเดินเล่นอยู่กับเพื่อนของเขาอีก 2 คน
อยู่ๆท้องฟ้าก็เปลี่ยนเป็นสีเลือด อะไรบางอย่างทำให้เขารู้สึกหมดเรี่ยวหมดแรง
จนต้องยืนพิงรั้วข้างทาง บนฟากฟ้าเต็มไปด้วยสีแดงฉานดั่งเปลวไฟ
เพื่อนของเขาเดินกันต่อไป ในขณะที่เขายืนตัวสั่นเทาด้วยความกังวลใจ
ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกถึงเสียงกรีดร้องของธรรมชาติดังลั่นบาดลึกไปถึงขั้วหัวใจ
และนั่นคือสิ่งที่ Munch ได้สัมผัสมา จนเป็นแรงบันดาลใจให้เขาถ่ายทอดความรู้สึก
ออกมาเป็นภาพวาดแนว Expressionist
ที่จับเอาอารมณ์ความรู้สึกจากเส้นประสาทมาตรวัดแปลงเป็นภาพพิศได้อย่างถึงพริกถึงขิง
ท้องฟ้าเปื้อนแสงสีแดงอมเหลืองเจือเขียวนิดๆ ส่อให้เห็นเข้าไปถึงความรู้สึกของมนุษย์
(ที่ไม่สามารถระบุเพศได้) ผู้ที่ยืนตกใจอยู่กลางภาพ วิวเบื้องหลังบิดเบือน
เหมือนจะละลายไปกับความสับสนกระวนกระวาย สอดคล้องกับสภาพของฟ้าเบื้องบน
ที่แปรปรวนใช่เล่น ตาของคนในภาพอยู่ในสภาพตกใจสุดขีด มือทั้งสองพยายามอุดหู
เหมือนต้องการจะปิดกั้นตัวเองจากเสียงร้องอันรันทดนั้น
ให้วิเคราะห์คนในภาพคงจะเป็นตัวผู้วาดเอง ส่วนอากัปกิริยาเป็นอาการของคนวิตกจริต
เนื่องมาจากเสียงรบกวน ที่ไม่มีคนอื่นได้ยิน เสียงที่ว่ายังกัดกินแก้วหูของเขาอย่างเลือดเย็น
ในขณะที่เพื่อนๆผู้ไม่ได้ยินอะไร เดินห่างออกไปเรื่อยๆ ทิ้งให้เขาในสภาพช๊อค
ยืนอยู่อย่างเดียวดาย ส่วนท้องฟ้านั้น ที่เป็นสีแดงแปลกๆ อาจเป็นเรื่องจริง
ที่ Munch เห็นกับตาจนมโนเสียงเอาเองได้ เพราะในช่วงเดียวกันนั้น
ภูเขาไฟแห่งเกาะ Krakatoa ประเทศอินโดนีเซีย ได้เกิดระเบิดครั้งใหญ่ขึ้น
เป็นเหตุให้เถ้าถ่านภูเขาไฟพวยพุ่ง สร้างผลกระทบบรรยากาศฟ้าไปทั่วทั้งโลก
ดีไม่ดีอาจเป็นได้ว่าจิตรกรก็อาจมีหูวิเศษ ได้ยินเสียงระเบิดจากดินแดนอันห่างไกล
จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้วาดภาพThe Scream
น่าเสียดายที่ปัจจุบัน ภาพนี้ถูกมือดีจารกรรมไปครั้งล่าสุดเมื่อปี 2004
ค้นหากันอยู่นานสามารถนำกลับมาได้ พร้อมลากคอทีมปล้นเข้าไปวาดรูปเล่นในคุก
แต่หลังจากได้ภาพคืนกลับมาแล้ว พบว่าภาพอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรม
เนื่องมาจากการเก็บรักษาผิดวิธีของโจรโฉด
ความชื้นเข้าแทรกทำให้สีเสียหายเกินที่จะบูรณะให้กลับมาเหมือนต้นฉบับได้
เป็นเรื่องน่าเศร้าน่าตกอกตกใจเสียยิ่งกว่าอารมณ์ในภาพเสียอีก
edit @ 24 Jul 2008 15:09:04 by cheeranan
edit @ 26 May 2009 23:12:34 by cheeranan
edit @ 6 Jun 2009 22:58:20 by cheeranan
edit @ 30 Aug 2009 20:50:35 by cheeranan